ข่าว

ดักฟังมือถือในคุกปราบยาได้แต่ยาก

ดักฟังมือถือในคุกปราบยาได้แต่ยาก

14 ก.ย. 2554

ดักฟังมือถือในคุก : ตะลุยข่าว โต๊ะรายงานพิเศษ

          อีก 1 ปีประเทศไทยจะเบาบางเรื่องปัญหายาเสพติด แม้จะปราบปรามบยาเสพติดให้สิ้นซากไม่ได้ ขอแค่ลดปริมาณยาเสพติดและกลุ่มเสี่ยงให้ได้ก็พอ...นั้นเป็นความตั้งใจของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดิน เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.) ซึ่งมอบนโยบายปราบปรามยาเสพติดไว้เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา

           นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังโฟกัสไปที่กรมราชทัณฑ์ต้องจริงจังในการแก้ปัญหายาเสพติด เพราะระยะหลังๆ ยาเสพติดมีการซื้อขายสั่งของ (ยาเสพติด) โดยตรงมาจากขาใหญ่พ่อค้ายาเสพติดในเรือนจำต่างๆ ซึ่งมาสร้างเครือข่ายธุรกิจค้ายาเสพติดอยู่ในเรือนจำ

           "ผมไม่โทษใคร แต่วันนี้เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และเราต้องแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด โดยเฉพาะการสั่งซื้อขายยาเสพติดจากในเรือนจำ หากท่านไม่สามารถตัดสัญญาณโทรศัพท์หรือห้ามไม่ให้มีการขายโทรศัพท์ในเรือนจำได้ ท่านก็ควรจะดักฟังไปเลย..." ร.ต.อ.เฉลิมบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังในวันมอบนโยบายปราบปรามยาเสพติด

           แล้ว...การดักฟังโทรศัพท์ในเรือนจำ จะมีโอกาสเป็นจริงได้เพียงใด!!

           "คม ชัด ลึก" สอบถามผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่ง จากชุดปราบปรามยาเสพติด ถึงการดักฟังโทรศัพท์นั้นผิดกฎหมายหรือไม่?

           "การดักฟังโทรศัพท์ ต้องขอความเห็นชอบจากอธิบดีศาลอาญา ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาอนุมัติแต่ละกรณีเพียงแค่ 30 วัน การดักฟังโทรศัพท์มีประโยชน์ระดับหนึ่ง เพื่อรวบรวมหลักฐานในขั้นตอนการปราบปรามยาเสพติด" ผู้เชี่ยวชาญจากชุดปราบปรามยาเสพติดให้ข้อมูล

           ทั้งนี้ "การดักฟังโทรศัพท์" มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 163 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อดักรับไว้ใช้ประโยชน์ เปิดเผยข้อความ ข่าวสาร...กรณีเจ้าหน้าที่รัฐหรือเอกชนขอให้บริษัทโทรคมนาคมดักฟัง และเปิดเผยข้อมูลทุกรูปแบบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และทางบริษัทโทรคมนาคมก็จะมีความผิดร่วมด้วย

           ฉะนั้น!! การดักฟังโทรศัพท์ทุกกรณี หากไม่ได้อนุมัติจากศาล ล้วนผิดกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ยกเว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติด และหากจะให้อำนาจในการดักฟังโทรศัพท์ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยไม่ต้องขออนุมัติจากศาล ต้องถึงขั้นแก้กฎหมายกันทีเดียว!!

           ส่วนลำดับขั้นตอนการดักฟังโทรศัพท์นั้น ผู้เชี่ยวชาญรายเดิมอธิบายว่า ในอดีตการดักฟังทำค่อนข้างยุ่งยาก ต้องรู้หมายเลขโทรศัพท์มือถือของต้นทาง เมื่อได้หมายเลขโทรศัพท์มือถือต้นทางมาแล้ว 1.ต้องตรวจสอบ "เอ็นซี่" หรือ หมายเลขการ์ดซิม ซึ่งมีอยู่เกือบ 20 หลัก 2.ต้องตรวจสอบหมายเลขซิมการ์ดว่าใช้กับโทรศัพท์เครื่องใด รุ่นใด  และ 3.ตรวจสอบหมายเลขเครื่องโทรศัพท์ หรือ "อีมี่" แล้วถึงมาป้อนเข้าสู่โปรแกรมเครื่องดักฟังโทรศัพท์ และที่สำคัญต้องรู้ว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่ดักฟัง เป็นเลขหมายการให้บริการของเครือข่ายใดด้วย แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เครื่องดักฟังรุ่นใหม่ มีระบบการใช้งานไม่ยุ่งยากเพียงแค่รู้หมายเลขโทรศัพท์ของเป้าหมายก็ดักฟังได้แล้ว เท่าที่ทราบเมืองไทยมีเครื่องดักฟังโทรศัพท์ที่ทันสมัยแบบนี้อยู่ 4-5 เครื่อง ในหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติด

           "พอรู้ว่าจะมีการใช้มาตรการดักฟังโทรศัพท์  เกรงว่าพวกค้ายาเสพติดอาจเปลี่ยนวิธี หรือบทสนทนาทางโทรศัพท์มือถือเป็น "รหัส" เข้าใจกันแค่ 2 คน สมมติผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด พูดรหัสว่า รองเท้า 1 คู่ให้มาส่งที่ร้าน อาจมีความหมายว่าเป็นยาเสพติด 1 มัดหรือไม่ จะยิ่งสร้างความยากลำบากให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต้องมาแกะเทป แกะคำพูด มากขึ้น" ผู้เชี่ยวชาญ ยกตัวอย่าง

           ส่วนกรณีการดักฟังโทรศัพท์มือถือในเรือนจำ ผู้เชี่ยวชาญรายเดิมมองว่า กระทำได้ยาก เพราะผิดกฎหมาย เว้นเสียแต่นักโทษจะยินยอมให้ดักฟังได้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะถูกนักโทษฟ้องร้องเอาได้ และที่สำคัญแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ผู้ต้องสงสัยในเรือนจำใช้หมายเลขโทรศัพท์อะไร

           ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์รายหนึ่งยอมรับว่า แม้เรือนจำบางแห่งมีการเสนอให้ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์บางรายยังอ้างความจำเป็นที่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือ ทั้งที่การทำงานในเรือนจำแทบไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือเลยก็ได้ ใช้แค่วิทยุสื่อสารก็น่าจะพอ และการที่จะดักฟังโทรศัพท์ของนักโทษ รู้เหรอว่าเขาใช้โทรศัพท์หมายเลขอะไร?!!