
หลบลี้หนี'หนี้'และ'ลูกหนี้'
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : หลบลี้หนี 'หนี้' และ 'ลูกหนี้'โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ด้วยความที่เป็นคน “อ่าน” ได้เรื่อยๆ ทำให้หลายๆ ครั้ง เพื่อนสนิทมิตรรักหรือคนรอบข้างมักจะมีหนังสือติดไม้ติดมือมาฝากอยู่บ่อยๆ ถูกจริตบ้าง ไม่ถูกจริตบ้าง แต่ก็ไม่เกินความสามารถหรือความพยายาม เพียงแต่เล่มที่ “ชอบน้อย” ก็อาจจะใช้เวลานานกว่าเล่มที่ “ชอบมาก”
ส่วนตัวแล้ว คิดว่า “หนังสือ” ทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งช่วยคิด ช่วยหาคำตอบ ทางออก รวมทั้งยังช่วยให้ผ่อนคลาย บรรเทาเบาบางจากภาวะรอบข้าง
มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ได้รับเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อหลายปีมาแล้ว เป็นหนังสือแนววัยรุ่น (ไม่รู้เหมือนกันว่าคนให้คิดยังไง) เป็นหนังสือแนวให้กำลังใจ ให้มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ซึ่งมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น เสื้อผ้าหน้าผมมีส่วนอย่างมากกับชีวิตประจำวัน การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ สีหม่นหมอง หรือออกมาทำงานด้วยสภาพหัวฟู หน้าตาไม่แต่ง จะทำให้การใช้ชีวิตหดหู่ไปด้วย หนังสือยังยกตัวอย่างของผู้หญิงญี่ปุ่นซึ่งเน้นการแต่งตัวออกนอกบ้านที่ต้องยึด “แฟชั่น” ไว้ก่อน อย่างน้อยก็ทำให้คลายหดหู่ และชีวิตดูมีสีสันขึ้น
หรืออีกบทหนึ่งที่ว่าด้วย “สถานที่แห่งที่สามในชีวิต” นอกเหนือแห่งแรก คือ บ้าน และแห่งที่สอง คือ ที่ทำงานหรือโรงเรียน ผู้เขียนแนะนำให้เราเก็บสถานที่แห่งที่สามไว้ใน “จินตนาการ” เวลาจากปัญหา เครียดจากปัจจัยลบที่รุมเร้า ก็หาที่เงียบนั่งหลับตาคิดถึง “สถานที่” แห่งนั้น จะหลับตาเห็นทะเลกว้างไกล แม่น้ำสายยาวที่สงบนิ่ง หรือสนามหญ้าสีเขียวที่กว้างไกลสุดสายตา ใช้เวลาไม่นานก็จะฟื้นพลังชีวิตให้กลับคืนมาได้ไม่ยาก
ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมด เพราะรู้สึกว่า เราตกอยู่ในโหมด “สับสนวุ่นวาย” ตามกระแสแห่งโลกยาวนานเหลือเกิน จนบางทีเราอาจจะอยากปล่อยชีวิตให้ “อ้อยอิ่ง” บ้าง
เช่นเดียวกับ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ที่สัปดาห์นี้อยากลอง “หลับตา” แล้วคิดถึงสถานที่แห่งที่สามหรือคิดเรื่องเงินอย่างสบายๆ เพื่อฟื้นพลังจากความยากในการบริหารเงิน ท่ามกลางความอลหม่านแห่งสถานการณ์ดูบ้าง
และไหนๆ ก็ว่าด้วยเรื่องของ “หนังสือ” ตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว ดังนั้น วันนี้จึงขอต่อเนื่องเรื่องหนังสือที่เพิ่งได้รับจาก บริษัท ไพลินบุ๊คเน็ต จำกัด (มหาชน) ที่กรุณาส่งมาให้อ่าน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ต้องยอมรับว่า หนังสือพวกนี้เหมาะกับการพาเราออกจากความวุ่นวายมาก เพราะนอกจากราคาไม่แพงแล้ว ยัง “อ่านง่าย เข้าใจง่าย” ไม่ต้องตีความให้ยากเกินเข้าใจ
ที่เหมาะกับ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ก็ต้องยกให้เล่มนี้ “เคล็ดวิธีออมเงินให้ร่ำรวย” เขียนโดยนันทกานต์ ทรัพย์สุวรรณ ซึ่งจุดเด่นของหนังสือนอกจากจะ “อ่านง่าย” อย่างที่บอกไว้แล้ว หนังสือยังหยิบยกจากเรื่องใกล้ตัวที่เป็นลักษณะของการนำไปใช้ได้จริง ซึ่งต้องยอมรับว่าหลายครั้ง “ความเรียบง่าย” ก็กลายเป็นเสน่ห์ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ชีวิตไม่ต้องการความซับซ้อน การใช้ภาษาง่ายๆ เข้าใจง่าย ไม่ต้องปีนบันไดอ่าน แม้ว่า ไม่ได้แนะนำเทคนิคเลิศหรู หรือแนะนำการลงทุนชั้นเซียน แต่ก็ยังคงความมี “สาระ” ไว้ได้อย่างไม่พร่อง
หนังสือเล่มนี้มีหลายบทหลายตอนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อ “เทคนิคการใช้จ่ายและการออม” ซึ่งมีบัญญัติเรื่องนี้ถึง 19 ประการ หรือหัวข้อ “8 วิธีการออมเงินอย่างชาญฉลาด” รวมถึงหัวข้อ “11 วิธีคิดเพิ่มความรวย” ซึ่งเน้นเรื่องของการสร้างทัศนคติด้านบวก เช่น คิดว่าความรวยเกิดขึ้นได้เสมอ หรือการไม่ปล่อยให้ความจนมาครอบงำ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้แก่ตัวเอง
แต่ที่จะขอหยิบยกมาฝาก เพราะรู้สึกว่า จะเหมาะกับคนหมู่มาก มีอยู่ 2 เรื่อง นั่นคือ 5 วิธีห่างไกลจากหนี้สิน ซึ่งได้แก่ การลดปริมาณบัตรเครดิตลง ยิ่งมีมาก แล้วยิ่งไม่มีวินัยในการใช้จ่าย ก็ทำให้มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงและแน่นอนว่าหนี้สินจะตามมา การฝึกนิสัยการชำระหนี้ให้ตรงเวลา ซึ่งผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ไม่ใช่แค่ต้องเสียค่าปรับและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่ยังหมายถึงการสร้างปัญหาให้แก่ตัวเองในการกู้ครั้งต่อไป เพราะเท่ากับประวัติการชำระหนี้ไม่น่าไว้ใจเสียแล้ว
เรื่องที่ 3 คือ รู้จักตรวจสอบก่อนจ่าย โดยเฉพาะในกรณีของบัตรเครดิตที่ควรตรวจสอบค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่งจริงๆ สามารถขอยกเว้นจากผู้ให้บริการบัตรเครดิตได้ เลือกสิ่งที่ดีในการออม ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการฝากเงินเพื่อกินดอกเบี้ยเงินฝาก กับการนำเงินนั้นไปชำระหนี้เพื่อลดดอกเบี้ยเงินกู้ ว่าแบบไหนได้ประโยชน์กว่ากัน
และสุดท้ายคือ รู้จักปรึกษาเมื่อมีปัญหา หมายถึงการปรึกษาเจ้าหนี้ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เพื่อที่จะได้หาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือการยืดอายุหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ลูกหนี้จะมีความคิดผิดๆ นั่นคือ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้ในทุกรูปแบบ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นสามารถที่จะหาทางออกร่วมกันได้
อีกหัวข้อในหนังสือเล่มนี้ที่คิดว่าหลายคนคงสนใจ เพราะมักประสบปัญหาแบบนี้เหมือนกัน และไม่ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นั่นคือ เมื่อถูก “ยืมเงิน” หนังสือเล่มนี้แนะนำเทคนิคหลีกเลี่ยงพวกที่ชอบยืมเงิน 4 ข้อ นั่นคือ 1.ให้ปฏิเสธว่าไม่มี แล้วแกล้งขอยืมกลับ ว่ากันว่าได้ผลทีเดียว 2.กรณีที่ถูกยืมเป็นประจำ แล้วของเก่าก็ไม่ได้คืนสักที ก็ให้พูดตรงๆ ไปเลยว่า ถ้าของเก่าไม่คืน แล้วจะเอาที่ไหนไปให้ยืมอีก 3.คือ ต้องรู้จักพูดจาปฏิเสธ โดยอ้างเหตุผลเดือดร้อนของตัวเองบ้าง เช่น มีเรื่องต้องใช้เงิน ต้องจ่ายค่าเทอมลูก ญาติป่วยเข้าโรงพยาบาล ฯลฯ และข้อสุดท้าย คือ ให้เปิดบัญชีใหม่สำรองไว้ แล้วโชว์ให้คนที่ขอยืมดูบัญชีเก่าว่าไม่มีเงินเหลือจริงๆ ข้อนี้อาจทำให้หลุดพ้นจากข้อหา “คนไร้น้ำใจ” ได้
แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว คงต้องพิจารณาตามความจำเป็น ซึ่งคนถูกขอยืมจะรู้จักคนที่มายืมดีที่สุด ว่าเขาเป็นคนประเภทไหน เชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้วว่าไม่ควรให้ความช่วยเหลือ เพราะเขาจะใช้เงินในทางที่ผิด การปฏิเสธอย่างเข้มแข็ง ก็น่าจะดีที่สุด
หลังจาก “ลงลึก” เรื่องการลงทุนและการบริหารจัดการเงินมาหลายสัปดาห์ต่อเนื่องกันแล้ว สัปดาห์นี้ว่ากันเรื่องบ้านๆ ทั้งลดหนี้และลดจำนวนคนขอยืมเงิน ถือเสียว่า เป็นช่วง “หลับตา” ให้ผ่อนคลาย ตุนพลังไว้รับมือกับคลื่นลูกใหม่ที่จะถาโถมเข้ามา



