ลุ้นตั้ง'แบงก์ชุมชน'แห่งแรกที่แอลเอ
คณะผู้บริหารหอการค้าไทยอเมริกันฯเยือนไทย จับเข่าคุยผู้บริหารกระทรวงเศรษฐกิจสัปดาห์นี้ ดันตั้งธนาคารชุมชนไทยในแอลเอ พัฒนาไทยทาวน์
หากจะเอ่ยถึงชุมชนคนไทยและธุรกิจไทยในสหรัฐอเมริกา คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงลอสแอนเจลิส หรือที่นิยมเรียกย่อๆ ว่า “แอลเอ”
นครลอสแอนเจลิสตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แม้ไม่ใช่เมืองหลวงของรัฐ แต่ก็เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด ไม่ใช่แค่ในรัฐ แต่เป็นอันดับ 2 ของอเมริกา
ที่สำคัญคือมีคนไทยไปพำนักอาศัยและตั้งรกรากทำมาหากินอยู่ที่นั่นมากกว่า 3 แสนคน
หลายเสียงบอกตรงกันว่า ลอสแอนเจลิสนั้นไม่ต่างอะไรกับจังหวัดที่ 78 ของประเทศไทยไปแล้ว เพราะมีทุกอย่างที่เกี่ยวกับ “ไทย” ทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ยังไม่มีอยู่อย่างเดียวคือ “ธนาคารชุมชนไทย” ที่คนไทยเป็นเจ้าของ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนธุรกิจของคนไทย
ฟันเฟืองของคนไทยในแอลเอ เริ่มจากคนไทยกลุ่มแรกที่ไปตั้งรกรากเมื่อทศวรรษที่ 60 (ค.ศ.1960-1969) โดยในปี ค.ศ.1965 หรือ พ.ศ.2508 มีคนไทยในแอลเอราว 500 คน ผ่านมา 46 ปี จำนวนคนไทยพุ่งทะยานไปถึง 3 แสนคน
ปี ค.ศ.1969 หรือ พ.ศ.2512 มีคนไทยเปิดร้านอาหารไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ชื่อร้านพุทธชาติ ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยมากกว่า 1 พันแห่งในแคลิฟอร์เนีย เฉพาะในแอลเอมีถึง 860 ร้าน
ในแง่ของการสื่อสารระหว่างชุมชนคนไทยด้วยกัน
เริ่มมีหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกในแอลเอตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 70 และในปี ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) ก็เริ่มมีหนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่ออกประจำแบบไม่ใช่รายสะดวก กระทั่งปัจจุบันมีหนังสือพิมพ์ภาษาไทยมากถึง 6 ฉบับ
ปี ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) การบินไทยเปิดเส้นทางบินไปลงที่แอลเอ ทำให้เกิดการขนส่งคนและสินค้าขนานใหญ่
แอลเอยังเป็นศูนย์กลางของส่วนราชการไทยในสหรัฐอเมริกา มีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย มีสำนักงานส่งเสริมการลงทุน มีสำนักงานพาณิชย์ และวสำนักงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ในด้านวัฒนธรรม มีวัดไทยในแคลิฟอร์เนียมากถึง 90 วัด มีชมรมและสมาคมคนไทยกลุ่มต่างๆ หลายสิบกลุ่ม อาทิ ชมรมชาวใต้ ชมรมชาวเหนือ ชมรมธรรมศาสตร์ ชมรมจุฬาฯ หรือแม้แต่ชมรมศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ ฯลฯ
แต่ชุมชนไทยกลับไม่มีสถาบันการเงินเป็นของตัวเองที่ประกอบธุรกิจเพื่อคนไทยในแอลเอและในสหรัฐอเมริกา
ล่่าสุดจึงมีการศึกษาแนวทางการจัดตั้ง “ธนาคารชุมชนไทย” โดยการผลักดันของ นายดำรง ใคร่ครวญ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส และมี ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย นักวิชาการและนักการธนาคารชาวไทย เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการศึกษา รวมทั้งจัดทำรายงานเสนอกลับมายังรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย
สินทรัพย์ 50 ล้านเหรียญ-รัฐบาลร่วมทุน
รายงานการศึกษาแนวทางการจัดตั้งธนาคารชุมชนไทยในสหรัฐ (แอลเอ) มีสาระสำคัญระบุว่า ความจำเป็นและความต้องการแหล่งเงินทุนสนับสนุนการทำธุรกิจของคนไทย หรือ Source of financing เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมากพอที่จะจัดตั้งธนาคารชุมชนไทยได้ เนื่องจากธุรกิจของคนไทยในแอลเอมีมากกว่า 100 สาขา ขณะที่ชุมชนชาติอื่นๆ ล้วนมีธนาคารชุมชนของตนเองทั้งสิ้น เช่น เกาหลีมีธนาคารชุมชนถึง 16 แห่ง เวียดนาม 2 แห่ง กัมพูชา 1 แห่ง เป็นต้น
ผลการศึกษาพบว่า ธนาคารชุมชนไทยน่าจะมีสินทรัพย์ในระยะเริ่มต้นเพียง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 1,500 ล้านบาท) เท่านั้น เพราะสามารถปล่อยกู้ได้ 10 เท่า คือ 500 ล้านเหรียญ จึงไม่จำเป็นต้องระดมทุนมากถึงระดับพันล้านเหรียญ โดยรัฐบาลควรนำเงินมาร่วมลงทุนประมาณ 20-30% ส่วนอีก 20-30% เปิดรับนักลงทุนท้องถิ่นไทย ที่เหลือเปิดให้ธนาคารสัญชาติไทยเข้ามาซื้อ โดยสาเหตุที่ต้องมีรัฐบาลไทยเข้ามาร่วมลงทุนก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ช้อนซื้อแบงก์อเมริกันใกล้ล้ม
วิธีการจัดตั้งธนาคารชุมชนไทยมี 2 วิธี คือ 1.ตั้งธนาคารขึ้นใหม่ แต่ปัจจุบันติดปัญหามีกฎของรัฐบาลกลางสหรัฐห้ามตั้งแบงก์ใหม่ในอเมริกาจนถึงปี ค.ศ.2013 และ 2.ซื้อธนาคารที่มีอยู่แล้วมาวางระบบบริหารจัดการใหม่ ซึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า เนื่องจากธนาคารหลายแห่งในอเมริกากำลังประสบปัญหา จึงน่าจะหาซื้อได้ในราคาถูก
ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า การขออนุญาตจัดตั้งธนาคาร มีช่องทางอยู่ 2 ระดับ คือขออนุญาตจากรัฐ ในที่นี้คือรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือขออนุญาตจากรัฐบาลกลาง แต่ถ้าเป็นการขออนุญาตจากรัฐบาลกลางต้องผ่านกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งค่อนยาก ฉะนั้นวิธีการหาซื้อแบงก์ที่กำลังจะล้ม แล้วจัดทีมผู้บริหารชุดใหม่เข้าไปน่าจะง่ายกว่า
“ปัจจัยสำคัญที่สุดของการบริหารธนาคารคือต้องมีบอร์ดที่แข็งแกร่ง มีประสบการณ์ และรู้เรื่องธุรกิจเป็นอย่างดี” ดร.วิวัฒน์ ระบุ
สาขาแบงก์ไทยปล่อยกู้ลำบาก
ส่วนกรณีที่มีธนาคารสัญชาติไทยหลายแห่งไปเปิดสาขาที่แอลเอ เช่น ธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย ผลการศึกษาชี้ว่า แบงก์ไทยที่ไปเปิดสาขาในสหรัฐไม่ค่อยเป็นประโยชน์กับธุรกิจของคนไทยในอเมริกา เพราะทำหน้าที่เป็น Clearing House คือเคลียร์ แอล/ซี ให้กับสำนักงานใหญ่ของตัวเองในประเทศไทยเท่านั้น
ประกอบกับทางการสหรัฐมีกฎห้ามธนาคารต่างชาติรับฝากเงินจากประชาชน จึงถือว่าสาขาของธนาคารสัญชาติไทยเหล่านี้มีบทบาทไม่ครบวงจรการเป็นธนาคาร และหากจะปล่อยกู้ก็ต้องนำเงินจากประเทศไทยมาปล่อย ซึ่งดอกเบี้ยในประเทศไทยสูงกว่าสหรัฐ เมื่อต้นทุนสูงกว่า จึงยากที่จะปล่อยกู้ในอเมริกาได้
ดึงทรัพย์สิน “วัดไทย” เข้าแบงก์ชุมชน
ในตอนท้ายของรายงานผลการศึกษา ยังระบุถึงประโยชน์ของการจัดตั้งธนาคารชุมชนไทยด้วยว่า คนไทยและชุมชนไทยในสหรัฐมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันต้องฝากไว้ในสถาบันการเงินอเมริกัน ฉะนั้นหากมีธนาคารชุมชนของคนไทยเอง ก็จะสามารถดึงสินทรัพย์จำนวนมหาศาลเหล่านี้มาบริหารจัดการเพื่อคนไทยได้ ทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีสถาบันการเงินเป็นของตัวเองในต่างแดน
นายดำรง ใคร่ครวญ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส กล่าวว่า ไม่เฉพาะแต่ภาคธุรกิจไทย แต่วัดไทยในอเมริกาก็มีทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคจากญาติโยมจำนวนไม่น้อย ทว่าปัจจุบันต้องฝากไว้กับธนาคารอเมริกันทั้งหมด โดยวัดไทยทั่วอเมริกามีถึง 180 วัด เฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียมี 90 วัด
“คิดง่ายๆ แค่นี้ก็ถือได้ว่ามีกลุ่มลูกค้ารออยู่แล้ว ยังไม่นับธุรกิจของคนไทยโดยเฉพาะร้านอาหารที่เปิดอยู่เป็นจำนวนมาก และมีดีมานด์ในเรื่องแหล่งเงินทุนเพื่อยกระดับให้เป็น Fine Dining รองรับลูกค้ากลุ่มไฮ เอนด์ (ลูกค้าระดับบน) อีกด้วย ซึ่งร้านอาหารไทยยังมีร้านประเภทนี้น้อยมากในแอลเอ” นายดำรง กล่าว
ดูจากเหตุผลทั้งหมดเท่าที่สรุปมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดตั้งธนาคารชุมชนไทยในอเมริกาน่าจะถึงเวลาผลักดันให้สำเร็จเสียที นาทีนี้คงอยู่ที่ว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และขุนพลเศรษฐกิจผู้โดดเด่นจากภาคการเงินและตลาดทุนจะ “เคาะ” เมื่อไรเท่านั้นเอง
หอค้าไทยอเมริกันฯเยือนไทย
มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในห้วงสัปดาห์หน้านี้ (12-18 ก.ย.) คือการเยือนประเทศไทยของคณะผู้บริหารหอการค้าไทยอเมริกันแห่งแคลิฟอร์เนีย (Thai American Chamber of Commerce of California หรือ TCCC) นำโดย นายสุทิน ทิวาศาสตร์ ประธานหอการค้าไทยอเมริกันแห่งแคลิฟอร์เนีย และกรรมการผู้จัดการใหญ่โรงแรมลินคอล์นพลาซ่า
คณะผู้บริหารหอการค้าไทยอเมริกันฯ มีกำหนดการเข้าพบรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงเศรษฐกิจและอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพลังงาน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการหารือเพื่อผลักดันการจัดตั้งธนาคารชุมชนไทยในแอลเอ, การพัฒนาไทยทาวน์ ซึ่งได้รับการสถาปนามาตั้งแต่ปี 2542 บนถนนฮอลลีวูดสายตะวันออก โดยเชิญชวนให้รัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนไทยพิจารณาร่วมลงทุนกับนักธุรกิจไทยอเมริกันในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยทาวน์ และจัดตั้งศูนย์กลางชุมชนไทยขึ้นในไทยทาวน์ รวมทั้งหารือเพื่อแก้ไขปัญหาของนักธุรกิจไทยอเมริกันในแคลิฟอร์เนียด้วย
อนึ่ง หอการค้าไทยอเมริกันแห่งแคลิฟอร์เนียเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกาไร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2514 และต่อมาได้รับการสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิสกับกลุ่มนักธุรกิจไทยอเมริกันในแคลิฟอร์เนีย โดยองค์กรเปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อเดือน มิ.ย.2553
ปัจจุบันหอการค้าไทยอเมริกันฯมี นายสุทิน ทิวาศาสตร์ เป็นประธาน มีคณะกรรมการบริหารจำนวน 12 คน และคณะกรรมการอำนวยการ 5 คน มีสมาชิก 150 ราย ซึ่งประกอบด้วยนักธุรกิจไทยอเมริกันในหลากหลายสาขา อาทิ ธุรกิจส่งออกและนำเข้าอาหารและเครื่องดื่ม ชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ร้านนวดและสปา ค่ายมวยไทย ธุรกิจสถานีโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นต้น
การเยือนประเทศไทยครั้งนี้ เป็นการเยือนครั้งแรกของคณะผู้แทนธุรกิจไทยอเมริกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือกับผู้นำระดับสูงของภาครัฐบาลไทย และแจ้งให้ทราบถึงความสำคัญและความต้องการของชุมชนนักธุรกิจไทยในแคลิฟอร์เนียในด้านต่างๆ อาทิ ความต้องการสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ปัญหาแรงงานไทยในสหรัฐฯ การพัฒนาไทยทาว์น เป็นต้น
นอกจากนั้น คณะผู้แทนหอการค้าไทยอเมริกันฯ จะพบปะหารือกับผู้นาภาคเอกชนไทย ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าอเมริกันแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฯลฯ ด้วย เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์และงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ และเพื่อแสวงหาลู่ทางในการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ
...........
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต)



