หวั่นคืนภาษีรถคันแรกผู้ซื้อทิ้งรถหนี
บุญทรง หารือค่ายรถ-เช่าซื้อ สานนโยบายลดภาษีผู้ซื้อรถยนต์คันแรก สรรพสามิตยันตรวจสอบข้อมูลผู้ซื้อได้แม้กรมขนส่งฯ ไม่มีข้อมูลหลังปี 2549 ลั่นหากผู้ซื้อผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต้องคืนภาษีทั้งหมด ขณะที่สมาคมธุรกิจเช่าซื้อหวั่นเปิดช่องให้ผู้ซื้อทิ้งรถ หลังได
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เชิญ 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก ทั้งกรมสรรพสามิต ตัวแทนจากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย และสมาคมประกันวินาศภัย ชี้แจงแนวทางปฏิบัติ และรับทราบปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการประชุมใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง เนื่องจากมีการถกเถียงกันมาก โดยเฉพาะบริษัทเช่าซื้อ หรือ ลีสซิ่ง ได้สอบถามอย่างมากว่าจะดำเนินการอย่างไร จะยึดวันเริ่มต้น หรือวันจบโครงการจากเอกสารตัวใด รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีที่กรมการขนส่งทางบกไม่มีข้อมูลของผู้จดทะเบียนรถย้อนหลังตั้งแต่ปี 2549 ลงไป และการโอนเปลี่ยนสิทธิ์ถือครองก่อน 5 ปี
รับเงินคืนภาษีได้หลัง 1 ปี
นายบุญทรง กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า รัฐบาลจะเริ่มดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการ (คิกออฟ) ในวันที่ 4 ตุลาคม แต่นโยบายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน โดยจะยึดจากใบจองรถว่า ต้องเป็นใบจองซื้อรถที่ลงวันที่ตั้งแต่ 16 กันยายนเป็นต้นไป จนถึงวันสิ้นสุดโครงการ 31 ธันวาคม 2555 ซึ่งจะยึดถือรถที่มีเอกสารครบทั้ง 7 รายการที่มายื่นในวันสุดท้ายจึงมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ แม้จะยังไม่ได้รับรถก็ตาม
นายบุญทรงกล่าวต่อว่า เมื่อผู้ซื้อรถยนต์มีเอกสารครบตามที่กำหนด ทั้งแบบคำขอคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาสัญญาเช่าซื้อ กรณีที่เป็นการเช่าซื้อ สำเนาคู่มือการจดทะเบียน หนังสือยอมสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปี และหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ จึงจะสามารถนำมายื่นขอคืนคืนภาษีจากรัฐบาลได้ แต่จะได้รับคืนจริงหลังจาก 1 ปีหลังเป็นกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ไปแล้ว ซึ่งหากเป็นการเช่าซื้อรัฐบาลจะตีเช็คจ่ายคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง ไม่ใช่สถาบันการเงินผู้ปล่อยสินเชื่อแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม หากผู้ซื้อรถไม่สามารถผ่อนชำระได้ครบตามกำหนดและถูกยึดรถคืน กรณีนำรถมาคืนอย่างถูกต้องจะให้สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ช่วยตามทวงภาษีคืนจากผู้ซื้อรถให้ เพื่อแลกกับการปลดล็อกสิทธิการโอนให้ 5 ปี แต่หากเป็นการละทิ้งไปเลย กรมสรรพสามิตจะติดตามเรียกเงินภาษีคืนเช่นกัน แต่ยอมรับว่าการคืนภาษีครั้งนี้ ไม่มีกลไกตามภาษีคืน และไม่มีค่าปรับเงินเพิ่มเหมือนกับการไม่จ่ายภาษีกรมสรรพากร เพราะมาตรการดังกล่าวไม่ใช่บทบัญญัติทางกฎหมายและไม่ใช่มาตรการภาษี รัฐบาลต้องใช้กฎหมายแพ่งตามฟ้องเรียกภาษีคืนจากผู้ซื้อรถเป็นรายๆ ไป
เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมได้จัดทำรายละเอียดแนวปฏิบัติที่เป็นขั้นตอนสำหรับผู้ที่ต้องการได้รับสิทธิลดภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์คันแรก โดยจะปรากฏในเว็บไซต์ของกรมในวันที่ 16 กันยายนนี้ โดยขั้นตอนปฏิบัติคือ ให้ผู้ซื้อนำหลักฐานการซื้อรถมาแสดงที่กรมและสรรพสามิตพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อขอคืนภาษี จากนั้นกรมจะตรวจเช็กกับกรมการขนส่งทางบกว่าเป็นผู้มีสิทธิจริงหรือไม่ภายใน 7 วันก่อนที่จะอนุมัติ
ส่วนกรณีกรมการขนส่งทางบกระบุว่า ไม่มีข้อมูลย้อนหลังก่อนปี 2549 นั้น แม้กรมการขนส่งทางบกจะแจ้งว่า ผู้ซื้อมีสิทธิ์ซื้อรถยนต์คันแรก แต่กรมก็จะมีวิธีการตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจก่อนจะคืนเงินภาษี ซึ่งมีระยะเวลาการตรวจสอบภายใน 1 ปี ทั้งนี้เอกสารหลักฐานการขอคืนภาษี ได้แก่ 1.แบบคำขอคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก 2.สำเนาบัตรประชาชน 3.สำเนาทะเบียนบ้าน 4.สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ (ในกรณีเช่าซื้อ) 5.สำเนาคู่มือการจดทะเบียน 6.หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปี และ 7.หลักฐานการซื้อขายรถยนต์
ด้าน นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวจะทำให้เกิดกำลังซื้อในอุตสาหกรรมรถยนต์มากขึ้น และเป็นส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้การที่รัฐบาลกำหนดระยะเวลาของมาตรการเร็วขึ้น คือ ให้เริ่มต้นได้วันที่ 16 กันยายนนี้ ก็เห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าใจกลไกของอุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะถ้ากำหนดให้เริ่มต้นโครงการตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป จะทำให้เกิดการชะงักงันของธุรกิจในช่วงเวลาดังกล่าว
หวั่นทิ้งรถหลังได้รับเงินคืนภาษีในปีแรก
รายงานข่าวจากสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อรถคันแรก หลังจากครบกำหนดภายในปีแรกหมดทันที เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาการสวมสิทธิ์ และที่สำคัญอาจทำให้ผู้ซื้อรถเก๋งขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี ทิ้งรถหลังจากได้รับคืนเงินภาษีสูงสุดถึงแสนบาทในปีแรก
ตัวแทนจากสมาคมธุรกิจเช่าซื้อให้เหตุผลว่า ปัจจุบันการเช่าซื้อรถยนต์มีการวางเงินดาวน์เพียง 5-10% ซึ่งรถยนต์นั่งขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี ราคาอยู่ที่ประมาณ 5-7 แสนบาท ฉะนั้นผู้ซื้อรถจะวางเงินดาวน์ประมาณ 5-8 หมื่นบาทเท่านั้น แต่มาตรการคืนเงินภาษีให้ผู้ซื้อรถคันแรก หลังจากซื้อเป็นเวลาครบ 1 ปี จะได้รับเงินภาษีสรรพสามิตคืนสูงสุด 1 แสนบาท ทำให้ผู้ซื้อรถได้รับเงินดาวน์คืนทันทีเพียงแค่ปีแรก และอาจจะมีส่วนต่างเพิ่มด้วย จนบางรายอาจตัดสินใจทิ้งรถด้วยการปล่อยให้บริษัทเช่าซื้อรถ หรือไฟแนนซ์ยึดไป
เล็งเพิ่มเงินดาวน์ซื้อรถคันแรก
ตัวแทนจากสมาคมธุรกิจเช่าซื้อระบุอีกว่า ยังมีปัญหากรณีผู้เช่าซื้อทิ้งรถปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึดกลับคืน ซึ่งก็ต้องปล่อยขายทอดตลาด แต่จากเงื่อนไขมาตรการคืนเงินผู้ซื้อรถคันแรก ผู้ซื้อจะต้องครอบครองรถให้ครบ 5 ปี จึงสามารถเปลี่ยนผู้ถือครองได้ กรณีนี้ทำให้ไฟแนนซ์ไม่สามารถขายทอดตลาดได้ ซึ่งไฟแนนซ์จะปล่อยรถได้ต้องนำเงินไปคืนกรมสรรพสามิต ทำให้ต้องรับภาระเพิ่ม จึงถือเป็นความเสี่ยงของผู้ประกอบการธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์
"วิธีจะลดความเสี่ยงดังกล่าว สรรพสามิตควรนำเงินภาษีที่คืนผ่านทางไฟแนนซ์ แล้วนำมาเป็นส่วนหักลดค่างวดผ่อนรถแทน และเชื่อว่าจะตรงกับเป้าหมายรัฐบาล ที่ต้องการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ซื้อรถคันแรกมากกว่า” ตัวแทนสมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตยืนยันว่า ไม่สามารถส่งเงินให้ไฟแนนซ์ได้ จะต้องนำเงินคืนให้แก่ผู้ซื้อรถคันแรกเท่านั้น ทางตัวแทนสมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์จึงแจ้งให้ฝ่ายรัฐบาลทราบว่า ไฟแนนซ์คงจะต้องเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถตามมาตรการคืนเงินภาษีรถคันแรก และอาจต้องเพิ่มเงินดาวน์เช่าซื้ออีก 10-15% จากอัตราปัจจุบัน
เรือด่วนยันไม่ลดค่าโดยสาร
น.ท.ปริญญา รักวาทิน กรรมการผู้จัดการบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำหนังสือไปยังกรมเจ้าท่า เพื่อยืนยันว่าจะไม่ปรับลดค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาธงสีส้มและสีเหลือง โดยจะใช้อัตราค่าโดยสารเดิม แม้ราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบันจะลดลง โดยเรือด่วนธงส้มจัดเก็บค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย และเรือด่วนธงเหลืองเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรให้ความเป็นธรรมต่อเอกชนในการปรับลดค่าเรือโดยสาร เพราะในช่วง 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลใช้นโยบายตรึงค่าเรือโดยสาร ส่งผลให้บริษัทสูญรายได้กว่า 20 ล้านบาท ช่วงนี้แม้ราคาน้ำมันจะลดลง แต่บริษัทยืนยันว่าจะใช้อัตราค่าโดยสารเดิม
"การใช้อัตราค่าโดยสารเดิม ส่งผลให้บริษัทขาดทุนปีละ 4 ล้านบาท แต่ถ้าลดค่าโดยสารลงก็จะทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 10 ล้านบาท" น.ท.ปริญญา กล่าว
ค้านลดภาษีพยุงดีเซลถึงสิ้นปี
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่คณะรัฐมนตรีมีมติยืดอายุมาตรการลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลออกไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม จากเดิมจะสิ้นสุดมาตรการในเดือนกันยายน เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนี้ไม่ได้ปรับสูงขึ้นและไม่ได้มีผลกระทบต่อราคาสินค้า ซึ่งรัฐบาลควรใช้ช่วงเวลาที่เหลือ 3 เดือนของปีนี้ ทยอยปรับขึ้นภาษีสรรพมิตเพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้เกิดการตื่นตัวในการประหยัดพลังงาน เพราะปีหน้าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ถึงแม้มาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้ยอดการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ก็ไม่ทำให้ประชาชนเกิดการประหยัดพลังงาน
อย่างไรก็ตาม การต่ออายุมาตรการลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลออกไปอีก 3 เดือน ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐที่จะหายไปอีกประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท และมาตรการคืนภาษีให้ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกก็จะทำให้เกิดการบริโภคน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลตั้งเป้าขายรถยนต์ใหม่ให้ได้ 5 แสนคัน ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ประชาชนมีรถยนต์คันแรกก็ควรให้สิทธิ์คืนภาษีเฉพาะผู้ที่ซื้อรถอีโคคาร์เท่านั้น เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานของประเทศ โดยรถยนต์ที่มีขนาด 1,500 ซีซี ไม่ควรได้รับสิทธิ์ดังกล่าว เพราะจะทำให้เกิดการใช้น้ำมันที่ฟุ่มเฟือย
ส่วนที่กระทรวงพลังงานมีแผนจะออกบัตรเครดิตพลังงานให้แก่กลุ่มรถแท็กซี่ที่เติมก๊าซเอ็นจีวีเป็นกลุ่มแรกนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อย แต่ควรทำควบคู่ไปกับการทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี และก๊าซแอลพีจี เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนและไม่บิดเบือนโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ
พาณิชย์เดินหน้าโครงการธงฟ้า
นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยน้ำท่วม ทำให้รายได้ลดลง สินค้าเกษตรได้รับความเสียหาย กระทรวงจึงจัดงานมหกรรมธงฟ้าขึ้น ล่าสุดกรมการค้าภายในเตรียมประกาศลดราคาเนื้อหมูลงอีก จากกิโลกรัมละ 140 บาท เหลือ 130-135 บาท
ส่วนการจัดงานธงฟ้าจะมีการจัดอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมยื่นของบประมาณ 2,000 ล้านบาท ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อใช้ในการจัดงาน จะสามารถจัดงานให้กระจายไปในทุกพื้นที่กว่า 8,000 ครั้ง โดยปีหน้ากระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายจะจัดงานธงฟ้ากระจายไปในทุกอำเภอและทุกจังหวัด รวมถึงจะมีการจัดงานคาราวานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วย
การจัดงานมหกรรมธงฟ้าจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 กันยายน 2554 ที่ฮอลล์ 4-5 อิมแพ็ค เมืองทองธานี คาดว่าจะมีเงินสะพัด 300 ล้านบาท และสามารถลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนได้ประมาณ 120-130 ล้านบาท ซึ่งมีผู้ประกอบการมาออกร้านจำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่า 500 คูหา สินค้าที่นำมาลดราคามากกว่า 40-50% ทั้งจะมีสินค้าราคาพิเศษในแต่ละวัน
นายจ้างค้าน 7 จว.ขึ้นค่าจ้าง 300 บ.
นายอรรถยุทธ ลียะวณิช กรรมการค่าจ้างกลางฝ่ายนายจ้าง กล่าวหลังประชุมคณะกรรมการว่า ที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนายจ้างไม่เห็นด้วยกับมาตรการนำร่องปรับขึ้นค่าจ้าง 7 จังหวัด เพราะถ้าพิจารณาตามกรอบเดิมที่คณะกรรมการไตรภาคีใช้มาทุกปี อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันสูงไม่ถึง 40% อยู่แล้ว จึงเป็นไปได้ยากที่จะนำร่องขึ้นค่าจ้างใน 7 จังหวัด ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังก็ไม่เห็นด้วยกับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ เช่น การลดเงินสมทบประกันสังคมของฝ่ายนายจ้าง ที่ปัจจุบันจ่ายอยู่ที่ 5% ของนายจ้าง โดยเสนอให้ลด 2% รวมทั้งมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่าของส่วนต่างค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน ซึ่งไม่ได้ช่วยจูงใจ เพราะปกติเอสเอ็มอีไม่ได้เสียภาษีปลายปี เนื่องจากเอสเอ็มอีก็มีค่าใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว ต่อให้หักลดหย่อนภาษีอีกกี่เท่าก็ไม่ได้ช่วยอะไร
นายสุรเดช ชูมณี กรรมการค่าจ้างกลางฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า ในที่ประชุมนายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ให้แต่ละฝ่ายไปหาแนวทางในการนำร่องปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน ใน 7 จังหวัด และนำอัตราที่เพิ่มขึ้น 40% ไปบวกเพิ่มให้จังหวัดอื่นๆ เพื่อปรับฐานค่าจ้างให้สูงขึ้นก่อนดำเนินการให้มีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากการประชุมครั้งหน้าที่ประชุมไม่เห็นด้วยการนำร่องปรับค่าจ้าง 7 จังหวัด ฝ่ายลูกจ้างก็จะเสนอให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างเพิ่มจากฐานเดิม 40% ในทุกจังหวัด



