ข่าว

บิ๊กCPชี้โจทย์ใหญ่7ข้อนายกฯ'ปู'

บิ๊กCPชี้โจทย์ใหญ่7ข้อนายกฯ'ปู'

13 ก.ย. 2554

นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ โจทย์ใหญ่นายกหญิง 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' โดย 'ดร.สารสิน วีระผล' ผู้บริหารระดับสูงในเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี

          ระยะนี้มีการจัดทำดัชนี โพลสำรวจต่างๆ ออกมามากมาย ทั้งเรื่องสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงเรื่องความอยู่ดีกินดีของประชาชน ตั้งแต่ระดับสากลมาจนถึงภายในประเทศ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของความมั่นคงของประเทศก็มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอยู่บ่อยครั้ง

          หากเราย้อนกลับไปดูสถานการณ์ประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2550 – 2554  จะพบว่า คนไทยต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงที่รุนแรงต่อเนื่อง ที่หนักหน่วงและรุนแรงในความรู้สึกนึกคิดของประชาชน คือ เรื่องการขาดความสามัคคีของคนในชาติ  การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขบวนการต่อต้านของประชาชนต่อฝ่ายปกครองในหลายประเทศในภาคตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำ

          ที่มากกว่านั้นยังมีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในซีกโลกตะวันตก และที่เกิดเป็นเนืองนิจในบ้านเรา เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหายาเสพติด  ผู้หลบหนีเข้าเมือง  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ  โรคระบาด ฯลฯ

          สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับนายกหญิง “ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร”ผู้นำรัฐบาลคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นาน ที่จะต้องมองปัญหาความมั่นคงแห่งชาติในลักษณะบูรณาการปัญหาต่างๆ เข้าด้วย เพราะหากตีโจทย์ไม่แตก จะยิ่งทำให้ความมั่นคงแห่งชาติย่ำแย่ยิ่งขึ้นไปอีก

          ซึ่งจากการติดตามข่าวสารในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลพูดเพียงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหายาเสพติดเฉพาะหน้า แต่เรื่องของความมั่นคงของประเทศมีดัชนีชี้วัดที่สำคัญหลายตัว ที่ยังไม่ได้มีการพูดถึง อาทิ

          1.สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ที่อยู่อาศัย สภาพการสัญจร ตรงนี้ถือเป็นดัชนีชี้วัดความมั่นคงของประเทศที่สำคัญมาก เพราะเกี่ยวโยงกับรายได้ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สภาพแวดล้อมทางสังคม ที่ทำงาน กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่มีผลต่อสุขภาพจิตของประชาชน การบริการด้านสุขภาพ รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลแล้วบริการเพื่อช่วยเหลือลดระดับความเครียดทั้งทางกายและใจ

          2.การพัฒนาศักยภาพของประชาชน ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งนอกจากช่องว่างของรายได้แล้ว ยังมีช่องว่างระหว่างคนเมืองและคนชนบทอีกด้วย จะทำอย่างไรจึงจะยกระดับการศึกษาของคนไทย ขยายการศึกษาภาคบังคับให้ครอบคลุมประชาชนได้มากที่สุด และปรับคุณภาพการศึกษา ซึ่งนอกจากการเพิ่มองค์ความรู้โดยรวมแล้วยังต้องเตรียมตัวให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเอง เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้  เพราะตรงนี้เป็นสิทธิและหน้าที่ทางการเมือง เช่น เรื่องการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่

          3.การบริการสาธารณูปโภคโดยทั่วไป ต้องจัดการให้เกิดความสะดวก มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์กับสังคมส่วนใหญ่ เช่น การคมนาคมต้องสะดวก การไฟฟ้า การประปา ต้องส่งผลดีทั้งต่อตัวบุคคลและสังคม และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในลักษณะที่ยั่งยืน ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงสุด

          4.ความยุติธรรมในสังคม หรือที่เราเรียกกันว่านิติรัฐ นิติธรรม ในทางเศรษฐศาสตร์ เวลาพูดถึงเรื่องดัชนีความสุขจะมีเรื่องของจิตวิญญาณเข้ามาด้วย  ซึ่งจุดนี้จะสอดคล้องกับเรื่องสภาพแวดล้อมทางสังคม เรื่องนิติรัฐ นิติธรรม ในที่นี้หมายรวมถึงเรื่องระดับคอร์รัปชั่นในวงการเมืองและราชการ วันนี้กลุ่มข้าราชการ มีประสิทธิภาพในการทำงานเป็นอย่างไร มีการถ่วงดุลอำนาจ จากภาคสังคมและประชาชนที่เข้มแข็งเพียงใดเพื่อ ทำอย่างไรสังคมจึงจะอยู่ได้อย่างถาวรและมั่นคง

          5.การพัฒนาสถาบันการเมืองการปกครองประเทศ หน่วยงานของรัฐให้มีประสิทธิภาพที่จะบริการสาธารณประโยชน์ มีความโปร่งใสในการทำงาน เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง  ดังนั้นจึงต้องมีการปฏิรูปการเมืองเพื่อเพิ่มสมรรถนะของระบอบการปกครองและเร่งสร้างความโปร่งใสความยุติธรรม รวมถึงส่งเสริมระบอบและกระบวนการประชาธิปไตย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คนในสังคมจะต้องเคารพสิทธิของกันและกัน สังคมจึงจะมีความสมานฉันท์ วันนี้ทำอย่างไรจึงจะยกระดับองค์ความรู้ของบุคลากรในองค์กรรัฐ สถาบันทางการเมือง เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการให้รางวัลเป็นการให้รางวัลตามผลงานที่เกิดขึ้นจริง จึงจะทำให้องค์กรของรัฐได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน

          6.ขอบข่ายของอำนาจสีเทา และเศรษฐกิจสีเทามีมากขนาดไหน ในเรื่องนี้จะเชื่อมโยงกับเรื่องของนิติรัฐ

          7.เรื่องสุดท้ายที่สำคัญมาก คือ ความเข้มแข็งของภาคธุรกิจเอกชน  ซึ่งต้องยอมรับว่าในอดีตไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันธุรกิจเอกชนมีบทบาทสูงมาก จะเห็นได้จากการลงทุนในโลกส่วนใหญ่มาจาก บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ประมาณ 200 บริษัท

          หากนำธุรกิจของบริษัทข้ามชาติ สัก 500 แห่งในโลกมารวมกัน จะพบว่ามีขนาดที่ใหญ่กว่าจีดีพีของหลายประเทศด้วยซ้ำ บริษัทไอบีเอ็ม บริษัท แอปเปิ้ล ในปัจจุบันมีเงินสดสำรองนับแสนล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าของรัฐบาลสหรัฐฯเสียด้วยซ้ำ

          ประเด็นสำคัญบริษัทเหล่านี้ยังมีการจ้างเป็นหมื่น เป็นแสนคน และยังจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลปีละมหาศาล รวมเรียกได้ว่า ภาษีทุกชนิดที่เก็บจากภาคธุรกิจเอกชนเมื่อรวมกันแล้วมีสัดส่วนเท่ากับครึ่งหนึ่งของรายรับรัฐบาลทั้งหมด

          นอกจากนี้บริษัทเหล่านี้ยังมีบทบาทด้านการเสริมสร้างสัมพันธไมตรีกับต่างชาติอย่างสูง ผ่านการเดินทางไปลงทุนในต่างประเทศทั่วโลก เพราะหากดูข้อมูลการลงทุนในต่างประเทศ 80 เปอร์เซ็นต์มาจาก 500 บริษัท

          สำหรับธุรกิจภายในประเทศ SMEs ปัจจุบันมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศไม่ใช่น้อยเช่นกัน เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศยังอยู่ในรูปแบบของ SMEs ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และ SMEs พัฒนาไปสู่ความเข้มแข็งด้วยกัน  เพื่อสร้างความสุข ความเรียบร้อยให้กับประเทศ

          นี่คือความท้าทายอีกด้านหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ ที่ต้องแก้ปัญหาดัชนีต่างๆ ด้วยความละเอียดรอบครอบและรอบด้าน

          ผู้พิจารณายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติต้องพิจารณาสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงแบบองค์รวม  แล้วเชื่อมโยงผลกระทบทุกด้าน เมื่อประชาชนมีความเจริญ มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ประเทศชาติก็จะมั่นคงตามไปด้วย

          ที่ผ่านมาหลายคนวิจารณ์ว่าประเทศไทยโชคดีที่มีเงื่อนไขและปัจจัยทางธรรมชาติที่ได้เปรียบ แต่ที่เสียเปรียบเห็นจะมีเรื่องการไม่พัฒนาคุณภาพของคน

          ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว(พอสมควร)ประเทศอาร์เจนติน่าเคยถูกกล่าวขานว่าจะต้องพัฒนาเหนือสหรัฐอเมริกา  ด้วยเหตุผลของความได้เปรียบด้านเงื่อนไขธรรมชาติ

          แต่ทุกวันนี้ผลออกมาตรงกันข้ามกันเพราะความบกพร่องด้านวุฒิภาวะของผู้นำการเมือง และผู้บริหารราชการของประเทศ

 

............

(หมายเหตุ : ที่มา : http://www.prasong.com/

บทความ นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ โจทย์ใหญ่นายกหญิง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เขียนโดย "ดร.สารสิน วีระผล"  ผู้บริหารระดับสูงในเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซี.พี. จาก  CP E-NEWS เครือเจริญโภคภัณฑ์ ฉบับประจำวันที่ 12 กันยายน 2554)