
'รบ.ปู-ทักษิณ'ใกล้ร้อน-ไกลหนาว
สัมพันธ์รัฐบาลปู-ทักษิณ"อยู่ใกล้ก็ร้อน-ไกลก็หนาว" : ขยายปม โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์
กลายเป็นความเห็นคนละมุมมองสำหรับคนกันเองใน "พรรคเพื่อไทย" ระหว่าง "สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109" กับ "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี
โดยมีข่าวว่า "คนบ้านเลขที่ 111" โทรศัพท์ไปหา "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี เล่าถึงไม่สบายใจต่อบทบาทของ "สารวัตรเหลิม" ที่ประกาศเดินหน้าชก เดินหน้าชนให้สัมภาษณ์หลายเรื่องที่ดูเหมือนเป็น "สายล่อฟ้า" ให้สังคมจับตามองรัฐบาลในแง่ลบ
ตั้งแต่เรื่องการโยกย้ายข้าราชการ, การเดินหน้าทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแก่ "ทักษิณ" และการรื้อฟื้นคดีที่ดินรัชดาฯ
ในบางเรื่องที่ "สารวัตรเหลิม" ทำหรือให้สัมภาษณ์ ได้ไปล้ำเส้นกระทรวงอื่นจน "ฝ่ายค้าน" ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "บ้าอำนาจ"
ขณะที่ "สารวัตรเหลิม" ก็ตอบโต้ว่า เป็นรองนายกรัฐมนตรีมีอำนาจอะไรสิ่งที่ทำทุกอย่างนี้ทำเฉพาะในส่วนที่กำกับดูแลเท่านั้น!
แต่ครั้งนี้เจอคนกันเอง อย่าง "บ้านเลขที่ 111 กับ 109" ออกวิจารณ์การทำงาน "ล่อเป้า" มีหรือคนอย่าง "สารวัตรเหลิม" จะปูผ้าขาวน้อมรับคำวิจารณ์
ที่สำคัญ "พรรคเพื่อไทย" กว่าจะได้มาเป็น "รัฐบาล" ต้องถือว่าเป็นผลงานของ "สารวัตรเหลิม" ส่วนหนึ่งจึงไม่แปลกที่จะเห็นว่าทุกครั้งที่ถูกโจมตีก็จะมีส.ส.อีสานส่วนหนึ่งที่ "สารวัตรเหลิม" เคยไปช่วยหาเสียงจะเรียงหน้าออกมาให้กำลังใจและปกป้อง
"คุณเฉลิมไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้ เพราะทำงานคนละแนวทาง โดยนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ที่ผ่านมาพยายามพูดว่าการทำงานของพรรคควรก้าวข้ามคุณทักษิณ แต่คุณเฉลิมยังเห็นว่าต้องยึดติดกับ พ.ต.ท.ทักษิณจะเห็นว่าตอนที่หาเสียงคุณเฉลิมจะพูดบนเวทีปราศรัยตลอดว่า เราต้องพา พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้าน ดังนั้นการเดินหน้าทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และการรื้อคดีที่ดินรัชดาฯ จึงถือเป็นการทำตามแนวทางที่เคยหาเสียงเอาไว้ ส่วนจะทำได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง"
เสียงคนในใกล้ชิด "สารวัตรเหลิม" เล่าถึงที่มาพฤติกรรม "ปะ ฉะ ดะ" ของ "สารวัตรเหลิม" จนเป็นสาเหตุให้ถูกมองว่าเป็น "สายล่อฟ้า" ทำให้รัฐบาลทำงานลำบาก เพราะถูกมองว่าทำงานให้ "เจ้านาย" มากกว่าทำเพื่อประชาชน
หากวิเคราะห์สิ่งที่ "สารวัตรเหลิม" กำลังทำอยู่ในขณะนี้ดูเหมือนจะยึดหลักที่ว่า "ทำดีกว่าไม่ทำ ส่วนจะทำได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง"
ขณะเดียวกันมีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ใจจริงแล้ว "ทักษิณ" อยากกลับบ้านหรือไม่ และ "แกนนำพรรคเพื่อไทย" อยากให้ "ทักษิณ" เดินทางกลับมาประเทศไทยหรือไม่
มองได้ 2 แนวทาง "ทักษิณ" อยากกลับมาเพื่อมาอยู่กับ "ครอบครัว" แต่ถามกลับว่า ถ้ากลับมาแล้ว "ทักษิณ" ต้องมาเผชิญหน้ากับคดีที่ศาลสั่งให้จำหน่ายออกจากสารบบความชั่วคราว เนื่องจาก "ทักษิณ" หลบหนี หากกลับมาแล้วต้องมาต่อสู้กับคดีเหล่านี้อีก "ทักษิณ" จะกลับมาหรือไม่
โดยเฉพาะถ้ากลับมาแล้วต้องมา "ติดคุก" ในคดีที่ศาลสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว หาก "ทักษิณ" กลับมาคดีเหล่านี้จะเดินหน้าต่อ หากไม่ได้รับประกันตัวในชั้นศาลจะทำอย่างไร
สำหรับคดีที่ศาลสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เช่น "คดีทุจริตออกพระราชกำหนดแปลงค่าภาษีสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ป, คดีทุจริตปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของ "เอ็กซิมแบงก์" ให้แก่รัฐบาลพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาท"
หากต้องขึ้นศาลแล้ว "ทักษิณ" จะมั่นใจได้อย่างไรว่าศาลจะให้ประกันตัว เพราะมีตัวอย่างในคดีที่ดินรัชดาฯ ที่ "ทักษิณ" หลบหนีออกนอกประเทศ
ขณะเดียวกันในมุมมองของ "แกนนำพรรคเพื่อไทย" ถ้า "ทักษิณ" กลับมาแล้วมาบริหารพรรคเหมือนในสมัย "พรรคไทยรักไทย" ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นคนตัดสินทุกเรื่อง
สภาวะความอึดอัดใจในการบริหารงานแบบเบ็ดเสร็จของ "ทักษิณ" ในยุคที่ผ่านมา "แกนนำ" ในพรรคจะยอมรับได้หรือไม่!
เชื่อว่าคงไม่เฉพาะ "แกนนำพรรคเพื่อไทย" เท่านั้น น่าจะรวมไปถึง "คณะรัฐมนตรี" ที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับ "ทักษิณ" ก็อาจรู้สึกอึดอัดเช่นกัน
ดังนั้นระยะห่างระหว่าง "ทักษิณ" กับ "แกนนำพรรคเพื่อไทย" หรือ "คณะรัฐมนตรี" ที่เป็นอยู่ในขณะนี้น่าจะเป็นที่พอใจของหลายคน
เพียงแต่ทุกคนที่ทำงานร่วมกับ "รัฐบาลปู" ต้องรู้จักเรียนรู้ "ลักษณะนิสัย" ของ "ทักษิณ" ที่ไม่ชอบใครแสดงตัวเด่น แข็งข้อ ตั้งกลุ่มก๊วน
ซึ่งมีคนในรู้ใจและใกล้ชิด "ทักษิณ" กระซิบให้ฟังว่า "ถ้าใครคิดจะคบกับคุณทักษิณต้องไม่ทำตัวรุ่มร่าม แล้วจะได้รับเกียรติเปรียบกับแข่งขันดำน้ำ ใครดำน้ำทนกว่าก็ชนะ"
ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง "รัฐบาลปู" กับ "ทักษิณ" ควรมีระยะห่าง เพราะหากใกล้เกินไปก็ร้อน ไกลไปก็หนาว
ทางที่ดีเอาแค่ "ทักษิณ" วนเวียนอยู่ใกล้ๆ บริเวณประเทศไทย เพื่อให้ "รัฐบาลปู" อบอุ่นก็พอ!



