
'เฉลิม'ลั่น'รบ.เเม้ว'ไม่มีฆ่าตัดตอน
"ยิ่งลักษณ์" เปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด "เฉลิม" ประกาศให้ ปปง.ยึดทรัพย์ผู้ค้า ปิดคดีใน 30 วัน อ้างผลสอบ"รบ.ขิงแก่" ระบุ "รบ.เเม้ว" ไม่มีฆ่าตัดตอน
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ที่ทำเนียบฯ โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รมว.ศึกษาธิการ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก พล.ท.อุดมเดช สีตะบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาการ ผบ.ตร. และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชย์ อดีตรมช.มหาดไทย ร่วมประชุม
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ตนขอบคุณทุกภาคส่วนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมรวมพลังกันในวันนี้ ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งแต่เป็นปัญหาของคนไทยทั้งประเทศ โพลล์ระบุให้รัฐบาลแก้ปัญหานี้เร่งด่วน ยาเสพติดในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเร็ว จากตัวเลขปี 2550 มีผู้เสพ 490,000 ราย แต่กลับเพิ่มขึ้น 3เท่าใน 4 ปี พื้นที่เป้าหมาย 6 หมื่นกว่าหมู่บ้านจาก 8 หมื่นกว่าหมู่บ้าน เราต้องคืนลูกหลาน 4 แสนกว่ารายให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม ตนเป็นแม่และเห็นข่าวยาบ้าที่ขายกันทั่วตลาด วันนี้ดีใจที่พ่อแม่บางคนได้ลูกกลับคืนมา เราต้องรวมพลังนำคนป่วยกลับคืนเป็นคนดี
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดรัฐบาลถือเป็นวาระแห่งชาติและเพื่อสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ทรงชี้ให้เห็นภัยอันตรายของยาเสพติด รัฐบาลและทุกภาคส่วนได้น้อมนำข้อห่วงใยของพระองค์ท่าน มากำหนดเป็นนโยบายและวาระแห่งชาติ ภายใต้ปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด โดยต้องลดปัญหายาเสพติดให้ได้ภายใน 1 ปี ทุกฝ่ายต้องทำงานแบบบูรณาการเป็นระบบ และจะต้องลดความรุนเเรงได้ 80 เปอร์เซนต์
“ปัจจัยที่เคยทำมาสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร 6 ประการคือ 1.ยึดพื้นที่เป็นฐาน เพื่อแบ่งพื้นที่ดูแลสอดส่อง 2.มอบบทบาทความรับผิดชอบร่วม 3. เชื่อมระบบข้อมูลผู้ค้าและกลุ่มเสี่ยงจากอำเภอและจังหวัดมายังส่วนกลาง 4. แยกกลุ่มผู้เสพที่บำบัดได้ 300,000 ราย 5.กำหนดกลไกการทำงานของศูนย์อำนวยการที่สั่งการไปยังภูมิภาค 6.มีเจ้าภาพที่ชัดเจน” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลนี้จะนำผลโพลล์มาประมวลและประยุทธ์เข้ากับแผนปฏิบัติการโดยมี 6 ประการคือ 1.เสริมสร้างพลังแผ่นดินฯเน้นชุมชนและหมู่บ้านที่ต้องนำพลังจากทุกภาคส่วนและน้อมนำพระราชเสาวนีย์ฯเป็นหลักปฏิบัติมาประมวล พัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังทั่วประเทศ เน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขยายกองทุนแม่แห่งแผ่นดิน 2.การแก้ปัญหาผู้เสพ หลักสำคัญคือต้องถือว่าผู้เสพคือคนไข้ที่ป่วย รัฐบาลต้องการเห็น 400,000 คนกลับคืนเป็นคนดีของสังคม โดยแบ่งการบำบัดเป็น 3 ระดับคือ ผู้ป่วยหนัก ปานกลาง และเล็กน้อย โดยผู้ป่วยหนักและปานกลางต้องร่วมมือกับโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ของกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุขต้องบำบัดรักษา ส่วนผู้ป่วยเล็กน้อยนั้นจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมบูรณการให้หายขาดและฟื้นฟู ตนอยากเห็นขั้นตอนนี้ที่ต้องให้ความรู้ของยาเสพติดและสร้างอาชีพใหม่ให้มีงานทำ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า 3.การป้องกันพื้นที่กลุ่มเสี่ยง โดยจะมองพื้นที่จาก 8 หมื่นกว่าชุมนชนให้เหลือ 6 หมื่นชุมชน โดยจัดพื้นที่ว่างเปล่าในพื้นที่กลุ่มเสี่ยงให้มีลานกิจกรมและกีฬาทดแทน ไม่ให้กลุ่มเสี่ยงไปค้ายาเสพติด 4.การปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดและผู้ทรงอิทธิพลที่ยึดหลักนิติธรรม มาตรการทางกฎหมายต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม จริงจังเข้มงวด ตนขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการขั้นตอนที่ยากลำบาก 5.ส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศและชายแดนในการป้องกัน ป้องปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติและนำสารตั้งต้นเข้ามาในประเทศ การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องไม่พัวพันกับยาเสพติดเด็ดขาด และขอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาและใช้มาตรการทางปกครองวางไว้เป็นภาพรวม และพยายามกำจัดปริมาณการค้ายาเสพติดข้ามชาติจากทุกแหล่ง 6.ดึงผู้ป่วย 4 แสนกว่ารายมารักษา ตรงนี้จะเป็นการลดปริมาณการค้าขายยาเสพติดจะทำให้ทำงานง่ายและเป็นระบบ
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายไว้ 6 ประการคือ 1.ลดปัญหายาเสพติดและสร้างความเข้มแข็งให้กับ 6 หมื่นชุมชน ลดจำนวนผู้เสพและผู้ป่วย 4 แสนรายทั่วประเทศ โดยมีมาตรการเฝ้าระวังไม่ให้ผู้ป่วยกลับไปเสพยาเสพติดอีก ขั้นต่ำร้อยละ 80 ลดพื้นที่เสี่ยงและเฝ้าระวังทุกจังหวัด ลดปริมาณยาเสพติดตามจังหวัดชายแดน ปรับระบบการบริหารจัดการให้บูรณการเป็นเอกภาพ 2.กำหนดให้มีศูนย์อำนวยการระดับชาติจากส่วนกลาง คือศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ(ศพส.) ทำงานร่วมกับกระทรวง จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแนวชายแดน ส่วนระดับชุมชนนั้น ขอให้ผู้ว่าฯและอำเภอจัดตั้งศูนย์พลังแผ่นดิน โดยมีหน้าที่รวบรวมส่งข้อมูลในระดับพื้นที่มายังส่วนกลางที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ในฐานะผอ.ศูนย์ฯ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า 3.จัดโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การให้คุณและโทษกับเจ้าหน้าที่ 4.ขอทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนรายงานข้อมูล โดยข้าราชการระดับสูงในจังหวัดเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ และขอให้ทุกส่วนราชการและท้องถิ่นถือเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนศปส.ทุกระดับ 5.ขอให้ปปส.ทำหน้าที่เร่งรัดอำนวยการสนับสนุนศปส. 6.ขอให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณลงไปให้ทุกระดับ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
นายกฯ กล่าวว่า ตนขอให้ทุกฝ่ายกลับไปวิเคราะห์ต้นเหตุปัญหาและสาเหตุที่เยาวชนซึ่งถือเป็นกำลังของชาติติดยาเสพติด และให้ถือเป็นวาระของชาติ โดยอยากเห็นคนกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมไทย ตนขอบคุณทุกภาคส่วนที่มารวมพลังร่วมแก้ไขปัญหา ปฏิบัติการครั้งนี้จะไม่สำเร็จหากทุกคนไม่ร่วมมือ
"เฉลิม"อ้างผลสอบรบ.ขิงแก่ระบุรบ.แม้วไม่มีฆ่าตัดตอน
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดิน เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.) กล่าวมอบนโยบายว่า สำหรับการปราบปรามยาเสพติดนั้น จะยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมากล่าวหากันว่ามีการฆ่าตัดตอน แต่จากผลการสอบสวนของรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้สั่งให้มีการสอบสวนทั้งหมด และชัดเจนว่า ไม่มีการฆ่าตัดตอนแม้แต่คดีเดียว นอกจากนี้คณะกรรมการสอบสวนชุด พล.ต.อ.จงรัก จุทานนท์ อดีตรองผบ.ตร. ที่ตั้งขึ้นมาก็ระบุเหมือนกันว่า ไม่มีการฆ่าตัดตอน และดูเหมือนจะมีเรื่องเดียวที่ตำรวจไปเกี่ยวข้องคือ กรณีที่อดีตตำรวจ สน.บางชัน ไปยิงรถคนร้ายค้ายาเสพติด แล้วแฉลบไปถูกลูกของคนร้ายหรือน้องฟลุ๊คที่อยู่ในรถด้วยเสียชีวิต
“สำหรับผม จะใช้หลักละมุนละม่อม แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ก็คงจะไม่ถึงกับต้องเอาผ้าขาวไปกราบว่า ขอจับเถอะนะ ซึ่งการปราบปรามแบบจะดำเนินการควบคู่กับการยึดทรัพย์ ปปง.และ ปปส.จะต้องเข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลให้มากขึ้น หากใครค้ายาเสพติดเงินที่ได้มาทั้งหมดจะต้องถูกยึดทรัพย์ และผมจะดำเนินการประสานงานกับต่างประเทศ เพื่อนำ ปปส. ทุกหน่วยงานไปอยู่ในประเทศเป้าหมาย ที่เป็นสาเหตุของยาเสพติดในประเทศไทย หากผมเจรจาให้ประเทศนั้น ลดราวาศอกเรื่องยาเสพติดกับประเทศเราไม่สำเร็จ ผมก็จะฟ้องร้องต่อโลก โดยจะมีการร้องเรื่องนี้กับองค์การสหประชาชาติ ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวและว่า สำคัญคือ จะมีการบริหารจัดการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตนจะลดนโยบาย ลดยุทธศาสตร์ แล้วนำการปฏิบัติการมานำทั้งหมด โดยจะมีความเด็ดขาดและการสอบสวนจะให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันทุกกรณี ไม่ใช่ขยายเวลาการสอบอยู่เรื่อยไป
“จากนี้ไปอีก 10 วันผมประชุม ปปส. หลังจากนั้นผมลงพื้นที่ 3 จังหวัด (จ.เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน)ก็ขอความกรุณาแม่ทัพนายกองทั้งหลายว่า ขอให้สนับสนุนผมด้วย และต่อจากนี้ไปผมจะพูดเรื่องการเมืองให้น้อยลง จะมาทำเรื่องยาเสพติดให้มากขึ้น ที่สำคัญคือ กองบัญชาการกองทัพบก ต้องช่วยผมด้วย เพราะผมเคยเป็นกำลังพลของกองทัพบกมา เคยอยู่กองทัพบกมา 7 ปีก่อนที่จะย้ายมาเป็นตำรวจ ดังนั้นผมถือเป็นคนของทั้งกองทัพบกและตำรวจ ครั้งนี้หากผมทำผิดพลาด ท่านทั้งหลายก็ต้องรับผิดชอบร่วมกับผมด้วย ในทางการเมือง ผมอาจจะดูแล้วไม่น่ารัก ดูแล้วน่าหมั่นไส้ แต่อย่าโกรธผมเลย ผมไม่เคยทุจริต ผมขอฝากเนื้อฝากตัวเอาไว้กับท่าน ผมยืนยันว่าจะตั้งใจทำงาน ไม่มีเรื่องการหาผลประโยชน์ ไม่มีการทุจริต ถ้าทุจริตขอให้ผมวิบัติหายนะ แต่ถ้าผมทำสำเร็จ ผมไม่ขออะไรมาก แค่ขอรัฐบาลชุดนี้ครบ 4 ปี แล้วอีก 4 ปีอีก 4 ปี รวมเป็น 12 ปีเท่านั้นก็พอ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวและว่า
รัฐบาลตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า 1 ปีจะลดยาเสพติดให้ได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า จะกวาดล้างยาเสพติดให้หมดสิ้นไปทันที ดังนั้นตนตั้งใจว่า ประการแรกจะต้องลดปริมาณยาเสพติดและกลุ่มเสี่ยงให้ได้ โดยเฉพาะในสถานบริการ ล่าสุดได้พูดคุยกับเลขาธิการปปส. โดยให้มีการคงหน่วยงาน ปส.315 ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพราะมีความจำเป็นจะต้องเอาไว้ช่วยงานเรื่องยาเสพติด เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้มีความรู้ความสามารถ นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์จะต้องเอาจริงเอาจัง เพราะในสมัยหนึ่ง ตนเคยไปพบกับหลานชายของนายเหว่ย เซี๊ยะ กัง พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งได้บอกว่า เหว่ย เซี่ยะ กัง ได้จ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ไทย 30 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้บอกว่าจ่ายให้กับใคร แต่ได้ทำให้ตรวนที่ผูกเอาไว้ที่ข้อเข้านายเหว่ย เซี่ยะ กัง หลุดออกจากขาและพ้นจากการถูกจองจำในประเทศไทยเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว
“ผมไม่โทษใคร แต่วันนี้เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก และเราต้องแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด โดยเฉพาะการสั่งซื้อขายยาเสพติดจากในเรือนจำ หากท่านไม่สามารถตัดสัญญาณโทรศัพท์หรือห้ามไม่ให้มีการขายโทรศัพท์ในเรือนจำได้ ท่านก็ควรจะดักฟังไปเลย” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สำหรับมาตรการปิดรอยตะเข็บชายแดนนั้น พบว่าในพื้นที่ จ.เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เป็นจุดที่มียาเสพติดผ่านทั้งหมด 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือมาจากทางอื่น ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องต้องไปจัดการปิดตะเข็บชายแดนให้เรียบร้อย ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง และหากวันนี้มีการตั้งด่าน 80 ด่านก็ขอให้เพิ่มเป็น 200 ด่าน และต้องขอร้อง ผบ.ทบ.ว่า ด่านที่เราตั้งเอาไว้บริเวณชายแดน จ.เชียงราย หากวางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีกันดี เอาลวดหีบเพลงไปวางในแม่น้ำสาย ให้ได้ทั้งหมด ก็ไม่ต้องมารุ่มร่ามยุ่งยากในชุมชนและในพื้นที่ กทม. รวมทั้งต้องมีมาตรการสกัดสารตั้งต้นที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย นอกจากนี้ ต้องขอร้องกระทรวงสาธารณสุขช่วยหาทางควบคุมการนำเข้ายาแก้หวัดและยาแก้ไอให้ได้ เพราะที่ผ่านมาเรามีการนำเข้ากันมากมายจนดูเหมือนว่าไม่สามารถควบคุมอะไรได้
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ส่วนมาตรการการป้องกันนั้น การที่จะมีศูนย์พลังแผ่นดินอยู่ทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอและจังหวัด โดยตนกราบขอร้องเลยว่า ขอให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดให้เดินไปด้วยกันในการแก้ไขปัญหายาเสพติด และเพื่อให้ได้ผลเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรู้ว่าในพื้นที่สถานบริการใด เจ้าของสถานบริการไปตั้งโต๊ะขายยาไอซ์ก็ต้องดำเนินการให้หมด
“สำหรับมาตรการบำบัดฟื้นฟูนั้น ผมได้แจ้งไปยัง รมว.กลาโหม และ รมว.ยุติธรรม ขอให้ไปตรวจดูผู้ต้องโทษยาเสพติดทั้งในคุกทหารและเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ หากคนใดมีพฤติกรรมดีก็ให้เอามาเข้าโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง เพราะวันนี้เรือนจำมันล้นแล้ว ก็ต้องเอาออกมา หากเป็นผู้หญิงก็จะใช้ตำรวจหญิงพลร่มในการดูแล หรือหากเป็นผู้ชายก็จะใช้ทหารในการควบคุม” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
"เพรียวพันธ์"เผย ตร.พร้อมทำงานปราบยาเสพติด
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะรักษาราชการแทน ผบ.ตร. กล่าวว่า ในการปราบปรามยาเสพติดนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้สั่งกำชับไปยังทุกกองบัญชาการแล้ว ทั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ ให้เข้มงวดขึ้น ส่วนการปราบปรามในเชิงลึก ตำรวจได้ดำเนินมาก่อนหน้านี้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการทั้งหมด 18 ชุด โดยเป็นชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บช.ภ.5 - 6 ทั้งนี้เจ้าหน้าที่หนึ่งชุด จะมีเจ้าหน้าที่ 17-18 นาย ที่จะระดมปราบปรามในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย และ จ.แม่ฮ่องสอน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดน เข้ามาในพื้นที่กทม.
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวต่อไปว่า เบื้องต้นจะต้องเห็นผลภายใน 3 - 4 เดือน ซึ่งต่อจากนี้จะมีการดึงเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เข้ามาช่วยประกอบกำลังด้วย แต่จะยังไม่มีการนำชุดปฏิบัติการดังกล่าว มาใช้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะต้องรอการประเมินเสียก่อน นอกจากนี้จะมีการสนับสนุนเรื่องงบประมาณต่างๆ ทั้งการจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์ และรถยนต์ไว้ใช้ในพื้นที่เข้าไปเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่
มท.1จี้ชุมชุมตั้ง“ตาสัปปะรด”เฝ้าระวังยาเสพติด
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวในการประชุมปฏิบัติการวาระเเห่งชาติ พลังเเผ่นดินเอาชนะยาเสพติดว่า ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดและปลัดกระทรวงมหาดไทย ตนได้มีประสบการณ์ละเอียด ในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นด้วยหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สายตรวจ ตำรวจ อสม. ซึ่งทราบเป็นอย่างดีว่าบ้านหลังไหนเป็นผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้เสพ ไม่มีใครที่ไม่ทราบ สำคัญที่นโยบายรัฐเอาจริงในเรื่องดังกล่าวหรือไม่
นายยงยุทธ กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นว่า 3 เดือนเห็นผล 1 ปี ลดเหลือน้อยที่สุด หลักการคือให้ผู้นำชุมชนตั้งกลุ่มตาสัปปะรด สามารถฉายทุกพื้นที่ว่าทำอะไรอยู่ แยกผู้เสพออกมาบำบัดรักษา นายอำเภอต้องบูรณาการแผนอำเภอ กระทรวงมหาดไทยก็บูรณาแผนทั้งประเทศ จะไม่เหลือคนทำผิดในอดีตเราไม่เคยใช้ อปท.เข้ามาใช้ในเรื่องนี้เลย ซึ่งจะช่วยเรื่องศูนย์เยียวยา กระทรวงสาธารณสุขช่วยเรื่องแพทย์บุคลากร ทำเรื่องนี้สำเร็จแน่นอน ร้อยละร้อย 76 จังหวัดจะปลอดยาเสพติดตรงตามพระราชดำรัสของแม่แห่งแผ่นดิน
“สธ.” ยึด โครงการ “ทูบีนัมเบอร์วัน” บำบัดผู้ป่วยยาเสพติด
จากนั้นนายวิทยา บูรณศิริ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า เรื่องผู้เสพใหม่ นั้นกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมมาตรการรองรับทั้งโรงพยาบาล บุคลากร อสม. ซึ่งอสม.จะช่วยเฝ้าระวัง เราคาดหวังไม่ให้กลุ่มใหม่ผู้เสพใหม่ โดยจะใช้โครงการทูบีนัมเบอร์วันช่วย จะตั้งมั่นนโยนบายฟื้นฟูให้ชุมชน ครอบครัว โงพยาบาลศูนย์ จะมีการประสานทุกส่วนให้นโยบายตามที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้มีความชัดเจน
“บิ๊กอ๊อด” ลั่น อย่าให้มีจนท.รัฐเกี่ยวข้องยาเสพติด
ด้านพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันได้กำหนดให้มีการเอาชนะยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการโดยเร็ว เพื่อให้มีประสิทธิภาพ กระทรวงกลาโหมจะสนับสนุนและปฏิบัติการปราบยาอย่างเต็มที่ กระทรวงกลาโหม ถือว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญ และมีนโยบายให้ทุกกองทัพ พัฒนาบทบาทปรับปรุงตามแผนรัฐบาล
รมว.กลาโหมระบุว่า ทหารทุกคนต้องดำเนินการให้ชุมชนทหารเป็นเขตปลอดยา สนับสนุนนโยบายรัฐ โดย 1.ป้องกันไม่ให้กำลังมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องยาเสพติด พัฒนาคุณภาพชีวิตกำลังพล จัดสวัสดิการเพียงพอ ประกอบอาชีพสุจริต ดำรงชีวิตอย่างมึความสุข เข้มงวด ไม่ให้กำพลยุ่งเกี่ยว เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐต้องดำเนินจริงจังและเด็ดขาดไม่หวั่นอิทธิพล 2.ข่าวกรองด้านยาเสพติด ทหารจะต้องเพิ่มเป้าหมายยาเสพติดให้เหมาะสมสถานการณ์ ปลูกฝั่งจิตสำนึกสอดส่องเกี่ยวกับยาให้ผู้บัญชาการทราบ เพื่อบูรณาการยาเสพติดมากขึ้น ให้ข่าวกรองปฏิบัติ ยาข่าวยาทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งประสานขอการข่าวยาจากมิตรประเทศผ่านคณะกรรมการชายแดน
พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า 3.สกัดนำเข้าส่งออกยาเสพติดตามแนวชายแดน ส่งเสริมความเข้มแข็งหมู่บ้าน ชุมชนชายแดน ตั้งจุดตรวจสะกัด ตามแนวชายแดน เสริมสร้างชุดสุนัขทหารให้ตรวจค้น 4.สนุบสนุนกระทรวงมหาดไทย พัฒนาหมู่บ้านแม่ของแผ่นดินอย่างเต็มที่ 5.สนับสนุนบำบัดรักษาผู้ติดยา เตรียมความพรี้อมเจ้าหน้าที่ สถานที่เพื่อรองรับผู้ติดยา โดยโครงการวิวัฒพลเมือง ขยายขีดความสามารถนักเรียนให้ได้ตามเป้าหมาย 3 หมื่นคน และ 6.ผบ.ทุกระดับ จะต้องให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติด ถือเป็นวาระแห่งชาติ จัดระบบ ติดตามประเมินผล เสนอแนะปรับปรุงประสิทธิภาพ
ยธ.เผย ใช้ไม้นวมแก้ปัญหายาเสพติดก่อน ลั่น กวาดล้างปัญหาในเรือนจำ
ต่อมาพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมได้กำหนดแนวทางไว้ 5 ประการ คือ 1.จะยังไม่ใช้มาตรการที่เข้มงวดแต่จะเป็นการโอกาส อาทิเช่น การนำผู้เสพมาบำบัดฟื้นฟูนอกจากนี้กำหนดให้มียุติธรรมจังหวัด โดยการรวมองค์กรยุติธรรมในจังหวัดเข้ารวมกันและจะเป็นแกนกลางในการประสานงานกับองค์กรต่างๆในพื้นที่เพื้อไขปัญหายาเสพติดและการนำกระบวนการทางเลือกมาใช้ในการปราบปรามยาเสพติด 2.การนำหลักนิติธรรมมาใช้อย่างจริงจัง โดยเน้นการทำงานกับเครือข่ายแนวร่วมกับกรมที่ทำงานให้กับกระทรวงยุติธรรม ป.ป.ส.,ป.ป.ช.,ป.ป.ง.และกรมคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และจัดการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด 3.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่บำบัดรักษาและฟื้นฟูจะสนับสนุนหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ในแก้ไขยาเสพติด 4.จะมอบหมายให้กรมราชทัณฑ์แก้ไขปัญหายาเสพติดในเรือนจำอย่างเข้มงวด 5.กระทรวงยุติธรรมจะดำเนินการบูรณาการงานผ่านหน่วยงานต่างๆอาทิเช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด



