ข่าว

'การทูตสีเขียว'จุดเริ่มสู่'กรีน อีโคโนมี'

'การทูตสีเขียว'จุดเริ่มสู่'กรีน อีโคโนมี'

12 ก.ย. 2554

เศรษฐกิจสีเขียว(Green Economy)เป็นกระแสที่มาแรงในชาติตะวันตก ที่ผู้คนเสพวัตถุนิยมจนอิ่มตัวแต่ตอบโจทย์ความสุขในชีวิตไม่ได้ จึงต้องค้นหาด้วยการรักษาสมดุลระหว่างระบบนิเวศวิทยากับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไม่หยุดนิ่ง

          ในระบบทุนนิยมศตวรรษที่ 21 จะเห็นว่า มีการมุ่งเน้นสินค้าที่ตอบสนองคุณค่าทางจิตใจ โดยกำหนดให้ “เศรษฐกิจสีเขียว” เป็นกิมมิคในการผลิตสินค้ายุคปัจจุบัน และเพื่อให้ก้าวทันต่อกระแสโลกที่ว่านี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดกิจกรรมการทูตสีเขียว (Green Diplomacy) ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภค ที่นำไปสู่ Green Economy” โดยนายวิชาวัฒนา อิสรภักดี อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวว่า กิจกรรมนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้และสร้างการตื่นตัวให้แก่ประชาชน ในเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งมีความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 

          รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ ผอ.โครงการนิติเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสีเขียว เป็นการรักษาระบบนิเวศ และดูแลมลพิษทางน้ำ อากาศ ดิน ให้เหมาะสมกับระดับเศรษฐกิจที่เติบโต หรือด้านหนึ่งเป็นการรักษาระดับกรีนจีดีพี ที่คิดคำนวณจากความสูญเสียด้านสิ่งแวดล้อม กับเงินงบประมาณของประเทศที่นำไปจัดการกับสภาพแวดล้อม เช่น เกาหลีใต้จัดสรรงบประมาณ 10 % เพื่อใช้จัดการกับระบบนิเวศวิทยา สร้างความสมดุลระบบนิเวศวิทยากับเศรษฐกิจของประเทศ

          ผอ.โครงการนิติเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ กล่าวอีกว่า ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างระบบเศรษฐกิจประเทศกับสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Climate Change) ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันแก้ไข โดยในการรายงานวิจัย ปี 2548 ระบุว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมากเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคอาเซียน สิ่งนี้ทำให้เราเพิกเฉยไม่ได้ เนื่องจากภาวะเช่นนี้ จะส่งผลในระยะยาว อาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมตามแนวชายฝั่ง ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2613  

          ทางด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 กำหนดให้กรีน อีโคโนมี เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สร้างเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องดำเนินการใน 4 ข้อใหญ่ ได้แก่ 

          1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค ซึ่งภาคการผลิตต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าที่ผลิตอยู่ในปัจจุบัน และหันมาให้ความสำคัญสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

          2.การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวางพื้นฐานให้แก่สังคม เริ่มตั้งแต่ในสถาบันการศึกษา แต่การนำมาใช้ประโยชน์นั้น จะต้องนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาด้วย ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยเพิ่มงบประมาณเพื่อวิจัยและพัฒนาเป็น 2% ของจีดีพี จากเดิมอยู่ที่ 0.2%
เพราะประเทศที่จะชนะใจคนได้ ต้องมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา

          3. มีมาตรการภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจจัดสรรทรัพยากรตอบสนองการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

          4.ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันสร้างเศรษฐกิจสีเขียวให้แก่ประเทศ โดยดึงเอกชนมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต ส่วนภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการดูแลชุมชนและองค์กร ขณะที่ภาครัฐต้องเป็นแกนหลักดำเนินนโยบายเพื่อนำไปสู่การเศรษฐกิจสีเขียว ตั้งแต่การวางยุทธศาสตร์ จนถึงการกำหนดระบบจัดซื้อจัดจ้างที่มีการนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นเงื่อนไข และขับเคลื่อนโครงการนำร่องใช้พลังงานทดแทน