
กรมภาษีหนักอก'บ้าน-รถคันแรก'
รัฐมึน 'บ้าน-รถคันแรก' กรมภาษีหนักอกทำจริงไม่ง่าย : รายงานพิเศษโดย ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง
นโยบายที่รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเริ่มนำไปสู่การปฏิบัติจริง แต่อีกหลายนโยบายดูเหมือนจะมีปัญหาอุปสรรคในขั้นตอนปฏิบัติทำให้มีการปรับเปลี่ยนไปมาสร้างความสับสนให้ประชาชนอย่างมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบางมาตรการทำได้ยาก โดยเฉพาะการลดภาระภาษีให้ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกและการให้สิทธิประโยชน์ในการซื้อบ้านหลังแรก ซึ่งส่งผลให้ตลาดรถยนต์และตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว เพื่อรอความชัดเจน
อุ้ม"รถคันแรก"กลับไปกลับมา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในส่วนของ "รถคันแรก" เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว หลังจาก นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะที่ดูแลกรมภาษี สั่งการให้กรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตเร่งศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งเดิมโจทย์ที่วางไว้ช่วงหาเสียงคือ ให้รถคันแรกทุกคัน ถูกจำกัดวงให้แคบลงเหลือรถยนต์ป้ายแดงราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งในช่วงแรกเตรียมจะลดภาษีสรรพสามิตหน้าโรงงานไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ถูกทักท้วงว่าตรวจสอบยากและรั่วไหลง่าย รวมทั้งอาจมีการสวมสิทธิ์ และการให้สิทธิ์รถทุกประเภทจะทำให้เม็ดเงินของกรมสรรพสามิตหายไปไม่น้อย
ดังนั้น จึงน่าจะใช้วิธีให้นำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามากกว่า ทำให้ต้องการศึกษารูปแบบกันใหม่ อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวก็มีข้อเสียคือ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ซึ่งเป็นกลุ่มรากหญ้าฐานเสียงของรัฐบาลจะไม่ได้ประโยชน์ ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาหารูปแบบที่เหมาะสมนั้น ดูเหมือนจะมีการจำกัดสิทธิผู้ได้รับประโยชน์ให้แคบลง เช่น อาจให้สิทธิเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์ และรถกระบะ เพื่อไม่ให้รัฐสูญรายได้มากนัก แต่เมื่อนายบุญทรงโยนหินถามทางออกไป ก็ถูกโจมตีว่าเป็นมาตรการไม่จริงใจ เพราะผลประโยชน์ตกกับประชาชนเพียงกลุ่มเล็กเท่านั้น ทำให้ 2 แนวทางดังกล่าวตกไป
ล่าสุด นายบุญทรงตัดสินใจกลับไปใช้รูปแบบการคืนภาษีสรรพสามิตและเป็นการคืนภาษี ณ ราคาหน้าโรงงาน ซึ่งวิธีการนี้เท่ากับเป็นคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์โดยตรง โดยมอบหมายให้กรมสรรพสามิตไปวางเงื่อนไขในการคืนภาษี เช่น อาจคืนเป็นเช็ค หรือคูปองเงินสด พร้อมทั้งเปิดกว้างให้รถยนต์ป้ายแดงทุกประเภทราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ต้องเป็นการซื้อรถคันแรกและยังจำกัดเพดานการคืนภาษีให้ไม่เกิน 1 แสนบาทเท่าเดิม โดยประเด็นการเปิดกว้างให้รถยนต์ทุกประเภทนั้น มีกระแสข่าวว่าเป็นผลมาจากค่ายรถยักษ์ใหญ่ที่ยังไม่มีการผลิตอีโคคาร์ไม่ค่อยพอใจนัก
กรมสรรพสามิตมึนปฏิบัติไม่ง่าย
แม้วิธีการคืนภาษีจะยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นรูปแบบใด แต่หลักการคือ เมื่อประชาชนซื้อรถยนต์แล้ว ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไปก่อน หลังจากนั้นกรมสรรพสามิตจะทยอยคืนภาษีให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ในวงเงินที่เท่าๆ กัน แต่ไม่เกินเงินภาษีที่เสียไว้ ซึ่งในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตค่อนข้างหนักใจมาก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการทำในลักษณะนี้มาก่อน และในฐานะที่จัดเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยไม่เคยคืนภาษีให้ผู้ซื้อสินค้ามาก่อน ซึ่งมองว่าจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคตอย่างแน่นอน
“การคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้ผู้ซื้อ เป็นการคิดนโยบายที่ไม่ได้คำนึงถึงหลักความเป็นจริงในทางปฏิบัติ เพราะนอกจากจะทำให้รัฐสูญรายได้แล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ถูกต้อง เป็นการสนับสนุนให้คนเป็นหนี้ หรือซื้อรถยนต์ป้ายแดงมากขึ้น โดยเฉพาะคนเริ่มทำงานที่ยังไม่มีรายได้สูงก็จะอยากมีรถใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า การตรวจสอบว่าเป็นการซื้อรถยนต์คันแรกเพื่อใช้เองจริงหรือไม่ ทำได้ยาก อาจมีการยืมชื่อไปใช้สิทธิ์และทำโอนลอยไว้ก็ได้” เจ้าหน้าที่สรรพสามิต ระบุ
"วิธีการให้สิทธิประโยชน์จะออกแบบให้ผู้ซื้อจ่ายราคาเต็มรวมภาษีแล้วค่อยขอคืน เพื่อป้องกันการรั่วไหล ซึ่งไม่ได้ทำให้ราคารถยนต์ลดลงในทันที แต่จะทยอยคืนในเวลา 1-3 ปี" นายบุญทรงกล่าวและว่า เหตุที่ไม่ใช้เวลา 5 ปี เพราะนานเกินไป ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้น่าจะสะดวก และทุกคนได้รับประโยชน์ ไม่เฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบภาษีสรรพากรเท่านั้น แต่มีเงื่อนไขต้องซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2555 ถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี ขณะเดียวกันกรมสรรพสามิตก็ต้องไปเชื่อมโยงข้อมูลกรมการขนส่งทางบก เพื่อป้องกันการนำรถยนต์ไปโอนหรือขายเปลี่ยนมือก่อนกำหนด
นายบุญทรงประเมินว่า จากตัวเลขการผลิตรถยนต์ที่ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 5.6 แสนคัน หากคนที่ซื้อรถใหม่เข้าข่ายรถคันแรก 60% น่าจะมีผลต่อภาษีที่จะหายไปปีละประมาณ 3-4 พันล้านบาท รวม 3 ปี ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ไม่น่าจะเป็นภาระการคลังมากนัก ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า การลดภาระภาษีรถยนต์คันแรก 1 แสนบาท ไม่จูงใจผู้ซื้อรถ เพราะส่วนลดของภาษีดังกล่าวค่อนข้างต่ำ แต่ยอมรับว่านโยบายดังกล่าวจะทำให้ตลาดรถยนต์มีความคึกคักมากขึ้น
บ้านหลังแรกได้แค่หักลดหย่อน
ส่วนความคืบหน้ามาตรการบ้านหลังแรกนั้น ยังมีความสับสนไม่น้อย ท่ามกลางความคาดหวังของคนเตรียมซื้อบ้าน ดูเหมือนว่าแนวทางการให้สินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปีคงจะต้องพับไป เนื่องจากกระทรวงการคลังต้องจัดงบประมาณชดเชยให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นเม็ดเงินไม่น้อย ทำให้นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ไม่เห็นด้วย เนื่องจากงบประมาณมีค่อนข้างจำกัด ดังนั้น นโยบายบ้านหลังแรกต้องเปลี่ยนรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์เป็นการนำราคาบ้านมาหักเป็นค่าลดหย่อนก่อนคำนวณรายได้สุทธิไม่เกิน 3 แสนบาท จำกัดราคาบ้านไม่เกินหลังละ 5 ล้านบาท
เบื้องต้นกำหนดเกณฑ์ไว้ว่า ต้องเป็นบ้านใหม่ คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์ ไม่รวมการกู้เพื่อปลูกบ้านเอง และไม่รวมการซื้อบ้านมือสอง อีกทั้งต้องซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ภายในปี 2555 โดยต้องการให้ผู้ซื้อบ้านได้สิทธิ์รับลดหย่อนภาษี 3 แสนบาทในปีเดียว และคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์ประมาณ 1 แสนคน
ขณะที่ นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ยืนยันว่า ข้อเสนอที่กรมเตรียมไว้จะให้นำเงินต้นมาหักลดหย่อนภาษีเฉลี่ย 5 ปี เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับกรมมากเกินไป ซึ่งแนวทางนี้น่าจะดำเนินการได้เร็ว เพราะในสมัยรัฐบาลชุดก่อนเคยออกกฎกระทรวงการคลัง เพื่อเปิดช่องให้นำเงินต้นมาหักลดหย่อนภาษีได้ด้วยอีก 1 แสนบาท เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาฯ จึงอาจนำมาใช้เทียบเคียงกันได้ โดยการลดหย่อนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นมาจากการหักลดหย่อนดอกเบี้ยซื้อบ้านปีละไม่เกิน 1 แสนบาท ให้ทุกราย ไม่ได้จำกัดเฉพาะบ้านหลังแรก ทำให้ผู้ซื้อบ้านภายใน 1 ปี หลังจากมาตรการมีผลบังคับใช้จะได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีซื้อบ้านจากทั้ง 2 ทาง เพราะจะเป็นการเพิ่มช่องหักลดหย่อนต่างหากเวลายื่นภาษีปลายปี คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณปีละ 1,000 ล้านบาท
มองมาตรการเอื้อ"คนรวย"
ด้านแหล่งข่าวการสรรพากรระบุว่า การหักลดหย่อนซื้อบ้าน 3 แสนบาท น่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่คนรวย เพราะการจะผ่อนชำระเดือนละ 2.5 หมื่นบาทต่อเดือนนั้น ต้องมีรายได้ถึงเดือนละ 5 หมื่นบาท จึงจะสามารถผ่อนชำระหรือซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาทได้ และการหักลดหย่อนภาษีปลายปีนั้น หากมีรายได้น้อยและหักลดหย่อนภาษีอื่นๆ ได้ จนไม่มีภาระภาษีอยู่แล้วก็ไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ จึงมองว่าน่าจะเป็นการช่วยผู้มีรายได้ให้มีบ้านคนของตัวเอง
ขณะที่ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง ในฐานะที่กำกับดูแลธอส.ชี้แจงว่า ได้หารือกับผู้บริหาร ธอส.แล้ว เบื้องต้นทราบว่า ธอส.มีโครงการปล่อยสินเชื่อซื้อบ้าน 0% นาน 2 ปี ให้แก่ผู้ซื้อบ้านหลังแรก ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทอยู่แล้ว หลังจากนี้คงต้องหารือในรายละเอียดว่าจะผลักดันนโยบายบ้านหลังแรกของรัฐบาลให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้เร็วที่สุดอย่างไร
ด้าน นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธอส.ระบุว่า กระทรวงการคลังยังไม่เคยให้นโยบายเรื่องบ้านหลังแรกที่ชัดเจน และยืนยันว่า หากจะให้ทำโครงการบ้านหลังแรกดอกเบี้ย 0%น าน 5 ปี 3 ปี หรือ 2 ปีต่อเนื่องจากโครงการเดิมก็จะต้องมีการจัดสรรงบเพื่อชดเชยให้เหมือนที่ผ่านมา คงขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังจะตัดสินใจ ธอส.ในฐานะผู้ปฏิบัติงานไม่ได้เร่งรีบอยู่แล้ว แต่ยืนยันว่าคงนำมาเป็นแคมเปญปกติของธนาคารไม่ได้



