
'ความสามารถในการแข่งขัน'
เรือนชานบ้านเมือง : 'ความสามารถในการแข่งขัน'อนาคตน่าเป็นห่วง โดย...ภัทรพล เวทยสุภรณ์
โลกในยุค “ไร้พรมแดน” นับว่าเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงสำหรับประเทศที่มัวแต่เสียเวลาอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปวันๆ อย่างประเทศ “ไทย” เพราะทำให้ไม่สามารถสร้าง “วิสัยทัศน์” ให้ “มองไกล” ไปในอนาคต เห็นได้ชัดเจนจากหลายปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก เช่น “น้ำท่วม” ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดซักที นอกจากนี้ ยังมีสารพัดปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง” ที่ยังหา “จุดร่วม” บนความแตกต่างไม่ลงตัวมาช่วยกันฉุดอีก
จะว่ากันไปแล้วโลกในยุค “ไร้พรมแดน” แม้ว่าจะเต็มไปด้วยการแข่งขันและการเอารัดเอาเปรียบ แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสและช่องทางใหม่ๆ ในการยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตของผู้คนในประเทศให้ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับกันว่าตลาดในภูมิภาค “เอเชีย” ที่กำลังเติบโต เฉพาะแค่ “จีน” กับ “อินเดีย” ก็มีประชากรรวมกันหลายพันล้านคนแล้ว อย่างไรก็ตาม โอกาสในการแสวงหาประโยชน์จากตลาดที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดในโลกที่ครอบคลุมลูกค้าจำนวนหลายพันล้านคน มีเฉพาะประเทศที่มี “ผู้นำ” ที่ “มองกว้างคิดไกล” เท่านั้นที่จะสามารถหาช่องทางที่จะเพิ่ม “ขีดความสามารถ” ในการเข้าไปแข่งขันเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดได้มากขึ้น
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทั้ง “ภาครัฐ” และ “ภาคเอกชน” ที่จำเป็นต้องคิด “นวัตกรรม” ใหม่ๆ ในการ “ผลิต” และ “บริการ” มิใช่แค่พยายามรักษาสถานภาพการ “ผลิต” และการ “บริการ” แบบเดิมๆ แต่จำเป็นที่จะต้องหา “เทคโนโลยี” ใหม่ๆ มาสร้าง “นวัตกรรม” ใหม่ๆ ที่เพิ่มทั้ง “คุณค่า” และ “มูลค่า” ของการ “ผลิต” และ “บริการ” ให้สูงขึ้น คงต้องยอมรับนะครับว่าโลกสมัยใหม่แข่งขันกันด้วย “ฐานความรู้” ซึ่งเป็น “แก่น” สารสาระที่จำเป็นอย่างยิ่ง การคิดสร้าง “โครงสร้างเศรษฐกิจ,สังคมและการเมือง” ใหม่บน “ฐานความรู้” จึงเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของประเทศในอนาคตครับ
เมื่อไม่นานมานี้ “IMD” หรือ “สถาบันทางการบริหารงานพัฒนาระหว่างประเทศ” (International Management Development) ตั้งอยู่ที่ “สวิสเซอร์แลนด์” เปิดเผยผลการศึกษาขีด “ความสามารถในการแข่งขัน” ระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ.2554 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอันดับความสามารถในการแข่งขันของ “ไทย” ได้ตกลงมาอยู่ที่อันดับที่ 27 ของประเทศที่ทำการสำรวจทั้งสิ้น 59 ประเทศ ซึ่งในการจัดลำดับขีด “ความสามารถในการแข่งขัน” ที่ว่านี้ “IMD” วัดจากปัจจัยต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ตลอดจนการบริหารราชการ เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องการแข่งขันทางด้านการนำประเทศเข้าสู่สังคม “ฐานความรู้” เพราะปรากฏว่า “ไทย” ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 56 ในเรื่องจำนวนผู้ใช้บริการ “เครือข่ายการสื่อสารสมัยใหม่” ในด้าน “การผลิต” ก็อยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เพราะปรากฏว่าขีด “ความสามารถการแข่งขัน” อยู่ในอันดับเกือบ “ท้ายตาราง” ในแทบทุกสาขา “การผลิต”
ส่วนขีดความสามารถการแข่งขันในเรื่อง “โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี”ของ “ไทย” อยู่ในอันดับที่ 52 ซึ่งประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่ได้ปรับตัวเองให้เข้าสู่ระบบโครงสร้างใหม่ที่ตั้งอยู่บน “ฐานความรู้” แล้วทั้งสิ้น ในปีนี้ “ฮ่องกง” ปรับจากอันดับ 2 เป็นอันดับ 1 “สิงคโปร์” ตามมาอยู่ในอันดับ 2 “สหรัฐ-อเมริกา” ตามมาเป็นอันดับ 3
การที่ประเทศอันเป็นที่รักของเราจะสามารถปรับปรุง “ความสามารถในการแข่งขัน” ให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย หากเรายังคงวุ่นวายกับการ “เล่นการเมือง” ที่มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน (และพวกพ้อง) มากกว่าประโยชน์ส่วนรวมดังเช่นในปัจจุบัน อนาคตคงจะมีแต่ “ถดถอย” ลงไปอีก และยิ่งถ้าหากเราไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูป “โครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมือง” ให้ตั้งอยู่บน “ฐานความรู้”ในโลกการค้าการลงทุนที่ “ไร้พรมแดน” ดังเช่นในปัจจุบันนี้ อนาคตก็ช่างน่าห่วงเป็นอย่างยิ่งครับ



