
เผย'ปู'ถก'ฮุนเซน'ที่ทับซ่อนทะเล
"ปู"กลับถึงไทย "สุรพงษ์" ยอมรับถกเรื่องพื้นที่ทับซ่อนทางทะเลกับกัมพูชา เร่งดันเอ็มโอยู เข้าครม.อังคารหน้า เผยหารือเรื่อง "วีระ - ราตรี" "ฮุนเซน" รับหาทางลดโทษก่อนขอพระราชทานอภัยโทษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.45น.วันที่ 15ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา ถึงสนามบิน บน.6 โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงแนวโน้มที่ประเทศกัมพูชาจะปล่อยตัวนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเดินทางร่วมไปกับคณะ เปิดเผยว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ย้ำว่าเรื่องดังกล่าวต้องยึดตามข้อกฎหมาย แต่วิธีการช่วยจะใช้วิธีการลดโทษจากเดิมต้องติดคุก 2 ใน 3 ของโทษทั้งหมดก่อนแล้วถึงจะพระราชทานอภัยโทษได้
"แต่สมเด็จฮุนเซนบอกนายกฯว่าถ้ามีช่วงไหนเป็นช่วงที่มีวาระพิเศษก็จะขออภัยโทษให้ลดโทษลง และพอคิด 2 ใน 3 มันก็จะสั้นลงก็จะทำให้พ้นโทษเร็วขึ้น อย่างมีโทษ 8 ปี ก็อาจจะเหลือ 5-6 ปี ถือเป็นสัญญาณที่ดี"นายสุรพงษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเทศกัมพูชาระบุหรือไม่ว่ามีโอกาสพิเศษเมื่อไร รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่าเป็นการพูดภาพกว้างๆว่าวิธีการที่เขาจะดำเนินการเพราะเป็นเรื่องศาลยุติธรรมของเขา
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังหารือถึงคำสั่งศาลโลกโดยทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการตามมาตรการชั่วคราวของศาลโลกในการปรับกำลังทหาร และใช้ช่องทางจีบีซีในการปรับกำลัง
ขณะที่เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลนั้น นายสุรพงษ์กล่าวว่า ได้หารือกันบ้าง แต่ไม่ได้พูดถึงกรอบเวลา เพราะเราต้องเอาต้องนำเอ็มโอยูซึ่งตนได้รับมอบหมายจากนายกฯให้นำเสนอกลับเข้าครม.อีกครั้งหลังจากมติครม.เมื่อครั้งที่ผ่านมาแต่งตั้งให้ตนเป็นคณะกรรมการประสานงานเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล โดยตนก็จะนำเรื่องนี้เข้าครม. จากนั้นจะส่งให้สภาฯ ส่วนจะเข้าครม.อังคารหน้าเลยหรือไม่นั้นตนจะทำเรื่องนี้เข้าครม.โดยให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและรมว.มหาดไทยเสนอแทน เพราะตนต้องเดินทางไปสหประชาชาติในวันอาทิตย์นี้
"ทางกัมพูชาได้เรียนให้นายกฯทราบว่าเอ็มโอยูไม่ได้เลิกเป็นทางการ และ พูดกันว่าทุกอย่างที่ทำในเอ็มโอยูถ้าทำต่อเนื่องจะต้องทำอย่างเปิดเผยจะไม่มีความลับอีกต่อไป การประชุมทุกครั้งจะเปิดเผยทุกครั้ง"นายสุรพงษ์ กล่าว
ขณะที่พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคในคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กล่าวกล่าวในรายการคมชัดลึกทางเนชั่นทีว่าว่า เมื่อกัมพูชาประกาศเส้นเขตแดนในปี 15 เราก็บอกว่าเยอะไป เราจึงประกาศบ้างในปี 16 แต่ที่แน่นอนคือเกาะกูดเป็นของไทย ทั้งนี้เส้นเขตแดนไทยกัมพูชาจะมี 2 เส้น คือ เส้นระหว่างรัฐที่ประชิดกัน และเส้นแบ่งที่รัฐอยู่ตรงข้ามกัน และเมื่อเริ่มเจรจาปี 38 ก็มีการแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน 50:50 และมีการตกลงแบ่งเขตซึ่งสามารถยอมรับได้ร่วมกัน โดยใช้เวลา 4 ปี และการจะไปยกเลิก MOU 44 เพื่ออะไร ขณะนี้พลังงานไฟฟ้า 40 % ของก๊าซที่ได้จากอ่าวไทยใช้ผลิตกระแสไฟฟฟ้า คนที่เดือดร้อนจึงไม่ใช่กัมพูชา แต่เป็นไทย ดังนั้นอย่าเพิ่งไปด่ารัฐบาล สิ่งที่รัฐบาลควรปรับปรุงที่สุดคือ การให้ข้อมูลกับประชาชน และให้พิจารณาว่าใครจะมาเป็นหัวขบวนในการเจรจา
นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ อดีตนักกฎหมายในคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต รางวัลทุนฟุลไบรท์และวิทยานิพนธ์เกียรตินิยม มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า เนื่องจากทะเลมีหลายส่วนแล้วจะแบ่งสรรอย่างไร ดังนั้นจึงต้องมาดูไหล่ทวีป ต่อมาปี 38 เริ่มมีการเจรจากันเพราะกัมพูชาต้องการทรัพยากรทางทะเล จึงบอกฝรั่งว่าต้องการน้ำมันใหัลากเส้นมาถึงเกาะกูด และ MOU ปี 44 ก็บอกว่าข้อตกลงชั่วคราวซึ่งมีลักษณะที่ปฏิบัติได้ ตามข้อ 83 แห่งอนุสัญญากฎหมายทางทะเล แต่บริเวณอื่นที่ทับซ้อนให้มาบริหารร่วมกัน และทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสินค้าประเภทก๊าซ น้ำมัน ราคาขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นต้องคิดให้ไกลและคิดถึงความเป็นธรรมถึงอนุชนรุ่นหลังด้วยว่าจะทำอย่างไร หากจะไปทะเลาะกัน ในส่วนน.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อรู้ว่าพี่ชายสนิทกับสมเด็จฮุนเซนก็อาจจะหาช่องทางมาคุยกัน ไม่ใช่บอกว่าไม่คุยกันเลย มันก็เดินต่อไปไม่ได้ ส่วนพื้นที่ทับซ้อนบนบกกับทะเลนั้น ในทะเลเราเซ็น MOU เพื่อบอกว่าจะมานั่งคุยกัน มีกรอบชัดเจน แต่ถ้าไม่ทำต่อไป ก็ไม่รู้ว่าจะเอาออกมาใช้เมื่อไหร่ คนที่เสียประโยชน์ก็คือคนที่ต้องเจอกับก๊าซ น้ำมันที่ราคาแพง



