
ครอบครัว'เนลสัน'พบรักบนโลกไซเบอร์
หนุ่มอเมริกัน-สาวไทยพบรักจากโลกไซเบอร์:สะใภ้อินเตอร์ โดย... " เสาวลักษ์ คงภัคพูน / กวินทรา ใจซื่อ "
“ทันทีที่เขาเดินออกจากห้องพักผู้โดยสารขาเข้า พอสบตากันเราผิดหวังนิดหน่อยเพราะนึกว่าฝรั่งจะสูงกว่านี้ ส่วนเขาก็แซวว่านี่ถ้าเราไม่พาเพื่อนมาด้วย ก็คงจะต้องเดินหากันทั้งวัน เพราะเราเตี้ยกว่าเขาอีก เป็นอันว่าทันมุกกัน เข้าขากันได้...ผ่าน”
กนกวรรณ ชโลกุล หรือ "ดาว" สาวน้อยตาคมชาวกรุงเทพฯ เล่าความรู้สึกแรกพบตัวจริงเสียงจริงของ "สก๊อต เนลสัน" หนุ่มอเมริกัน หลังจากเจอะเจอพูดคุยกันในโลกออนไลน์มาระยะหนึ่ง
"ดาว" ย้อนวันหวานว่ารู้จักกับ "สก๊อต" ผ่านทางโลกออนไลน์เมื่อปี 2543 ขณะเธอเรียนปี 4 คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กำลังอกหักรักคุด จึงเปิดอินเทอร์เน็ตท่องโลกออนไลน์ หวังจะหาเพื่อนคุยแก้เซ็ง จนได้เจอกับ "สก๊อต เนลสัน" หนุ่มอเมริกันที่เข้ามาหาข้อมูลเที่ยวเมืองไทยช่วงพักร้อน
ครั้งนั้น "สก๊อต" เหยียบย่างมาประเทศไทยครั้งแรก กามเทพยังไม่ทำงาน ทำให้ทั้งสองต้องคลาดกันไปอย่างน่าเสียดาย "สก๊อต" ต้องเที่ยวเมืองไทยลำพัง ขณะที่ "ดาว" นอนป่วยอยู่โรงพยาบาล
"ตอนนั้นไม่ได้คิดคบหาเป็นแฟน จะเจอหน้าหรือไม่เจอก็ไม่เห็นเป็นอะไร" ดาวบอก
เมื่อ "สก๊อต" กลับไปประจำการที่ประเทศญี่ปุ่น ก็ได้อีเมลพูดคุยกันจริงจัง สนใจรูปร่างหน้าตา ก็ถ่ายภาพ สแกนภาพ ส่งไปให้ทางอีเมล ตอนนั้นยังไม่เคยพบหน้ากันเลย แต่ทั้งสองคนก็คุยกันตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเช้าทุกวัน คุยกันหลายเรื่องทั้งการเมือง ศาสนา สังคม ตลก ขำกลิ้ง คุยกันจนพระอาทิตย์ขึ้นทั้งทางญี่ปุ่นและเมืองไทย
การพูดคุยอย่างสุภาพ ไม่มีข้อความส่อไปในทางชู้สาวหรือลามก ทำให้ตลอด 3 เดือนที่คุยกัน สร้างความประทับใจให้แก่หญิงสาวจนเกิดความคุ้นเคย ถูกใจพร้อมฝากรักกันผ่านโลกออนไลน์ ส่วนสก๊อตประทับใจดาวที่มีเสน่ห์กว่าผู้หญิงหลายคนที่เขาเคยพบ สวยนัยน์ตาคม ทันมุกกัน ทั้งเรื่องตลก คำสแลง คำผวนฝรั่ง คุยกันผ่านหน้าจอก็ยังหัวเราะได้ทุกครั้ง
3 เดือนผ่านไป ชายหนุ่มจึงเดินทางมาหาถึงกรุงเทพฯ เจอหน้าครั้งแรกก็พาไปให้แม่ดูตัวทันที เพราะเชื่อในสายตาผู้ใหญ่ ส่วนพ่อยังไม่ได้เจอกัน ต้องรอไปสักพักก่อน เพราะกลัวพ่อโวย
“รักเหมือนโคถึกน่ะรักแล้วมันก็ห้ามยาก ครั้งแรกสก๊อตเจอแม่แต่ยังไม่เจอพ่อ มาครั้งที่สองเขาตัดสินใจเดินทางมาสู่ขอกับพ่อแม่ พอผู้ชายสองคนมาเจอหน้ากัน พ่อเราก็ไม่อยากคุยกับเขาเพราะรู้แกวว่าไอ้หนุ่มคนนี้จะมาขอลูกสาว ส่วนคนขอก็จะเป็นลม กลัวพ่อฆ่าหรือไงก็ไม่รู้นะ แต่จำได้ว่าสก๊อตหน้าซีด มือสั่น อึกอักพักใหญ่แล้วรวบรวมความกล้าเอ่ยปากสู่ขอเองเลย พ่อไม่ได้ว่าอะไร ก็เลยตกลงหมั้นไว้ก่อน และแต่งงานกันทันทีที่เรียนจบ จากนั้นจึงเดินทางไปอยู่กับสามีที่ประเทศญี่ปุ่น"
“แย่” เป็นความรู้สึกในการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันช่วง 1-2 ปีแรก เพราะคุยกันคนละภาษา มาจากพื้นฐานครอบครัวและวัฒนธรรมต่างกัน เกิดความขัดแย้งกันบ้าง ทะเลาะกันบ้างตามปกติของชีวิตคู่ แต่ทั้งสองพยายามปรับตัวประคับประคองชีวิตคู่เข้าหากันบนพื้นฐานความรักและความเข้าใจของทั้งสองคน
“ไม่ว่าจะแต่งงานกับต่างชาติหรือกับคนไทย ปีสองปีแรกมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันทั้งนั้น อยู่ด้วยกันมา 10 ปีมีเรื่องทะเลาะกันเยอะแยะจนจำไม่หมด แต่ก็ไม่อยากจำด้วย วิธีแก้ปัญหาคือจะใช้วิธีเขียนอีเมลแล้วส่งให้อ่าน บางครั้งสามีก็ปริ๊นท์จดหมายที่เราส่งไปให้มานั่งอ่านด้วยกัน ทำความเข้าใจด้วยกัน วิธีนี้ทำให้ทั้งสองคนอารมณ์เย็นลง คุยเข้าใจมากขึ้น”
ช่วงที่อยู่ประเทศญี่ปุ่นก็มีความสุขมาก ผู้คนล้วนเป็นมิตร บ้านเมืองสะอาด น่าอยู่ คนญี่ปุ่นจะชอบเดินออกกำลังกาย แก่แล้วยังเดินขึ้นเขาสบาย ส่วนดาวเองอยู่ในต่างประเทศ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำหน้าที่แม่บ้าน ดูแลบ้าน ดูแลสามี ส่วนวันหยุดสามีจะพาไปเที่ยวเพราะกลัวว่าจะเหงา
"ดาว" บอกว่า ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ได้กลับเมืองไทยบ่อยกว่าคนอื่นๆ เพราะมีบริษัท ชโลกุลพานิช จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัวที่ต้องช่วยดูแล เป็นโรงงานรับทำโล่ เหรียญ งานโลหะทุกชนิด และป้ายต่างๆ และดูแลรับผิดชอบดูแลเว็บไซต์ www.chalokool.com ขยายตลาดมาต่างประเทศด้วย ทำให้เดินทางมาดูแลด้วยตัวเองตลอด ไม่รู้สึกว่าไกลบ้าน มาแต่ละทีทั้งญาติทั้งเพื่อนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากินเที่ยวคุยสนุกไม่มีเหงา
วิธีการครองรักยืนยาว "ดาว" ยึดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เปลี่ยนความรักแบบหนุ่มสาวให้เป็นความเมตตา รักอย่างเมตตา อย่างเข้าใจ อย่างเห็นอกเห็นใจ รักแบบที่พ่อแม่รักเรา ไม่ใช่รักแบบอยากจะให้เขาเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น ทำอย่างที่เราอยากให้ทำ อย่างนั้นมันรักเห็นแก่ตัวอยู่กันไม่ยืด ส่วนเรื่องจะอยู่ใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ไม่เกี่ยวกับว่ามีแฟนเป็นฝรั่งหรือคนไทย ขอให้เราทำตัวดี ทำหน้าที่เมีย แม่บ้านที่ดี มีความอดทน อดกลั้น ทำให้ทั้งสองคนสร้างครอบครัวให้มีความรักความอบอุ่นมากขึ้น
ปัจจุบันสามีย้ายกลับไปประจำการที่เมืองเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ก็ย้ายตามมาอยู่ด้วย หลังจากที่ใช้ชีวิตคู่ย่างเข้าสู่ปีที่ 7 ดาวก็ตั้งท้องลูกคนแรก เด็กหญิงสตาร์รัตน์ หรือเนลสันน้อย อายุขวบครึ่ง ที่คุณพ่อมือใหม่ขอเรียกลูกสาวว่า Booger แปลว่า ขี้มูก กำลังอยู่ในวัยน่ารักน่าชัง พยายามหัดคลาน หัดเดิน ทั้งพ่อและแม่วิ่งตามจับแทบไม่ทัน หลานสาวที่เป็นที่รักของทั้งสองครอบครัว ต้องพาไปหาตายายบ่อยๆ เพราะบ่นคิดถึงหลาน
“ถือว่าได้กลับเมืองไทยบ่อยกว่าคนอื่น ทุกครั้งที่ไปสตาร์รัตน์จะเป็นขวัญใจของครอบครัว ตายายก็คิดถึงหลาน ลูกเองก็เป็นเด็กอารมณ์ดี ไม่งอแง กินเก่ง จึงเป็นที่รักของทั้งบ้าน มาอยู่เมืองไทยก็อบอุ่น มีทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่มารายล้อม ส่วนที่อเมริกาพ่อเขาทำคอกหลังบ้านให้ลูกได้วิ่งเล่น ช่วงเวลาที่สามีไปทำงาน เราอยู่บ้านว่างๆ ก็ทำอาหาร ดูแลลูกเลี้ยงลูกเอง ทำงานบ้านเอง ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ที่สุด”
ปัจจุบันครอบครัว "เนลสัน" ปักหลักที่เมืองเท็กซัส สหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังคงเดินทางไปมาระหว่างสหรัฐอเมริกากับเมืองไทยอยู่บ่อยครั้ง หากอยู่ต่างประเทศ เวลาส่วนใหญ่ของ "ดาว" หมดไปกับการเลี้ยงดูลูกสาวที่กำลังซน เมื่อลูกหลับก็จะใช้เวลาว่างหมดไปกับงานอดิเรกทั้งการวาดภาพ แกะสลักผักผลไม้ และงานปั้น งานที่รักและหลงใหลมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน และวันที่กลับมาเมืองไทย "กนกวรรณ" ก็ทำงานดูแลบริษัทของครอบครัวและเตรียมต่อยอดขยายธรุกิจครอบครัวมาต่างประเทศ
คำว่าทหารอากาศขาดรัก คงใช้ไม่ได้สำหรับครอบครัวหนุ่มหล่อ-สาวตาคม กับลูกสาวแสนซน น้องขี้มูก สตาร์รัตน์ เนลสัน ...



