
สรุปน้ำท่วม26จ.ยังอ่วมยอดดับพุ่ง102
ศอส.สรุปน้ำท่วมยังวิกฤติ 26 จังหวัด ยอดเสียชีวิตพุ่ง 102 ราย เตือน 7 จังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมรับมือน้ำหนุนสูง แนะปชช.เสริมกระสอบทราย-แนวคันกั้นน้ำเพิ่ม
17 ก.ย.54 นายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะประธานศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 26 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ยโสธร เลย ขอนแก่น มหาสารคาม ศรีสะเกษ ฉะเชิงเทรา นครนายก ตาก สระแก้ว และปราจีนบุรี รวม 165 อำเภอ 1,095 ตำบล 6,915 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 408,783 ครัวเรือน 1,412,357 คน มีผู้เสียชีวิต 102 ราย สูญหาย 2 ราย พื้นที่การเกษตร 4,043,993 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อปลา 67,618 ไร่ กุ้ง ปู หอย 2,284 ไร่ สัตว์ได้รับผลกระทบ 3,042,185 ตัว น้ำท่วมเส้นทางไม่สามารถสัญจรผ่านได้ แยกเป็น ทางหลวง 24 สาย ใน 10 จังหวัด ทางหลวงชนบท 49 สาย ใน 19 จังหวัด
นายฉัตรป้อง กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในทุกลุ่มน้ำต่างๆ ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากฝนที่ตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำ ในลุ่มน้ำต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งอยู่แล้วระดับน้ำท่วมจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 3,786 ลบ.ม.ต่อวินาที เขื่อนเจ้าพระยาปริมาณน้ำไหลผ่าน 3,694 ลบ.ม.ต่อวินาที และผ่านอำเภอบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา 3,089 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้มีน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ที่ลุ่มต่ำบริเวณจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี ขณะที่สถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำร้อยละ 87 ของความจุอ่างฯ เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำร้อยละ 96 ของความจุอ่างฯ ซึ่งต้องเร่งระบายน้ำออกเพื่อพร่องน้ำอย่างต่อเนื่อง จึงขอแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนให้เตรียมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
นายฉัตรป้อง กล่าวต่ออีกว่า ภาวะฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทางพื้นที่ภาคเหนือบริเวณท้ายเขื่อนภูมิพลเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำปิงและลำน้ำสาขาในเขต จ.กำแพงเพชร มีปริมาณน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยคาดว่าปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์จะอยู่ในเกณฑ์สูงสุดประมาณ 3,800-3,900 ลบ.ม.ต่อวินาที ในช่วงวันที่ 18-19 ก.ย.ซึ่งทำให้ระดับน้ำที่ จ.นครสวรรค์สูงขึ้นอีกประมาณ 1 เมตร นอกจากนี้ ยังมีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังไหลมาสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้มีปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาในเขตจ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร มีระดับน้ำ เพิ่มสูงขึ้นปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น
นายฉัตรป้อง กล่าวต่อไปอีกว่า อย่างไรก็ตามได้กำชับให้จังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและจังหวัดที่มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านตรวจสอบพนังกั้นน้ำให้มีความมั่นคง พร้อมวางกระสอบทรายเสริมให้สูงและแข็งแรงพอที่จะต้านกระแสน้ำที่ไหลแรงขึ้น รวมทั้งทำความเข้าใจกับประชาชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำมิให้เกิดความขัดแย้ง และให้ตรวจสอบคุณภาพของสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยและบูรณาการการวางระบบการรับบริจาค ระบบการช่วยเหลือเพื่อลดความซ้ำซ้อนและให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึง
"วิทยา"เผยคนป่วยจากน้ำท่วมเพิ่มขึ้นวันละ 5,000 คน
นายบุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ออกให้บริการตรวจรักษา ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ มอบถุงยังชีพรวมยาชุดน้ำท่วมรวม 4,802 ชุด มอบให้ผู้ประสบภัย 9 จุด ได้แก่ ที่วัดช้างใหญ่ ต.ช้างใหญ่ จำนวน 498 ครอบครัว วัดป่าคา ต.โคกช้าง 504 ครอบครัว วัดท่าซุง ต.ไม้ตรา 522 ครอบครัว วัดบางไทร ต.บางไทร 535 ครอบครัว วัดสุนทราราม ต.ห่อหมก 922 ครอบครัว วัดช่างเหล็ก ต.ช่างเหล็ก 415 ครอบครัว วัดหน้าต่างนอก ต.หน้าไม้ 497 ครอบครัว วัดกระเชง ต.กระแชง 469 ครอบครัว และอบต.สนามชัย ต.สนามชัย 440 ครอบครัว
ทั้งนี้ ในวันที่ 19-20 กันยายนนี้ คาดว่าน้ำในเขื่อนเจ้าพระยาที่มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุด จะทำให้พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับน้ำสูงขึ้นอีก 10-15 เซนติเมตร แนวโน้มน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน ไร่นาประชาชนมากขึ้น ได้เน้นย้ำให้สถานบริการที่เสี่ยงถูกน้ำท่วม เตรียมความพร้อมดำเนินการตาม 4 แผนหลัก คือแผนป้องกันโรงพยาบาล แผนสำรองทรัพยากร แผนส่งต่อผู้ป่วย และแผนการปรับระบบบริการหากเกิดน้ำท่วม เพื่อให้บริการผู้ป่วยได้ตามปกติ ส่วนในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกไปให้บริการให้ครอบคลุม และให้เจ้าหน้าที่รพ.สต. อสม.ออกติดตามดูแลผู้พิการ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และสตรมีครรภ์อย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังป้องกันโรคติดต่อ เตรียมความพร้อมหน่วยสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่ทันทีที่พบการระบาดของโรค พร้อมทั้งติดตามดูแลผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย
สำหรับการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ใน 54 จังหวัดที่ประสบภัย พบผู้เจ็บป่วยสะสม 233,996 ราย โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 5,000 ราย โรคที่พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ น้ำกัดเท้าพบได้ 2 ใน 3 ของผู้ป่วย รองลงมาคือไข้หวัด ปวดเมื่อย ผื่นคัน และโรคเครียด ยังไม่มีโรคระบาดที่เกิดจากน้ำท่วม จนถึงขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดส่งยาชุดช่วยผู้ประสบภัยไปแล้ว 700,000 ชุด ยาตำราหลวง 35,500 ชุด ยารักษาน้ำกัดเท้า 126,000 หลอด และสำรองยาชุดช่วยผู้ประสบภัยไว้ที่ส่วนกลางเพิ่มเติมอีก 500,000 ชุด ยารักษาน้ำกัดเท้า 100,000 หลอด
อย่างไรก็ตาม ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่น้ำท่วม 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา ท่าเรือ นครหลวง บางไทร บางบาล บางปะอิน บางปะหัน ผักไห่ วังน้อย เสนา และมหาราช มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน 149,999 คน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ถูกน้ำท่วมทั้งหมด 38 แห่ง ประกอบด้วยที่อ.บางบาล 10 แห่ง อ.บางไทร 10 แห่ง อ.บางปะอิน 7 แห่ง อ.พระนครศรีอยุธยา 4 แห่ง อ.ผักไห่ 2 แห่ง อ.บางปะหัน 2 แห่ง และอ.เสนา อ.นครหลวง อ.ท่าเรือ อำเภอละ 1 แห่ง ทุกแห่งยังเปิดให้บริการประชาชน โดยมีรพ.สต. 12 แห่งที่ประชาชนเข้าไปรับบริการไม่สะดวก ได้ย้ายออกมาให้บริการในจุดที่ประชาชนมารับบริการได้



