ข่าว

"จุดพอดี" ของการส่งสารไปสู่ปชช.?

"จุดพอดี" ของการส่งสารไปสู่ปชช.?

09 ก.ย. 2554

หนึ่งในทีมโฆษกรัฐบาล ฝีปากกล้า "อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด"

หนึ่งในทีมโฆษกรัฐบาล ที่เข้ารับหน้าที่ชี้แจงแถลงไขวประจำโพเดียมทำเนียบรัฐบาลทุกวันอังคาร จะต้องมีชื่อ "โอปอ" อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ในฐานะรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี


 จะว่าไปแล้ว รองโฆษกฯ ป้ายแดงผู้นี้ ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เขาคลุกคลีในแวดวงสื่อมาโดยตลอด เติบโตมาจากเวที 'โต้คารมมัธยมศึกษา' ทางช่อง 3 รุ่นที่ 2 รุ่นเดียวกับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยสามารถแจ้งเกิดเป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับการโหวตสูงสุดจากจำนวน 12 รุ่น คว้าตำแหน่งนักโต้คารมฝ่ายชายยอดเยี่ยม จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย


 งานหลักที่อนุสรณ์ ได้รับมอบผมจะเป็นรองโฆษกในส่วนภาคการเมือง สังคมและทั่วไป การทำงานชี้แจง แถลงการณ์ในเชิงนโยบาย รวมกับโฆษกรัฐบาล คือฐิติมา ฉายแสง 


 อนุสรณ์ เล่าให้ฟังถึงการเข้ามามีโอกาสทำงานในตำแหน่งนี้ ด้วยความได้เปรียบจากประสบการณ์ที่เขามาจากมวลชน มีความเชื่อมโยงกับประชาชน เขาจึงให้ความสำคัญต่อข้อร้องเรียนจากชาวบ้านและนำปัญหามาแก้ไข กรณีที่เกิดการชุมนุมแล้วรัฐบาลนิ่งนอนใจ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในรัฐบาลสมัคร เกิดการปิดล้อมทำเนียบฯ แต่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดการยึดทำเนียบรัฐบาล

จนสร้างความเสียหายมาก  เมื่อรู้ว่าม็อบจะบุกทำเนียบฯ รัฐบาลก็ควรส่งตัวแทนไปพูดคุยเจรจาในเรื่องของการช่วยเหลือ เพื่อให้ชาวบ้านมายื่นข้อเรียกร้องไว้และสามารถกลับบ้านไปได้ก่อน ไม่ต้องชุมนุมยึดเยื้อ จะเป็นผลดีมากกว่า


 เมื่อถามถึงความยากในการทำงานสื่อสารกับนักข่าวท่ามกลางความขัดแย้ง ทำให้ทีมโฆษกฯ ต้องเตรียมตัวมากเป็นพิเศษหรือไม่


 "ผมคิดว่าความขัดแย้ง ในบางครั้งก็เกิดจากความไม่ขัดแย้งหรือความพยายามจะไม่ขัดแย้ง สมมติกุนซือบางท่านแนะนำนายกรัฐมนตรีหรือผู้บริหารท่านอื่นว่าอย่าไปตอบโต้กับสื่อมวลชนมากนัก ผมหมายถึงในระดับปฏิบัติการ แต่การที่ไม่พูดหรือไม่ตอบ บางครั้งก็อาจเป็นปัญหาหรืออุปสรรคได้

เหมือนกัน ขณะเดียวกัน ถ้าไปตอบโต้นักข่าวเสียจนเต็มที่ ถามมาตอบไปอย่างไม่ลดราวาศอก อาจจะถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสื่อเหมือนกัน การทำงานของทีมโฆษกฯ จึงต้องหาจุดพอดี คือต้องทำหน้าที่ตอบคำถามอย่างครบถ้วน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่แสดงออกด้วยแข็งกร้าว เพื่อจะตอบคำถามผ่านผู้สื่อข่าว จากรัฐบาลไปสู่ประชาชน เพราะฉะนั้นทีมโฆษกฯ ต้องตอบคำถามต่างๆ ที่ถือว่าประชาชนได้รับประโยชน์


 "เพราะบางครั้งสิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักคือ การที่รัฐบาลโต้เถียงกับนักข่าว แล้วชนะ ก็คือเหมือนการรบชนะ แต่พ่ายแพ้สงคราม อย่างผมเป็นนักโต้วาที การโต้เถียงทำได้หลายแบบครับ แต่ก็ไม่ควรไปทำอย่างนั้น


 "บางทีสื่อบางฉบับอาจจะคาดการณ์ไปล่วงหน้าแล้วว่าผมจะมีความขัดแย้งกับสื่อ ใครจะเรียกผมว่าสื่อเทียมก็ตาม แต่ผมคิดว่าผมเป็นสื่อที่ทำหน้าที่ด้วยความจริง ซึ่งก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน ผมเคยคุยกับคนที่มีความคิดที่เป็นลบกับสื่อ ผมยังบอกกับเขาไปว่าคุณต้องเข้าใจนะว่าสื่อเป็นฐานันดรที่สี่ของสังคม เขาพึงได้รับสิทธิเสรีภาพเท่าที่สื่อพึงควรจะได้รับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะทำหน้าที่ส่งเสริมให้นักข่าวทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่าเส้นแบ่งของความเป็นปฏิปักษ์หรือความเป็นคู่ขัดแย้ง เป็นเส้นแบ่งบางๆ เพียงแต่ว่าใครจะหยิบเส้นนี้มาหรือเปล่า แต่โดยส่วนตัวของผมด้วยความจริงใจ ความน่ารักจะเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่ดี อย่างน้อยก็ควรจะเกิดในทีมโฆษกฯ

 ขณะเดียวกัน อนุสรณ์ยังไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์การตอบคำถามสื่อที่น้อยไปของนายกฯ ยิ่งลักษณ์


 "ส่วนนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะ ผมอยู่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ควรวิจารณ์ท่านนายกฯ แต่ผมคิดว่า การพูดมากหรือพูดน้อยเส้นแบ่งนั้นมันดูลำบาก บางคนก็อาจจะบอกว่ามากไปก็ไม่ดี บางคนก็อาจจะบอกว่า น้อยไปก็ไม่ดี แต่โดยหน้าที่แล้ว สื่อมวลชนที่รู้สึกว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์พูดน้อยไป อาจจะเปรียบเทียบกับนายกฯ ท่านก่อนก็ได้ ที่อาจจะพูดเก่ง ตอบคำถามได้ทุกเรื่อง แต่การที่พูดเยอะไป ก็อาจจะทำให้เวลาหรือประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงไปก็ได้ เหมือนคนหนึ่งคิดว่าจะทำงาน แต่อีกคนคิดเพียงแต่จะตอบโต้ 


 "ผมคิดว่าสักระยะหนึ่งคนก็อาจจะคุ้นชิน แต่หน้าที่ในการอธิบายความต่างๆ นั้น มีทีมงานโฆษกฯ มีท่านโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฐิติมา ฉายแสง หรือ รมว.ประจำสำนักนายกฯ สองท่าน ที่จะทำงานบูรณาการด้านการสื่อสาร แต่ปัญหาที่ยกมานี้ ท่านนายกฯ ทำงานมากมาย และในอนาคตก็น่าจะเห็นการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน การพูดน้อยจะเป็นปัญหาใหญ่อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ แต่การทำงานประชาสัมพันธ์ในเชิงรุก เพื่อการสื่อสารต่อประชาชนให้มากขึ้นเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะละเลยไม่ได้"