
ญี่ปุ่นหลังสึนามิยังต้องพึ่งนิวเคลียร์
ญี่ปุ่นหลังสึนามิยังต้องพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ : โต๊ะต่างประเทศ รายงาน
วิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ หนึ่งในความเสียหายที่ยังไม่อาจประเมินได้จากแผ่นดินไหวระดับ 9 และสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคมนั้น ทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก รู้สึกไม่ไว้ใจพลังงานนิวเคลียร์อีกต่อไป และแสดงออกผ่านการเดินขบวนประท้วงตามท้องถนนเป็นระยะ กับการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนถึงอนาคตพลังงานนิวเคลียร์
ผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าชาวญี่ปุ่นเกินครึ่งต้องการลดจำนวนเตาปฏิกรณ์ในประเทศลง และ 6 ใน 10 ไม่มั่นใจความปลอดภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือมั่นใจน้อยมาก มีแค่ 5% ที่บอกว่ามั่นใจ และ 3% ต้องการให้เลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์สิ้นเชิง
แต่กระแสต่อต้านนิวเคลียร์ที่กล่าวมานี้ ส่วนใหญ่หยุดอยู่แค่ความคิด
6 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่วิกฤติฟูกูชิมะเป็นตัวกระตุ้นให้เยอรมนีเร่งแผนปิดเตาปฏิกรณ์ แต่ญี่ปุ่นไม่เคยส่งสัญญาณว่าจะเดินไปในทางนั้น
ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการทำ "สเตรสส์ เทสต์" หรือการทดสอบรับมือในภาวะวิกฤติจากแผ่นดินไหวและสึนามิ อันเป็นก้าวแรกสู่การเปิดเดินเครื่องอีกครั้ง หลังปิดตรวจสอบความปลอดภัยนับจากภัยพิบัติ
"ผมอยากได้ชีวิตที่ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใกล้บ้านมากกว่า แต่ทำอย่างไรได้ เราต้องการมัน" เสียงสะท้อนจากนายทาคาชิ ยามาดะ วัย 66 ปีที่เมืองมัตสึยามะ เกาะชิโกกุ หนึ่งในชุมชนใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิคาตะ ที่ต้องการงานและการอุดหนุนทางการเงินที่หลั่งไหลมาพร้อมกับโรงไฟฟ้า เช่นเดียวกับเมืองที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อื่นๆ
ฮิโรชิ ไคนูมะ นักสังคมวิทยาที่วิจัยเรื่องฟูกูชิมะ กล่าวว่า ชาวบ้านที่ถูกเรียกว่า "ชาวบ้านนิวเคลียร์" หวาดวิตกชีวิตที่ปราศจากโรงไฟฟ้าอย่างมาก พวกเขาเติบโตมาเพื่อสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ เกือบจะเป็นจิตใต้สำนึกเลยก็ว่าได้
อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายในญี่ปุ่นยอมรับว่า การซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน อย่างที่เยอรมนีซื้อได้จากฝรั่งเศส ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศเกาะอย่างญี่ปุ่น ส่วนพลังงานทางเลือกมีราคาแพงมาก อีกทั้งคงต้องใช้เวลาอีกนานในการพัฒนา นอกจากนี้ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาติอย่างหนึ่ง และสร้างรายได้มหาศาลจากการส่งออก
ยิ่งไปกว่านั้น ชาวญี่ปุ่นไม่เคยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า "ไม่ต้องการ" พลังงานนิวเคลียร์อีกต่อไป และการออกมาคัดค้านท้าทายรัฐบาล ก็ไม่ใช่ลักษณะของสังคมญี่ปุ่น คนจำนวนไม่น้อยยังลังเลจะออกไปร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านนิวเคลียร์ที่บ่อยครั้งถูกมองว่าเป็นพวกประหลาด
เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้ผู้มีอำนาจในญี่ปุ่นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิเสธอุตสาหกรรมที่ได้ช่วยเกื้อกูลความเจริญรุ่งเรืองของชาติมานานหลายทศวรรษ เพราะเหมือนสังคมในวงกว้าง จะยอมให้ชายฝั่งของประเทศเป็นที่ตั้งของเตาปฏิกรณ์ 54 แห่งต่อไป
ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าจากการปิดเตาปฏิกรณ์ชั่วคราว อากาศร้อนผิดปกติ การปรับตัวและวางแผนการผลิตอย่างยากลำบากของภาคการผลิตรถยนต์ และวิถีชีวิตของผู้คนที่จำต้องเปลี่ยนตามสภาพ ยังช่วยให้ภาคธุรกิจและผู้สนับสนุนในรัฐบาล มีเหตุผลดีๆ ไปโต้กับอีกฝ่ายได้ว่า ญี่ปุ่นไม่สามารถปิดเตาปฏิกรณ์ได้ในอนาคตอันใกล้
นายโยชิโร โฮริ กรรมการผู้จัดการ โกลบิส คอร์ป กล่าวว่า "ความตื่นตระหนกเริ่มซาลงแล้ว" และคาดการณ์ว่า เตาปฏิกรณ์ทั้งหมดจะกลับมาให้บริการตามปกติในที่สุด ยกเว้นที่ฟูกูชิมะ กับที่ฮามาโอกะ โรงไฟฟ้าทางภาคกลาง เพราะมีความเป็นไปได้สูงถึง 90% ที่อาจจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ใน 30 ปีข้างหน้า
6 เดือนผ่านไป เสียงตอบรับพลังงานนิวเคลียร์กำลังฟื้นกลับ และอีกไม่นาน กระแสต้านนิวเคลียร์อาจกลายเป็นเรื่องต้องห้าม



