ข่าว

'เฉลิม'ชี้รบ.ไม่ทำผิดกม.หวังช่วย'ทักษิณ'

'เฉลิม'ชี้รบ.ไม่ทำผิดกม.หวังช่วย'ทักษิณ'

12 ก.ย. 2554

'เฉลิม' ชี้รบ.ไม่ทำผิดกม.หวังช่วย 'แม้ว' ซัด 'ปชป.' เลิกจ้อ ถ้าสงสัยตั้งกระทู้ถามในสภาฯ ปัดให้ความเห็น 'ถวิล' ร้อง ก.พ.ค. ชี้ไม่อยากยุ่งเรื่องไร้สาระ ระบุขอปราบยาเสพติด ท้าสาบานกลางวุฒิสภาให้พบความวิบัติหากเรียกรับเงินโยกย้ายนายตร.

          12 ก.ย.54 เวลา 11.30 น.  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก เกี่ยวกับการออกมาให้ความช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องถนัดของพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาโจมตีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

          ซึ่งเป็นสิ่งที่คิดเองเออเอง เพราะรัฐบาลไม่ได้คิดทำอะไรเลย และอยากขอย้ำว่าสิ่งที่ผิดกฎหมายรัฐบาลจะไม่ทำ เพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่กันแค่ 5 คน 10 คน ขอให้เลิกกันเสียที ถึงยังเป็นอยู่อย่างนี้ รอบหน้าพรรคเพื่อไทยถึง 320 แน่

          ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาบ่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องการเดินทางไปประเทศกัมพูชา จะทำให้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลจากการโจมตีของฝ่ายต่างๆหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน พ.ต.ท.ทักษิณจะไปที่ไหนก็ได้ ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไม่เห็นจะออกเรสโนติส ตำรวจสากลก็ไม่มีหมายจับ ก็เพราะความผิดที่เกิดขึ้นมันไม่เข้าข่าย

          เพราะฉะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณก็มีสิทธิ์เดินทางไปได้ทุกประเทศที่ยินยอมและยอมรับท่าน เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับการที่มีบางกลุ่มออกมาตีกันทุกเรื่อง รองนายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นพวกเจ้าเก่าทั้งนั้น ไม่มีใหม่สักคน มีการกล่าวหามาทุกปีแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ชนะหมด

          เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์อยากให้รัฐบาลแสดงบทบาทเกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณที่เดินทางไปกัมพูชา ในฐานะเป็นผู้ร้ายข้ามแดน รองนายกฯ กล่าวว่า แล้วทำไมสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลไม่ดำเนินการ ก็เพราะมันไม่เข้าเคียงกฎหมาย ไม่มีเรตโนติส ไม่มีความผิด

          “ สมัยเขาเป็นรัฐบาลเขาทำทุกอย่างก็ยังทำอะไรไม่ได้ ทำถึงขนาดให้รัฐมนตรีท่านหนึ่งไปเดินด้อมๆมองๆที่หน้าบ้านในดูไบ ผมรู้เรื่องนี้ละเอียด ถึงอยากให้ฝ่ายค้านยื่นกระทู้ถามมาจะได้ซัดให้ชัดจบๆกันสักที ทำไปทำมาบอกว่าผมเป็นสายล่อฟ้า ผมไปล่อฟ้าใคร ผมไม่ใช่สายล่อฟ้าอย่าคิดว่าผมจะตกใจ ผมไม่ใช่ห่านถึงจะตกใจ พูดไปก็จะหาว่าผมท้าทาย” รองนายกฯ กล่าว

 

'เฉลิม'ปัดให้ความเห็น'ถวิล'ร้องก.พ.ค.

          ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ เตรียมยื่นร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ว่า ตนขอไม่ให้ความเห็นเรื่องนี้ เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ก.พ.ค.อาจจะไม่รับเรื่องที่นายถวิลร้อง รองนายกฯ กล่าวว่า ตนไม่มีความเห็น และไม่อยากไปทะเลาะกับนายถวิล ตนไม่อยากพูดเรื่องไร้สาระ จะทำอะไรก็เชิญ ตนจะปราบยาเสพติดอย่างเดียวแล้ว

          ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการโยกย้ายนายวิเชียร ชวลิต ออกจากกระทรวงมหาดไทย ที่มีข่าวว่าจะนำเข้าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (13 ก.ย.) ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของนายกฯ ตนไม่อยากแสดงความเห็น เพราะเป็นงานนอกหน้าที่

          เมื่อถามว่า การที่จะเอาคนมาใช้งานเป็นนโยบายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ก็ถูก แต่ตอนนี้มีบางคนกำลังเข้าใจผิดที่บอกว่าย้ายบางคน แต่ตนไม่ขอระบุชื่อ เหมือนกับกรณีของนายวงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ความจริงนั้นไม่ใช่ เพราะกรณีนายวงศักดิ์ เป็นการย้ายโดยรมว.มหาดไทย แต่บางคนย้ายโดยนายกฯ และอาศัยอำนาจระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 10 ซึ่งเป็นคนละเรื่อง

          “ อ่านหนังสือ อย่าไปอ่านเพียงครึ่งบท ต้องอ่านให้เต็มบท ผมว่าเลิกกันเสียทีข่าวลือข่าวปล่อยทั้งหลาย หรือที่ว่ารัฐบาลจะทำโน่นทำนี่ ผมขอถามหน่อยว่ารัฐบาลที่ไหนจะกล้าทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย พวกผมกินข้าวนะไม่ใช่กินแกลบ ผมภาวะนาอยากให้ฝ่ายค้านยื่นกระทู้สักถามมาเลย ติดใจสงสัยเรื่องอะไรก็ถามว่าจะได้จบๆกันสักที รัฐบาลจะได้มีเวลาทำงานอื่นบ้าง ผมจะได้ไปทำงานปราบปรามยาเสพติด ถ้าผมไม่พูดก็มาหาว่าผมถูกห้าม ไม่มีใครห้ามผมหรอก บังเอิญผมเกิดมาเป็นคนช่างพูด แต่ถ้าเรื่องที่ไม่ถูกต้องผมก็ไม่พูด ถ้าผมชี้แจงไม่ได้ก็ไม่เอาด้วย ไม่ใช่จะพูดได้ทุกเรื่องมันต้องมีเหตุมีผล มีกฎเกณฑ์กติกาและถูกต้องชอบธรรม สังคมจะได้รู้ความจริง พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องมาเขย่าผมหรอก ตอนเป็นฝ่ายค้านผมยังไม่กลัวคุณเลย แล้ววันนี้มีอะไรน่ากลัว ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ากรณีของนายถวิลและนายวงศักดิ์เทียบเคียงกันไม่ได้ รองนายกฯ กล่าวว่า คนย้ายก็คนละคนแล้ว แล้วจะไปเทียบเคียงกันได้อย่างไร กรณีของนายวงศักดิ์ถูกโยกย้าย เพราะไม่ทำตามใจฝ่ายการเมือง เขาให้ทำโน่นทำนี่ก็ไม่ทำ

 

'เฉลิม'สาบานให้พบความวิบัติหากรับเงินโยกนายตร.

          ในการประชุมวุฒิสภาโดยมี นางพรทิพย์ โล่วีระ จันทร์รัตนปรีดา  รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณารายงานการรับและการใช้จ่ายเงินกองทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่ดูแลสตช. เข้าร่วมชี้แจง

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมส่วนใหญ่ ส.ว.ได้เสนอความเห็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านมา โดยนายสัก กอแสงเรือน ส.ว. สรรหา อภิปรายสอบถามข้อเท็จจริง ที่มีข่าวระบุว่า มีกระบวนการทุจริตในส่วนของเงินค่าปรับ มีใบเสร็จปลอม ซึ่งที่ผ่านมาดำเนินการแก้ไขใดๆ หรือไม่

          ด้าน พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูรณ์ ส.ว.อุดรธานี อภิปรายว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในภาวะกังวลในเรื่องของการขาดอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหน้าที่ หรือที่เรียกว่าขาดน้ำเลี้ยง ตนขอฝากให้ ร.ต.อ.เฉลิม ดูแลตำรวจชั้นผู้น้อยด้วย 

          ส่วนนายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี อภิปรายว่ามีประชาชนได้ร้องเรียนถึงการทำหน้าที่ของตำรวจทางหลวง ที่เรียกจับรถหน้าด่านเก็บเงินบนทางด่วน เนื่องจากไม่มีเครื่องมือตรวจจับความเร็ว ซึ่งการกระทำดังกล่าวเสี่ยงต่อให้เกิดอุบติเหตุ อย่างไรก็ตามเคยสอบถามไปยังกรมทาง และได้รับคำชี้แจงว่า ไม่มีงบประมาณ ขอให้รองนายกฯ ช่วยดูแล

          ทางด้านนายวันชัย ศรศิริ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ขอให้ ร.ต.อ.เฉลิม กำกับดูแลและให้ความเป็นธรรมอย่างถึงลูกถึงคนต่อการโยกย้ายข้าราชการตำรวจ และคำนึงถึงความเจริญก้าวหน้า และความรู้ รวมถึงคุณธรรม มากกว่าบุคคลที่คอยเลียแข้งนักการเมือง หรือ รินสุราให้กับนักการเมือง

          จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจงประเด็นใบเสร็จปลอม และทุจริตเงินค่าปรับนั้น ตนเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ ไม่กล้าปฏิเสธหรือยืนยันว่าที่ผ่านมามีการทุจริตหรือไม่ แต่จะรับข้อเสนอไปตรวจสอบ  ส่วนประเด็นการโยกย้ายนั้น ตนยืนยันว่าหมดยุคที่ตำรวจต้องเสียเงินแล้ว และในยุคตนที่ดูแลสตช. และยุครัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ จะไม่มีเรื่องซื้อขายตำแหนง ซึ่งตนขอสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ ในฐานะที่ตนรับผิดชอบ สตช. หากตนไปเก็บเงินเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายขอให้ตนพบกับความวิบัติ

          “ รัฐบาลนี้ตั้งใจมาทำงานให้ ไม่ใช่ทำงานเอา แต่บางอย่างเป็นเรื่องที่ยากหากจะทำคนเดียว แต่หากวันใดเกิดความไม่เข้าใจ ขอให้สมาชิกวุฒิสภาตั้งกระทู้ หรือญัตติสอบถาม ในประเด็นต่างๆ เช่น กรณีถวายฎีกา หรือ คดีความ ผมพร้อมชี้แจง บนพื้นฐานความถูกต้องชอบธรรมและความจริงที่เกิดขึ้น” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

          ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ (12 ก.ย.) ตนเตรียมเรียกนายตำรวจที่จบปริญญาเอก มาสอบถามว่าเอาเงินหลวงไปเรียนได้อย่างไร และกำหนดเวลาให้ 90 วันเพื่อหาข้อสรุปให้ได้ ส่วนเรื่องขวัญกำลังใจให้นายตำรวจนั้น ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ  ดาบตำรวจอายุ 53 ปี ที่ไม่ถูกตั้งกรรมการสอบสวน จัดให้เข้าอบรมในระดับชั้นสัญญาบัตร และหากเวลาผ่านไป 8 ปี ยังไม่ได้เป็นสารวัตร จะให้เกษียณตัวเอง และได้ยศพ.ต.ต. ถ่ายรูปใส่กรอบไว้อวดภรรยาที่บ้าน

          นอกจากนั้นแล้วตนได้ติดต่อธนาคารแห่งหนึ่งให้ปล่อยกู้กับข้าราชการตำรวจ สตช. ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเตรียมการใกล้แล้วเสร็จเร็วๆ นี้ เบื้องต้นหากตำรวจสามารถกู้เงินในดอกเบี้ยที่ถูกได้ จะได้นำไปให้ภรรยาไปชดใช้หนี้นอกระบบ หรือ นำเงินไปลงทุนในธุรกิจส่วนตัวได้

 

'เฉลิม'เรียกดร.ตำรวจเตรียมล้างบางยาเสพติด

          ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมระดมความเห็นและข้อเสนอแนะจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จบการศึกษาในระดับปริญญาเอก ว่า การประชุมที่ตำรวจวันนี้ เป็นการชุมนุมของตำรวจที่จบปริญญาเอกที่ได้ทุนไปเรียน ซึ่งการประชุมครั้งนี้เพื่อมาปรึกษาหารือว่าหน้าที่ตำรวจมี 5 อย่าง คือ ประการแรก ตำรวจมีหน้าที่สืบสวน ประการที่สองคือสอบสวน ประการที่สามคือปราบปราม ประการที่สี่ คือ ตามภารกิจหลักของสถานีตำรวจคือตามจับกุม และทวงหาความจงรักภักดี และประการสำคัญที่สุดและประการสุดท้าย คือ พวกเว็บไซด์หมิ่นสถาบันต้องเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะถ้ามีก็ต้องลบให้หมด ซึ่งนายตำรวจที่จบปริญญาเอกนั้นมีมาก ซึ่งตนจะเชิญมาสรุปปัญหาว่า พวกเขาคิดกันอย่างไร ที่จะทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ได้รับใช้ประชาชนตามที่กล่าวไว้

          ร.ต.อ เฉลิม กล่าวว่า หลังจากนั้นจะให้ตั้งเป็นคณะกรรมการ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 90 วัน หากต้องการการสนับสนุนงานด้านเอกสารอื่นๆ ก็ให้แจ้งผ่าน พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงษ์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) ว่าที่ผ่านมาได้ส่งพวกเขาไปเรียน เคยถามบ้างหรือไม่ว่า ได้รับความรู้อะไรบ้าง ตนเคยอยู่ สตช.มาก่อน เลยเห็นว่าเป็นประโยชน์จึงเชิญมา ทั้งนี้ตนยืนยันว่า จะเชิญมาให้ครบทุกภาคส่วน

          “ เมื่อคืนก็มีข่าวดีในเขตนครบาลอีก เพราะเราจับแหล่งผลิตยาบ้าได้ ซึ่งผมก็ได้ตั้งหน่วยจรยุทธ์ให้ติดตามในเรื่องดังกล่าวต่อ  โดยผมขอยืนยันว่า จะดำเนินการตามสติปัญญา และความสามารถที่มีอยู่ เพื่อปราบปรามยาเสพติดตามหลักนิติกรรม และหลักนิติรัฐ ซึ่งในวันศุกร์ที่ 16 ก.ย.นี้ ผมจะไปประชุมที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ปปส.) และ หลังจากนั้นในวันที่ 23 ผมจะเดินทางต่อไปจ.เชียงราย และจะเรียกเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในจ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อมาระดมความคิดเห็นร่วมกัน และรวมไปถึง ขอความร่วมมือจากกองทัพด้วย”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ค้ายาเสพติดในกทม.กับชายแดนเป็นเครือข่ายเดียวกัน ใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่าพวกนี้คือพวกครูพักลักจำ ซึ่งที่มีอยู่ในกทม.นั้นมีน้อย โดยกว่า 87 เปอร์เซ็นต์จะมาจากภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่

          เมื่อถามว่า หากมีการดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง กลัวหรือไม่ว่าจะเกิดปัญหา เหมือนกับครั้ง  ในยุครัฐบาลของ  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ร.ต.อ.เฉลิม  กล่าวว่า  มันไม่มีนะในเรื่องฆ่าตัดตอน  ซึ่งทางรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ ก็ได้มีการตั้งให้ อาจารย์ คณิต ณ นคร ราษฎรอาวุโส ขึ้นมาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งได้ตั้ง พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. มาเป็นคณะกรรมการการตรวจสอบขึ้นมาอีกหนึ่งชุดด้วย โดยทั้งสองชุด ก็ได้ให้รายงานมาแล้วว่า ไม่มีการฆ่าตัดตอนเกิดขึ้น และเรื่องนี้ก็น่าจะจบลงได้แล้ว

          เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา มีข้อครหาว่า ในยุครัฐบาลยุค พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯ ได้มีการฆ่าตัดตอนไปประมาณ 2 พันถึง 3 พันศพ ซึ่งเรื่องนี้รองนายกฯ จะมีการมองอย่างไรบ้าง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ประชาธิปัตย์เก่งเรื่องนี้ แต่ตนก็สามารถอธิบายได้  แต่ไม่ใช่ถึงขนาดต้องเอาผ้าขาวไปปู แล้วคุกเข่ากราบกัน โดยมันก็ต้องมีขั้นตอน ของระบบ ในการทำงานของตำรวจอยู่ ซึ่งหากมีการยิงตำรวจเกิดขึ้น จะให้ตำรวจอยู่นิ่งเฉยๆ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้

          เมื่อถามว่า จะมีการเพิ่มโทษกับผู้ค้ายาเสพติดอีกหรือไม่นั้น ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า โทษก็คือที่ได้ทำการติดป้ายหาเสียงเอาไว้ นั้นก็คือการประหารชีวิต แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลด้วย ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้เอง ก็จะไม่ทำการยิงเป้า 2 หนอย่างแน่นอน โดยเรื่องนี้เมื่อวาน ตนก็ได้พูดอย่างชัดเจนไปแล้ว และมีสั่งการ เพื่อเร่งดำเนินในเรื่องนี้ไปแล้วด้วย โดยวิธีการพิจารณาคดี จะรวดเร็วขึ้น ไม่เหมือนก่อนอย่างแน่นอน