ข่าว

ปัดฝุ่นกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง

ปัดฝุ่นกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง

10 ก.ย. 2554

ปัดฝุ่นกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง โจทย์ของการพัฒนาที่ท้าทาย โดย...บุญชู ศรีไตรภพ

         ข้อเสนอของ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เตรียมนำโครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง มาพิจารณาใหม่ หลังจากที่โครงการนี้หยุดชะงักไปหลังสิ้นสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2548 โดยกระบวนการเกี่ยวข้องที่ดำเนินการไปแล้วคือ การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ

         หากนับการจุดกระแสของโครงการนี้ในปี 2525 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2554 คือ 29 ปี ของความเคลื่อนไหวต่อการที่จะผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้น ด้วยเป้าหมายที่ต้องการเอื้ออำนวยความสะดวกของนักท่องเที่ยวให้ได้รับความสะดวกในแง่ของการเดินทางขึ้นลงภูกระดึง จากเดิมที่ใช้การเดินเท้าเพียงวิธีเดียวเท่านั้น

         แนวคิดที่ถูกจุดประกายใน ปี 2525 คือการทำกระเช้าไฟฟ้าขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นการพัฒนาระบบขนส่งด้วยการใช้สายเคเบิล

         ต่อมาในปี 2526 มีการออกแบบสอบถามประชาชนและนักท่องเที่ยว ต่อการจัดสร้างกระเช้าไฟฟ้า โดยมีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหน้าที่ศึกษาผลกระทบ โดยมีกรมป่าไม้ให้การสนับสนุน โครงการนี้ล่วงเลยมาจนถึงปี 2541 ที่มีการนำเรื่องนี้ เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จ.เลย เพื่อสรุปแนวทางของจังหวัด เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

         ในช่วงคาบเกี่ยวกันนั้น กรมป่าไม้ได้ว่าจ้างบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ทำการศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบ ประโยชน์จะได้รับด้านนันทนาการ การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากการจัดสร้างกระเช้าไฟฟ้า ส่วนเส้นทางในระบบเคเบิลที่จะนำนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้น-ลง มี 3 เส้นทางคือ ใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ใกล้บ้านไร่ใต้ และเส้นทางใกล้บ้านอีเลิศ

         ข้อหารือในที่ประชุม กรอ.เลย ในเดือนธันวาคม 2545 มีการรับผลการศึกษาโครงการนี้ โดยข้อมูลในขณะนั้นพบว่า การก่อสร้างกระเช้าดังกล่าว จะเอื้อต่อนักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นภูกระดึงปีละ 7 ล้านคน ส่งผลดีต่อการกระตุ้นการใช้จ่าย เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน ส่งผลดีต่อการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในภูมิภาค สร้างความร่วมมือจังหวัดต่างๆ ขณะที่ในระดับท้องถิ่น ทำให้ลูกหาบมีกิจกรรมเสริม ส่วนการก่อสร้างจะไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

         โดยผลการศึกษาเห็นว่าเส้นทางที่ 1 เหมาะสมที่สุด จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐาน สิ้นสุดที่หลังแปร ระยะทาง 3,675 เมตร เส้นทางนี้ใกล้เคียงกับทางเดินด้วยเท้า ที่ต้องสร้างเสารองรับ 16 จุด พื้นที่ก่อสร้าง 5,850 ตารางเมตร หรือ 3.16 ไร่ อัตราความคุ้มทุน 10 ปี ค่าโดยสาร 452 บาท/คน ,15 ปี ค่าโดยสาร 366 บาท/คน, 20 ปี ค่าโดยสาร 333 บาท/คน และ  25 ปี ค่าโดยสาร 317 บาท/คน  คาดว่าจะให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ปีละ 253,500 คน

         ด้านผลกระทบจากการก่อสร้างนั้น สร้างในพื้นที่ขนาดเล็ก ไม่มีการเปลี่ยนแปลทางกายภาพ ทั้งระยะการก่อสร้างและระยะเวลาดำเนินการ กระเช้าไฟฟ้าเป็นแบบปิด สามารถควบคุมได้รวบรวมปริมาณขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลได้ที่สถานีต้นทาง-ปลายทาง มีผลกระทบต่อผิวดินน้อยมาก เนื่องจากพื้นที่ไม่คร่อมทับหรือขวางแนวทางน้ำ โอกาสจะกระทบกับผิวดินจึงไม่มี จากนั้นในเดือนสิงหาคม 2547 คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติในที่ประชุมครั้งที่ 3/2547 ให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานโครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง

         ประโยชน์ที่คณะกรรมาธิการให้การสนับสนุนก็คือ อำนวยความสะดวกและเพิ่มโอกาสให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น ผู้สูงอายุ/คนพิการ นักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัด เป็นประโยชน์ในกรณีฉุกเฉิน  เช่น เจ็บป่วย/อุบัติเหตุ/มีความจำเป็นเร่งด่วน เกิดการสร้างรายได้เพิ่มและกระจายรายได้ ด้านข้อดี สำหรับข้อเสียนั้น อาจเกิดปัญหาการผูกขาดในธุรกิจด้านบริการ ทำลายเอกลักษณ์ในการท่องเที่ยวภูกระดึง อุทยานแห่งชาติภูกระดึงเป็นอุทยานที่ต้องใช้การเดินเท้าเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ทำลายทัศนียภาพจากเสากระเช้าไฟฟ้า/สายเคเบิล มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย เช่น การดำเนินการต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และระเบียบกรมอุทยาน

         พื้นที่บางส่วนก่อนใช้ประโยชน์ (เขตลุ่มน้ำชั้น 1 A) ต้องทำเรื่อง ขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรี สาธารณูปโภคไม่เพียงพอ ด้านของศักยภาพ คือ ทำให้นักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวกขึ้น การท่องเที่ยวขยายตัว มีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจชุมชนและภูมิภาค จำหน่ายของที่ระลึก ที่พัก/ร้านอาหาร ทั้งภาครัฐและเอกชน เพิ่มประสิทธิภาพในการลำเลียงขยะลงจากยอดภูกระดึง เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เช่น การส่งกำลังบำรุง เจ้าหน้าที่สามารถขึ้นถึงยอดเขาได้รวดเร็วขึ้น 

         ในด้านของผลโพลล์กระเช้าภูกระดึง ที่สำรวจความเห็นในปี 2548 จำนวน 917 ตัวอย่าง โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2548-4 มกราคม 2549 ผู้เห็นด้วยร้อยละ 34.0 ไม่เห็นด้วยร้อยละ 54.5 ไม่แน่ใจร้อยละ 11.6 สำหรับผู้ที่เห็นด้วยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการ สามารถขึ้นไปสัมผัสกับธรรมชาติกับความงามบนภูกระดึงได้และจะส่งผลให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นดีขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า จะเป็นการทำลายเสน่ห์และเอกลักษณ์ของภูกระดึง ขาดความท้าทายและทำลายธรรมชาติ ลูกหาบและผู้ประกอบอาชีพบริการนักท่องเที่ยวจะสูญเสียรายได้

         "โครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้ร่วมกันผลักดันมาเป็นเวลานานนับสิบปี ผ่านการสำรวจความคิดเห็น ทั้งการจัดทำประชาพิจารณ์ การทำประชาคม มีความเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ และมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุมหอการค้าภาค หอการค้าไทย  และโครงการประชุมต่างๆ ในประเทศ และเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐมนตรีซึ่งเป็นคนในพื้นที่ มีท่าทีสนับสนุนโครงการนี้"  สมศักดิ์ ขจรเฉลิมศักดิ์ ประธานหอการค้ากลุ่ม 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กล่าว

         "ผมไม่เห็นด้วยกับการสร้างกระเช้า เพราะจะเกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อความเจริญเกิดขึ้นบนภูกระดึง สิ่งอำนวยความสะดวกก็จะตามมา เช่น รีสอร์ท การบริการด้านรถนำเที่ยว รถราง เพื่อไปถึงจุดชมความงามของธรรมชาติต่างๆ จะไม่มีความเป็นธรรมชาติหลงเหลืออยู่เพราะคนมีทุนมีเงิน มีอำนาจได้ขึ้นไปสัมผัสเกิดแรงดึงดูดประชาชนทั่วไป และมุ่งหวังผลประโยชน์ตามมาและจะมีปัญหาเหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ปล่อยให้คงสภาพนี้จะดีกว่า" ชาลิน กันแพงศรี ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ภูหินเหล็กไฟ  บ้านห้วยม่วง ต.นาดินดำ อ.เมือง จ.เลย สะท้อนความเห็น

         เป็นมุมมองสองด้านที่เกิดขึ้นต่อโครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ที่กำลังถูกจุดประกายผลักดันอยู่ในขณะนี้