
ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงเรียนชีวิตจากท่วงท่า
ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงเรียนชีวิตจากท่วงท่า ร่วมกำหนดอนาคตชุมชน
สำหรับคอละครเร่ แบบไม่เน้นความอลังการของฉากและเสื้อผ้า 2 วันของกิจกรรม “มหกรรมละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง” คงจะสนองความอยากดูชนิดจุใจ แต่ผลพวงที่สำคัญกว่านั้นในกิจกรรมคือความประทับใจของเรื่องราว “ระหว่างทาง” แบบที่นักทำละครใฝ่ฝันอยากจะเจอ
อย่างน้อยๆ ระหว่าง 6-7 กันยายนที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่นับออกสตาร์ทเริ่มงานในวันแรก เสียงดนตรี ขับร้อง และสนทนา ตลอดช่วงกิจกรรม ก็ทำให้หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ สวนรถไฟ กรุงเทพฯ คึกคัก และคลาคล่ำไปด้วยมิตรภาพ จากเยาวชนหลายชีวิตที่เข้าร่วมกิจกรรม “ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง”ปีที่3
อย่างที่ทราบกันก้าวย่างของปีที่3นี้ สำนักงานกองทันสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) ได้ยกระดับกิจกรรมให้มีมิติมากกว่า2ครั้งแรก นั่นคือการพยายามให้ละครเร่ฝีมือเยาวชนทั้ง22โครงการอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่ช่วยสร้างผลสะท้อนหลังทำกิจกรรมถึงความเปลี่ยนแปลงในชุมชนแวดล้อมไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งวิธีคิด ค่านิยม ตลอดจนสารพัดหลากปัญหารอบตัวทั้งคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ฯลฯ เพื่อให้ละครสักเรื่องที่ลงมือทำมี “สาระ”เผื่อแผ่ไปถึง “รอบข้าง” มากไปกว่าการเปลี่ยนแปลงเฉพาะ “ภายใน” ตัวคนทำกิจกรรมเพียงอย่างเดียว
เยาวชนผู้ร่วมกิจกรรมละครฯหนนี้จึงต้องลงพื้นที่จริงในชุมชนเพื่อร่วมศึกษาและร่วมวิเคราะห์ข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นในชุมชน ก่อนจะ “สกัด”และปรุงแต่งเป็นบทละครใช้ในการแสดงต่อไป
นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการบริหารแผนงานสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สสส.บอกตอนหนึ่งระหว่างการเสวนา “ละคร ศิลปะในการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชน’ ถึงข้อดีการสร้างกติกาให้เยาวชนลงพื้นที่เก็บข้อมูลก่อนนำมาประยุกต์เป็นบทละครว่า อย่างน้อยๆ ได้ช่วยทำให้เกิดกระบวนการคิดโดยยึดโยงกับข้อมูลจริงๆ ผ่านการสัมผัส การพิจารณาด้วยตัวเองอย่างรอบด้าน ซึ่งนั่นย่อมทำให้กิจกรรมที่พวกเขาได้ทำมีมิติความลึกมากกว่าการปรุงแต่งด้วยจินตนาการเพียงอย่างเดียว
“ข้อมูลที่เขาได้คือความจริง เกิดการสะท้อน การบอกเล่าด้วยความจริงที่ผ่านการเรียนรู้มาแล้ว ไม่ใช่ความจริงแบบหลอกๆ ขณะเดียวกันระหว่างที่พวกเขาได้ลงพื้นที่นั่นมันก็เหมือนเป็นการกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้า ต่อยอดข้อมูล เกิดกระบวนการคิดเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย เกิดความรู้ใหม่ๆ ควบคู่ไปกับความเพลิดเพลิน เหมือนกับเรียนรู้เพื่อนำไปสู่ปัญญา”
ละครเร่ แบบฉบับ “ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง” จึงมีเค้าโครง บทสนทนา ตลอดจนกลิ่นอายที่ล้อไปกับบริบทแวดล้อมตามแต่ละพื้นที่ที่กลุ่มเยาวชนเหล่านั้นไปศึกษามา อาทิ ละครเรื่อง “ดงพญาไฟ”จากทีมเยาวชนตะขบป่า จ.นครราชสีมาที่เรียกเสียงฮาและตบมือจากผู้ชุมทันทีเมื่อถึงคิวต้องแสดงเป็นทีมแรก
โดยละคร“ดงพญาไฟ”นั้น ทีม “ตะขบป่า” ได้เล่าถึง เรื่องราวของชาวโคราช ซึ่งแต่เก่าเดิมครั้งกาลนานมานั้น ชาวบ้านยังต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติในการดำรงชีพและยังนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดาทั้งหลายที่เป็นผู้ปกปักษ์รักษาธรรมชาติ ทั้งพระแม่ธรณี พระแม่คงคา รุกขเทวดา หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป ตัวผู้ปกครองขาดทศพิธราชธรรม เพราะรังแต่อยากจะนำความเจริญมาสู่บ้านเมืองจนทำให้มองข้ามสภาพแวดล้อมและเหล่าบรรดาผู้ปกปักษ์พิทักษ์ธรรมชาติไป จึงเป็นสาเหตุให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ และนำไปสู่เหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดครั้งแล้วครั้งเล่า นำไปสู่การสูญเสียของมนุษย์ทุกคน
แต่ที่เห็นจะเป็นจุดเด่นของทีมนี้นั่นก็คือ การหยิบยกเรื่องราวปัจจุบันที่เป็นกระแสสังคม อย่างนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในช่วงที่มีการหาเสียง อาทิ ค่าแรงขั้นต่ำ300บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี15,000บาท กระทั่งความมุ่งหวังสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์3G ของสังคมไทย ซึ่งทั้งหมดนั้นเปรียบเสมือนการหยิกกัด ให้แสบๆคันๆ ตามประสาละครเร่ที่ผ่านการทำการบ้านและค้นคว้า
อรรถพล รอดสันเทียะ (อู๋) ม.ราชภัฎนครราชสีมา หนึ่งในสมาชิกทีมตะขบป่า บอกว่า ข้อมูลเหล่านั้นมาจากการเก็บเล็กผสมน้อยเมื่อครั้งได้ไปทำข้อมูลสอบถามชาวบ้านใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี53 โดยทามกลางความเดือดร้อนเหล่านั้น กลับมีสิ่งที่ทุกคนเห็นร่วมกันคือการมองว่าปัญหาหลักจริงๆของการเกิดอุทกภัยอยู่ที่น้ำมือมนุษย์
“ชาวบ้านสงสัยถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ ทั้งการระบายน้ำ การมีถนนที่ขัดขวางทางน้ำไหลผ่าน นั่นคือปัญหาที่เราหยิบมาเป็นแก่นเรื่องก่อนทำละคร ขณะเดียวกันประเด็นการเมืองอย่างนโยบายหาเสียงก็กำลังเป็นกระแสนิยม เราจึงหยิบมาร่วมกันและสอดแทรกไปในละคร” เขาว่า
เหมือนกับที่ วิวัฒน์ พัศวา (ต้อม) ตัวแทนกลุ่ม “ซิบการละคร” เจ้าของผลงาน “ทะเลชีวิต” ซึ่งเล่าภาพรวมของการทำงานก่อนจะผลิตเป็นผลงานละครว่า เกิดจากการลงพื้นที่ชุมชนบริเวณชุมชนชาวประมงรูสะมิแล จ.ปัตตานี ซึ่งกำลังเกิดปัญหาความขัดแย้งทรัพยากรและพื้นที่ทำกิน ระหว่างเรือเล็กของชาวบ้านที่เรียกว่าเรือ “กอและ” กับเรือพาณิชย์ ก่อนนำมาสู่ผลกระทบทางเรื่องวิถีชีวิต และวัฒนธรรมอื่นๆที่เคยมีในชุมชน
“เราสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านละครของเรา เพื่อให้คนที่ไม่รู้ได้เห็นว่าชุมชนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น ขณะที่คนในชุมชนเองก็ต้องกลับมาคิดต่อว่าจะปล่อยให้ปัญหานี้จบอย่างไร และต้องทำอะไรกับมันบ้าง”ต้อมบอก
ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง จึงเปรียบได้กับละครที่สะท้อนปัญหาที่ไม่มีตอนจบ ด้วยเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดแบบนี้คือเรื่องจริงที่ไม่มีจุดจบที่ปลายปากกา
หากแต่เป็นการกระทำของคนในชุมชนนั้นเองที่จะบอกว่าวิถีชีวิตของพวกเขาจะเป็นเช่นไร



