โจรใต้เหิม!วางบึ้มทหารปัตตานีดับ5
เกิดเหตุระเบิด จนท.ทหารพรานในพื้นที่ อ.กะพ้อ ปัตตานี ทหารพรานเสียชีวิต5บาดเจ็บ1 ด้านนราธิวาสเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบโครงสร้างอาคารโรงพักรือเสาะ หลังคนร้ายลอบบึ้มเสียหายยับเยิน
15 ก.ย.54 คนร้ายฝังระเบิดใต้ถนนระเบิดรถทหารพรานดับสยอง 5 บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ขณะเดินทางกลับจากตรวจสุขภาพ พร้อมชิงอาวุธประจำกายหลบหนี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 44 นำกำลังปิดล้อมสั่งล่าตัวโจรร้าย
เกิดเหตุคนร้ายระเบิดรถทหารพราน บริเวณถนนสายชนบท บ้านเจาะกะพ้อใน ม.7 ต.กะโรเบ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี หลังเกิดเหตุ พ.อ.นิติ ติณสูลานนท์ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 44 พร้อมกำลังเดินทางไปที่เกิดเหตุ และทำการปิดล้อมพื้นที่เพื่อติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุครั้งนี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการไล่ล่า
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดระหว่างที่ทหารพรานร้อย ร.4414 ฐานปฏิบัติการเจาะกะพ้อ นำโดย จ.สอ.เชิดศักดิ์ ธรรมมาใหม่ เสนารักษ์กรมทหารพรานที่ 44 นำอาสาสมัครทหารพรานจำนวน 5 นาย เดินทางกลับจากไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลกะพ้อ ระหว่างที่เดินทางกลับมาถึงที่เกิดเหตุคนร้ายได้นำระเบิดบรรจุถังแก๊สหนักประมาณ 15 กิโลกรัม
ทั้งนี้ ฝังถนนสายดังกล่าวเมื่อรถเจ้าหน้าที่ขับผ่านคนร้ายได้จุดชนวนระเบิด ด้วยแบตเตอร์รี่ ที่มีการลากสายยาวเข้าไปในป่าสวนยางข้างทางประมาณ 70 เมตร แรงระเบิดทำให้รถยนต์กระบะแค็ปพลิกคว่ำ อาสาสมัครทหารพรานทั้งหมดได้พยายามคลานออกจากซากรถยนต์ ก่อนที่คนร้ายไม่ต่ำกว่า 5 คนได้ออกจากที่หลบซ่อนเข้ามายิงซ้ำทำให้ทหารจนเสียชีวิตจำนวน 5 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหลบหนีคนร้ายได้ทำการปลดอาวุธปืนประจำกายของอาสาสมัครคทหารพรานไปด้วย ซึ่งยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดว่ามีจำนวนกี่กระบอก และเป็นปืนชนิดใดบ้าง แต่เบื้องต้นอาวุธประจำกายจะเป็นอาวุธสงครามทั้งนั้น
สำหรับเจ้าหน้าที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อเบื้องต้น คือ จ.ส.อ.เชิดศักดิ์ ธรรมมาใหม่ ,อส.ทพ.สมศักดิ์ ปะจงรัมย์ ,อส.ทพ.ประกายศักดิ์ บุญชม ,อส.ทพ.ธีระศาสนต์ จิตจันทร์ และอส.ทพ.มะรอเซะ สะดีซารีมะแซ ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ คือ อส.ทพ.อนันต์ รัตนะ ซึ่งถูกนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลปัตตานีอย่างเร่งด่วน
คนร้ายวางบึ้มโรงพักปะลุกาสาเมาะพังแหลก
ความคืบหน้ากรณีคนร้ายลอบนำระเบิดมาก่อวินาศกรรม อาคาร สภ.ปะลุกาสาเมาะ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมสายนราธิวาส-ปัตตานี ช่วงบริเวณ ม.6 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อช่วงเวลา 21.00 น.ของคืนวันที่ 14 ก.ย. 54 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่กล้าเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เกรงกลุ่มคนร้ายจะวางแผนลวงเพื่อดักสังหารขณะเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุนั้น
ล่าสุด พ.ต.ท.มงคล บัวจันทร์ สวญ.สภ.ปะลุกาสาเมาะ ร.ต.ท.นัฐวิทย์ บำเพ็ญศรี รอง สว.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส ร.ต.ต.ปิยะพงษ์ รักษา พนักงานสอบสวนและ ร.ต.ต.แชน วรงคไพสิฐ หน.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ที่เกรี่ยวข้อง ร่วมกันเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าที่บริเวณมุมฝาผนังประตูทางเข้าห้องควบคุมผู้ต้องหา ซึ่งเป็นจุดที่คนร้ายลอบนำระเบิดมาวางจุดชนวนในครั้งนี้ ฝาผนังได้รับความเสียหายเป็นรูโหว่จนเจ้าหน้าที่สามารถเดินลอดผ่านไปมาได้
ทั้งนี้ ส่วนฝาผนังจุดดังกล่าวมาพังลงมาทั้งแถบ แถมประตูหน้าต่างอลูมิเนียมชั้นล่างทั้งหมด ถูกอนุภาพของระเบิดได้รับความเสียหาย จนกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ซึ่งบางส่วนได้กระเด็นไปตกอยู่ที่หัวบันไดทางขึ้นอาคาร สภ. แถมภายในตัวอาคารชั้นล่างเจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจสอบพบเศษผ้าที่คนร้ายใช้ในการลอบวางเพลิงบางส่วนด้วย
นอกจากนี้ ระบบไฟฟ้าภายในอาคารชั้นล่างก็ได้รับความเสียหายจนใช้การไม่ได้เช่นกัน แถมฝาผนังและเสาโครงสร้างของอาคารบางจุดถูกอนุภาพระเบิดจนเกิดรอยแตกร้าว ซึ่งจุดดังกล่าวนี้เจ้าหน้าที่เตรียมประสานผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าใช้การได้ ก่อนที่จะจัดงบประมาณในการซ่อมแซมเพื่อเปิดใช้งานต่อไป ซึ่งอาคารดังกล่าวนี้มีเป้าหมายที่จะเปิดใช้งานในวันที่ 1 ต.ค. 54 ที่จะถึงนี้
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดนั้น เจ้าหน้าพบว่า ได้มีกลุ่มคนร้ายซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 4-5 คน อาศัยช่วงจังหวะปลอดคนของคืนวันที่ 14 ก.ย.54 เวลาประมาณ 19.00 น. ลอบแฝงตัวใช้ของแข็งทุกกระจกประตูทางเข้าด้านข้างของอาคารชั้นล่าง แล้วเดินนำระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สหุ้งต้ม หนัก 20 ก.ก. จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่ลอบนำไปวางไว้บริเวณหัวมุมประตูทางเข้าห้องควบคุมผู้ต้องหา แล้วจุดชนวนจนเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนอาคาร ชั้นล่างของ สภ.ปะลุกาสาเมาะได้รับความเสียหายทั้งหมด ควบคู่ไปกับการใช้เศษผ้าลอบวางเพลิงแต่โชคดีที่เพลิงได้มอดลงก่อนที่จะไหม้ลามไปกินตัวอาคารของ สภ.ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการข่มขวัญเจ้าหน้าที่ที่ในช่วงที่ผ่านมา สามารถทำสงครามดึงมวลชนไปได้ จนกลุ่มขบวนการไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวก่อเหตุร้ายได้สะดวก
นักวิชาการใต้ห่วงการเปลี่ยน “เลขา ศอ.บต.” ส่งผลแก้ปัญหาใต้สะดุด
จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทางรัฐบาล เตรียมที่จะโยกย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ลงมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการจังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. คนปัจจุบัน เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไกรสร ศรีไตยรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา กล่าวว่า การที่ทางรัฐบาลจะเปลี่ยนคนเพื่อที่จะมาทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนคนทำงานแล้วไม่มีอะไรที่ดีขึ้น แล้วยังคงมีปัญหาอยู่ ซึ่งคนที่จะมาอยู่ในพื้นที่นี้ควรจะเป็นคนที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่พอสมควร จะต้องมีความเข้าใจในวิถีชีวิต และเข้าถึง เพราะฉะนั้นถ้าคนที่ไม่อยู่ในพื้นที่ ไม่ได้คลุกคลีกับคนในพื้นที่ ถึงจะมีความรู้ความเข้าใจ แต่อาจจะเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณ ที่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการแก้ปัญหา และจะต้องเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเพื่อส่วนรวม ไม่มีประโยชน์ส่วนตัว เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของสังคมพหุวัฒนธรรม คนที่อยู่ที่นี่ก็จะต้องสามารถอยู่ในสังคมและสามารถเป็นตัวหลอมรวมของวัฒนธรรมเหล่านี้ได้
“ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นท่านพระนาย สุวรรณรัตน์ และท่านภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศอ.บต.ท่านปัจจุบัน ทั้งสองท่านได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในพื้นที่ และถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้ ถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงแล้วยังไม่มีหลักประกันว่าจะดีกว่าเดิมอย่างไร ก็คงจะต้องดูให้ดี จะปล่อยให้คนสามจังหวัดภาคใต้ผิดหวังแล้วผิดหวังอีก จากการเปลี่ยนคนอยู่เรื่อยๆ เพราะทำให้การแก้ปัญหาไม่ต่อเนื่อง คนที่มาอยู่จะต้องถือเป็นภาระการทำงานที่ยาวนาน ไม่ใช่มาเพียงปีสองปี ตามวาระที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น ตนเองก็ยืนยันว่าถ้ารัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนนั้น เพราะเชื่อว่าจะดีกว่าเดิม ก็เปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วไม่ดีกว่าเดิม ก็คงไม่สมควรที่จะเปลี่ยน ทำงานแค่ปีสองปีในพื้นที่นี้ คงไม่มีประโยชน์ สี่ปีก็อาจจะยังไม่เห็นผลซะด้วยซ้ำ บุคคลที่จะลงมาทำงานในพื้นที่ในตำแหน่งนี้ ควรจะเป็นคนที่ผู้นำศาสนาในพื้นที่ให้การยอมรับด้วย รวมทั้งข้าราชการทุกกระทรวงทบวงกรมที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ ก็ต้องยอมรับนับถือ หากสองข้อข้างต้นไม่ได้ ก็คงจะทำงานในพื้นที่ลำบาก ” ผศ.ไกรสร กล่าว
ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์อับดุลรอซะ วันอาลี รองคณะบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฎยะลา กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในเรื่องนี้ทางรัฐบาลต้องตอบคำถามของประชาชนว่าทำไมถึงต้องมีการเปลี่ยนเลขาธิการ ศอ.บต.และประการที่สองคนเดิมที่มีอยู่ทำอะไรผิด และที่สำคัญ คือท่านเลขาธิการ ศอ.บต.คนปัจจุบัน ขณะที่ มารับตำแหน่งใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าประชาชนชาวยะลา มีการขึ้นป้ายคัทเอาท์แสดงความยินดี ต่อท่านที่มารับตำแหน่ง และที่ผ่านมาชาวยะลา ได้เห็นการผลการปฎิบัติงานจิตวิทยามวลชนของท่านว่า ทำได้ดีมาก อาจเป็นเพราะท่าน เติบโตจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่เป็น รอง ผวจ.และกลับมาเป็น ผอ.ศอ.บต. หรืออาจเป็นเพราะท่านเป็นคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
“ส่วนประเด็นที่สองการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีทั้ง บู๊และบุ๋น ซึ่งทางบู๊เจ้าหน้าที่ทหาร กอ.รมน. ทำอยู่แล้ว อีกบทบาทหนึ่ง ตามภารกิจอีกอย่างหนึ่ง คือ ภารกิจบุ๋น ซึ่งเป็นการปฎิบัติงานเชิงจิตวิทยา ของ ศอ.บต โดยพื้นฐานท่านทวี สอดส่อง เป็นตำรวจมาก่อน ซึ่งวิธีการของตำรวจต่อการจัดการในแนวเชิงจิตวิทยา ตนไม่แน่ใจว่า จะได้ใจประชาชนในพื้นที่ หรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่กังวลอยู่ และอีกประการหนึ่ง ท่านทวี สอดส่อง รู้จักพื้นที่มากน้อยเพียงใด ซึ่งตนอยากให้ฝ่ายที่กำหนดนโยบาย นึกถึงแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ซึ่งคนที่มารับตำแหน่งนี้จะมีความเข้าใจพื้นที่มากเท่าใด และสามารถเข้าถึงประชาชน นำไปสู่การประยุกต์อย่างใด ซึ่งตนเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก และที่สำคัญต้องหาคำตอบให้ประชาชนในพื้นที่ ให้เด่นชัดก่อน แต่ทั้งนี้ ท่านทวี ฯ อาจจะทำหน้าที่ ได้ดีก็ได้ แต่จะต้องมีคำชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบมากกว่านี้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์อับดุลรอซะ กล่าว



