
จับตา'ปู-แม้ว'เข้าเขมรแบ่งเค้กน้ำมัน
จับตา'ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ'เยือนกัมพูชา ฟื้นเอ็มโอยู44แบ่งเค้กพลังงานในทะเล!? : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
กำหนดเดินทางเยือนประเทศกัมพูชาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 5 กันยายน ถูกกลบโดยสิ้นเชิงกับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนกัมพูชาในวันที่ 16 กันยายน หลังการเยือนของ "น้องสาว" เพียง 1 วัน
ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ และเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา รายงานโดยอ้างอิงคำกล่าวของสมเด็จฮุน เซน ระหว่างพิธีมอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยการจัดการตอนหนึ่งว่า
“พ.ต.ท.ทักษิณ มาตามคำเชิญในการสัมมนาที่เตรียมการโดยราชบัณฑิตยสภากัมพูชาที่มีพรรคประชาธิปไตยนิยมกลางสากลเข้าร่วมด้วย หรือกล่าวคือเขามาเป็นวิทยากรที่กัมพูชา
ผมจะเปิดสำนักนายกรัฐมนตรีต้อนรับพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเป็นทางการ รับในนามมิตรแท้คนหนึ่ง แล้วขออย่ามาสั่งให้ผมจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าพรรคฝ่ายค้านไทย ไม่ว่ารัฐบาลไทย คือไม่ได้เลย เพราะนี่เป็นดินแดนกัมพูชาที่เป็นสิทธิของผม”
ประเด็นที่ควรขบคิดต่อก็คือ นอกจากความสัมพันธ์พิเศษส่วนตัวแล้ว ยังมีแรงจูงใจอื่นอีกหรือไม่ที่ผู้นำกัมพูชาต้องเอาอกเอาใจอดีตผู้นำของไทยถึงเพียงนี้
หากเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และบุคคลระดับสูงในรัฐบาล รวมทั้ง สมเด็จ ฮุน เซน จะพบความสอดคล้องต้องกันประการหนึ่งก็คือ การกล่าวถึง "แหล่งพลังงาน" ใน "พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา" ที่คาดกันว่าจะเป็นขุมทรัพย์พลังงานแห่งใหม่ของโลก
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุตั้งแต่วันที่รับตำแหน่งใหม่ๆ ว่า นโยบายระยะสั้นที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา บริเวณอ่าวไทย
"ผมให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก และคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นวาระแห่งชาติ" รมว.พลังงาน กล่าวย้ำ
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอบกระทู้ถามสดของ ส.ว.เรื่องพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 12 กันยายน ตอนหนึ่งว่า
"รัฐบาลชุดนี้จะทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับเอ็มโอยู 2544 นอกจากนี้ กระทรวงต่างประเทศและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาข้อดีข้อเสียและขั้นตอนแนวทางการเจรจาเอาไว้แล้ว"
ขณะที่รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้เผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางถึงกัมพูชาในวันที่ 16 กันยายน โดยมี นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ร่วมเดินทางไปด้วย
รายงานข่าวดังกล่าวระบุว่า ทั้งสองมีกำหนดการพูดให้ข้าราชการกัมพูชาฟังในเรื่องปราสาทพระวิหาร พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และการหารือกันนอกรอบเรื่องการช่วยเหลือ 2 คนไทยที่ถูกจำคุกข้อหาจารกรรมข้อมูลทางทหารด้วย
ด้านเว็บไซต์ฟิฟทีนมูฟ อ้างอิงคำกล่าวของสมเด็จฮุน เซน ซึ่งให้สัมภาษณ์ที่สนามบินกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 9 กันยายน ว่า
"กัมพูชาจะไม่ปล่อยทองคำสีดำไว้ใต้ท้องทะเล มันจะต้องถูกนำมาพัฒนาประเทศ ทั้งไทยและกัมพูชา ต่างก็มีความต้องการน้ำมัน นอกจากนี้ กัมพูชาอยู่ระหว่างการศึกษาและร่างกฎหมายการจัดการปิโตรเลียม แต่ยังไม่มีกำหนดแล้วเสร็จ"
ต่อมาหนังสือพิมพ์กัมพูชาใหม่ รายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงคำกล่าวของสมเด็จฮุน เซน ที่กล่าวชี้แจงถึงกรณีบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (เอ็มโอยู) ไทย-กัมพูชา ปี 2544 ตอนหนึ่งว่า
"ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เปิดการเจรจาอย่างเปิดเผย โดยมีคณะกรรมการร่วม 2 คณะ คือ คณะหนึ่งสำหรับกำหนดเขตแดน และอีกคณะเกี่ยวกับพื้นที่พัฒนาร่วม การเจรจาจนมาถึงเวลานี้ ไม่ว่ากับรัฐบาลไหนก็ตาม ยังไม่มีความเห็นชอบอะไรทั้งสิ้น
ในนั้นมีการแบ่งสัดส่วนออกเป็น 3 โซน ตรงกลางแบ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ที่อยู่ใกล้ไทยกว่า ตอนแรกแบ่ง 10-90 ต่อมาเอา 20-80 ส่วนพื้นที่ข้างกัมพูชา 80-20 ส่วนกัมพูชาเสนอกลับไปว่าให้แบ่งเป็นบล็อกๆ แล้วจับสลากเลือก"
คำชี้แจงของนายกฯ กัมพูชาสอดคล้องกับข้อมูลของเว็บไซต์หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่นำข้อมูลจากเว็บไซต์จอมแฉ "วิกิลีกส์" เปิดเผย "เอกสารลับทางการทูต" ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550
เอกสารลับฉบับดังกล่าวรายงานรายละเอียดการไปเยือนกรุงพนมเปญของสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน และร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงกัมพูชา โดยมีประเด็นสำคัญว่า
ผู้แทนบริษัท โคโนโคฟิลิปส์ ยักษ์ใหญ่พลังงานสหรัฐ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชา หาทางคลี่คลายข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย โดยระบุว่า บริษัทรอสัญญาสัมปทานการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว
ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุมครั้งนั้น นายเกา คิม ฮอร์น เจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ได้แจ้งต่อบริษัทค้าน้ำมันของสหรัฐว่า รัฐบาลไทยกับกัมพูชาเกือบได้ข้อยุติในเรื่องนี้ไม่นานนักก่อนรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกยึดอำนาจ
นายเการะบุว่า ทั้งสองเห็นพ้องกันในหลักการแบ่งรายได้ ดังนี้ พื้นที่ใกล้ไทยมากที่สุด ไทยได้ 80% กัมพูชา 20% พื้นที่ตรงกลางแบ่ง 50-50 และพื้นที่ใกล้ชายฝั่งกัมพูชา ไทยได้ 20 กัมพูชา 80 ซึ่งเชื่อว่า หากมีการเจรจาเพิ่มเติมอีก 6 เดือนน่าจะตกลงในประเด็นนี้ได้
นอกจากนี้ วิกิลีกส์ยังแฉเอกสารลับอีกฉบับ ซึ่งให้รายละเอียดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา กับ นายแกรี ฟลาเฮอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ "เชฟรอน" เมื่อปี 2550
เอกสารดังกล่าวระบุว่า เชฟรอนได้ขุดเจาะและสำรวจบ่อน้ำมันส่วนที่เรียกว่า "บล็อก เอ" นอกชายฝั่งกัมพูชา มีความสนใจอย่างมากในการได้รับสิทธิในการสำรวจบ่อน้ำมันใน "พื้นที่ทับซ้อน" ไทย-กัมพูชา
ผู้บริหารเชฟรอนย้ำว่า พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการสำรวจ และอาจเปลี่ยนแปลงกัมพูชาแบบพลิกโฉม
สอดคล้องกับการประเมินโดยธนาคารโลกที่คาดว่า แหล่งพลังงานในกัมพูชาน่าจะมีน้ำมันถึง 2,000 ล้านบาร์เรลและก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โดยจะสร้างรายได้ให้กัมพูชาไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (เทียบกับราคาน้ำมันดิบบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์สหรัฐ)
โดยพื้นที่ที่น่าจะมีก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันมากที่สุด ก็คือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับไทย ห่างชายฝั่งกัมพูชา 250 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 6,551 ตารางกิโลเมตร คาดว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่หลายร้อยล้านบาร์เรล
จาก "สัญญาณ" ที่ตรงกันของทั้งฝ่ายไทย และกัมพูชา จึงต้องจับตาดูต่อไปว่า หลังการเยือนกัมพูชาเที่ยวนี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะนำไปสู่การรื้อฟื้น "เอ็มโอยูปี 2544" ในรูปแบบใด และจะนำไปสู่การแบ่งสรรผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอย่างไรบ้าง



