ข่าว

'เฉลิม'แนะ'ทักษิณ'ใช้พ.ร.บ.รื้อคดีที่ดินรัชดา

'เฉลิม'แนะ'ทักษิณ'ใช้พ.ร.บ.รื้อคดีที่ดินรัชดา

09 ก.ย. 2554

'เฉลิม' แนะ 'ทักษิณ' ใช้พ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญา รื้อที่ดินรัชดา ยกคดีเชอรี่แอน เป็นตัวอย่างที่ศาลพิจารณาคดีใหม่ ยันรบ.ไม่คิดล้มกสทช. ชี้ดีเอสไอรับสอบไม่มีเหตุผลเพียงพอต่อการที่จะไม่นำขึ้นทูลเกล้า โยนถามกฤษฎีกาให้ความเห็นกับนายกฯ เผยควง 'เพรียวพันธ์' ขึ้นเหน

          9 ก.ย.54 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการหยิบยกกรณีการตัดสินของศาลแพ่งมาเปลี่ยนคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองในคดีที่ดินรัชดา ว่า “ถ้าพูดเรื่องนี้ เดี๋ยวนักข่าวก็จะถามผมว่า มีคนห้ามให้ผมพูด ไม่มีหรอกเชื่อผมเถอะ ผมโตพอที่ ไม่มีต้องมีคนห้าม และในเรื่องที่ถูกต้องใครก็ห้ามผมไม่ได้ เรื่องนี้ไม่มีใครห้ามผม”

          เรื่องนี้คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร ไปซื้อที่ดินรัชดา ซึ่งสามีภรรยาที่ถูกต้องด้วยกฎหมายต้องมีทะเบียนสมรส เมื่อภรรยาจะไปทำนิติกรรม สามีต้องเซ็นยินยอม พ.ต.ท.ทักษิณก็ยินยอมให้คุณหญิงพจมานไปซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูฯ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญห้ามเจ้าหน้าที่รัฐไปทำสัญญาซื้อขายกับรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจ กองทุนฟื้นฟูฯก็ไม่ชัดว่าเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เพราะก่อนซื้อได้ถามแบงค์ชาติ ก็ระบุว่าซื้อได้

          ต่อมามีการปฏิวัติจึงมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาจากคตส. ที่มีจากผู้ปฏิวัติแต่งตั้งขึ้นมา ล้มอำนาจรัฐบาลทักษิณ คตส.ทำการสืบสวนและระบุว่ามีความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกฎหมายป.ป.ท. ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐทำสัญญาซื้อขาย ตรงนี้ต้องเรียงลำดับให้ดี

          เมื่อไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะประชุมใหญ่มี 9 คน ซึ่งมี 5 คนเห็นว่าผิดและอีก 4 คนเห็นว่าไม่ผิด แต่ในคำตัดสินไม่มีการบอกถึงการทุจริตตามที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามพูด มีแต่ผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ต่อมาภายหลังมีการฟ้องร้องกันที่ศาลแพ่ง ศาลแพ่งได้ตัดสินว่าสัญญาซื้อขายที่คุณหญิงพจมานทำสัญญาซื้อขายกับกองทุนฟื้นฟูฯเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นกิดขึ้น ทุกอย่างไม่เกิดขึ้นก็กลับมาที่เดิม

          คุณหญิงพจมานต้องคืนที่เดินให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ขณะที่กองทุนฟื้นฟูฯก็คืนเงินให้คุณหญิงพจมาน มันเป็นข้อวินิจฉัยหลังเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ต้องถามต่อว่า เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินข้อเท็จจริงนี้มันยังไม่มี ศาลฎีกาจึงพิจารณาเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อมีการตัดสินว่าสัญญาเป็นโมฆะตั้งแต่ต้นนักกฎหมายก็วิเคราะห์ว่าเมื่อการซื้อขายไม่เกิดขึ้นแล้วพ.ต.ท.ทักษิณต้องถูกจำคุก 2 ปี เพราะมีการซื้อขายที่ดินมันจะต้องทำอย่างไร

          “พ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญา 2526 ระบุว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถรื้อฟื้นคดีอาญาได้ แต่ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของศาลไม่ใช่เรื่องของฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เป็นสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม การขอรื้อฟื้นคดีศาลอาจจะไม่รับก็ได้ หรืออาจจะรับไว้พิจารณา แต่ยืนยันเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จบ ผมอธิบายละเอียดสุดแล้ว ฝ่ายค้านจะมาพูดทำไม จะมายื่นกระทู้สดทำไมมันไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล อย่างเช่นกรณีของเชอรี่แอน ดันแคน นั่นเลยสมัยนั้นลูกน้องผมที่อยู่กองปราบไปได้คดีมาใหม่ ผมก็บอกให้ช่วยเขา ซึ่งรมว.ยุติธรรมก็เยียวยาเพราะจำเลยไปติดคุกแล้ว ปรากฏว่ามีพยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยที่ติดคุก ขณะเกิดเหตุมีพยายานหลักฐานว่าเขาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ศาลก็พิจารณาคดีใหม่” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

          กรณีพ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิ์ยื่นคำร้องโดยมอบหมายให้ทนายความ แต่ท่านจะใช้หรือไม่ตนไม่ทราบ และเมื่อท่านใช้สิทธิ์ศาลจะรับหรือไม่ก็เป็นดุลยพินิจของศาล และศาลเมื่อรับแล้วจะใช้ดุลยพินิจอย่างไรก็เป็นเรื่องของศาล มันเรื่องอะไรของชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของท่านทักษิณกับศาล”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

          สำหรับการถวายฎีกากับการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นคนละเรื่องกัน คนเสื้อแดงโดยนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้นำรายชื่อยื่นต่อสำนักพระราชวังขอถวายฎีกา ท่านราชเลขาธิการฯก็ได้ถามรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ว่าคิดอย่างไร ถ้าไม่ให้ก็ทำความเห็นประกอบฎีกาส่งกลับไปสำนักราชเลขาธิการ แต่กลับเก็บไว้ 2 ปี 7 เดือน ถามว่าเก็บไว้ทำไม ก็ส่งไปกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์ได้ตรวจสอบรายชื่อว่ามี  2 ล้านรายชื่อที่ถูก อีก 1.6 ล้านรายชื่อไม่ถูก ก็ทำเอาไว้จนกระทั่งยื่นกลับมา

          และมีข่าวว่า 2 ล้านรายชื่อที่ถูกจะส่งตรวจสอบที่กรมการปกครองอีก อย่างไรก็ตามการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นเรื่องของผู้ที่ถูกคุมขังตามคำพิพากษาของศาล และอยู่ในเรือนจำก็ขออภัยโทษมายัง รมว.ยุติธรรม จากนั้นก็ส่งไปให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งงานนี้นายกฯมอบหมายให้ตนรับผิดชอบเรื่องการอภัยโทษ ตนก็เซ็นไปเยอะแล้ว  เมื่อกระทรวงยุติธรรมบอกว่ารับแล้วเห็นควรว่ายกฎีกาไม่ควรรับ หรือเห็นควรยกโทษ เมื่อมีความเห็นมาตนก็ต้องกราบบังคมทูลฯ เป็นพระราชอำนาจ

          “แต่กรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ขออภัยโทษเหมือนคดีทั่วไป แต่เป็นเรื่องของการถวายฎีกา แต่ปัญหาคือพรรคประชาธิปัตย์เอากฤษฎีกาปี 2550 ที่ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา นั่นเป็นกรณีเฉพาะราย แต่พอมาปี 2553 ทรงอภิเษกสมรสครบ 60 ปี ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องออกกฤษฎีกาหลักเกณฑ์ พอจบก็จบกัน ปีนี้ 2554 ก็ไม่รู้ว่าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯอย่างไร จะมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างไร เป็นพระราชอำนาจ ชัดเจนนะ จะได้ไม่ต้องถามกันอีก”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

          รองนายกฯ ยืนยันว่า เรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องของการถวายฎีกา ราชเลขาธิการเขาถามว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์คิดอย่างไร และเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ไปก็มาเป็นรัฐบาลนี้ รัฐบาลนี้ก็ต้องมีความเห็นประกอบ ถึงจะประกอบอย่างไรสุดท้ายก็เป็นพระราชอำนาจ

          เมื่อถามว่าผู้จะขอรับการอภัยโทษคือผู้ที่ถูกคุมขังเท่านั้น รองนายกฯ กล่าวว่า ก็ วิอาญา ม.259  ก็หมายความรัฐผู้เกี่ยวข้อง ดังนั้นเวลาพูดก็พูดแค่ ม.261 ทำไมไม่อ่านมาตรา 259 บ้าง จึงทำให้ยุ่งไม่เข้าท่า

          ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องการนิรโทษกรรมและถวายฎีการัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีใครคิด แต่ต้องเห็นใจ เวลาหาเสียงจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน เมื่อให้ความเป็นธรรมทุกคนจะไปยกเว้นพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะอะไร ต้องทำใจให้เป็นธรรม ตนยืนซดได้ทุกหมัด ไม่ได้ท้าทาย แต่อะไรที่ไม่ถูกตนก็ไม่เอา อะไรที่ไม่มีเหตุผลก็ไม่เอา ตนไม่ใช่เทวดาที่จะพูดเรื่องเท็จเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ได้เห็นดีกัน

          เมื่อถามว่าจะทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับเข้าประเทศทันร่วมงานแต่งลูกสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า “ไม่พูด”

 

'เฉลิม'ยันรัฐบาลไม่คิดล้ม'กสทช.'

          ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีการนำ 11รายชื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขึ้นทูลเกล้าฯว่า ในความคิดของตนเขาได้มีการสอบก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามา ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สอบสวนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ตนก็ไม่ได้ไปสั่ง

          เพราะสำนวนสอบสวนเป็นความลับของทางราชการ และเมื่อมีการสอบสวนเสร็จลำดับหนึ่งเขามีเหตุมีผล แต่จะสอบสวนต่อไม่ได้ เพราะดีเอสไอจะทำคดีสำคัญๆต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นประธาน จากการประชุมเมื่อสองวันที่ผ่านมาก็ได้มีการรายงานเรียบร้อย มีเอกสารขึ้นชาร์ตโชว์ ก็มีเหตุผลที่จะอนุมัติให้เขาไปทำคดี เมื่ออนุมัติแล้วคดีนี้เมื่อถึงทีสุดท้ายก็อาจไม่ผิด ตามความเห็นของดีเอสไอก็ได้

          ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า เมื่อเราอนุมัติให้เขาไปทำเป็นคดีพิเศษ ประกอบกับเรื่องอาจจะต้องมาถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตนจึงกราบเรียนนายกฯว่า กรณีนี้เพื่อความปลอดภัยของท่าน และกฤษฎีกานั้นเป็นมันสมองทางกฎหมายของรัฐบาล เราได้ถามกฤษฎีกาว่าในลักษณะอย่างนี้ควรจะปฏิบัติอย่างไรก็เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้เลย ที่ว่านายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ ทำอย่างนู้นอย่างนี้มันไม่ใช่

          จากการประชุมกรรมการ 17 คน ใน 16 คนเห็นชอบควรรับเป็นคดีพิเศษ และใน 16 คน มีตนกับพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่า​การกระทรวงยุติธรรม ที่เป็นนักการเมือง นอกจากนั้นเป็นนักปราชญ์ ราชบัณฑิต อดีตประธานศาลฎีกา อดีตอัยการสูงสุด

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าทางกฤษฎีกาตีความเป็นอย่างไร รัฐบาลก็จะยืนตามนั้นใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า  “ในความเห็นผมคนเรียนกฎหมาย ดีเอสไอรับสอบ ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่นำความกราบบังคมทูล แต่เมื่อนำความกราบบังคมทูลแล้วก็อยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัย และเขาไม่ได้สอบกสทช.แต่เขาสอบคนเลือก”

          เมื่อถามว่าแสดงว่าปัญหาอยู่ที่คนเลือกอยู่ที่วุฒิสภาใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า อยู่ที่คณะกรรมการที่เลือก ไม่ใช่ที่วุฒิฯ

          เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่ารัฐบาลชุดนี้อยากล้มกสทช. รองนายกฯ กล่าวว่า จะล้มได้ยังไง ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย ก็พวกช่างพูดต้องเอาหนังกระติ๊กยิงตาตุ่ม แล้วอย่างนี้ไม่ให้ตนชี้แจงงานในหน้าที่อย่างไร

          ส่วนความเห็นของกฤษฎีกาจะตอบมาเมื่อไหร่ รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้รายชื่อยังไม่ถึงนายกฯ ให้ถามท่านดู

          เมื่อถามว่าความเห็นส่วนตัวท่าน ตัวคณะกรรมการที่เป็นต้นทางมันไม่ชอบด้วยกฎหมาย และปลายทางตัวกสทช. 11 คน เป็นอย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า ยังไม่รู้ว่าเขาผิดหรือไม่ เพียงแต่เขาเห็นว่าควรมีสอบสวน ซึ่งการสอบต่อไปอาจไม่ผิดก็ได้ และมีไม่รู้กี่คดีที่จับแล้วมาสั่งไม่ฟ้อง

          ต่อข้อถามที่ว่า เห็นว่าที่กสทช. กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งท่าดูถ้านายกฯไม่ยื่นทูลเกล้าฯ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ฝ่ายค้านไม่มีงานทำก็ต้องทำหน้าที่ แต่บังเอิญตนร่วมรัฐบาลแบบไม่มีตำหนิเลย ตนก็ไม่ได้ใส่ใจ เมื่อสวนมาก็สวนกลับก็เท่านั้นสังคมจะได้รับรู้ ไม่งั้นมันก็อึมครึม

 

'เฉลิม'ควง'เพรียวพันธ์'ขึ้นเหนือปราบยาเสพติด

          ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการดำเนินการนโยบายว่า ตนจะเน้นให้ตำรวจเข้าใจว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ร้ายแรง ตำรวจต้องร่วมด้วยช่วยกัน เมื่อปัญหายาเสพติดเบาบางลง ปัญหาสังคมก็ดีขึ้น ที่สำคัญนอกจากปัญหายาเสพติด การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และขณะนี้ตำรวจต้องร่วมเป็นหนึ่งเดียวในการสกัดกั้นเว็ปไซด์ที่หมิ่นสถาบัน

          ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า พูดไปเหมือนโทษรัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่ได้ทำอะไร นโยบาย 5 รั้วมันไม่ใช่ เพราะนั่นเป็นนามธรรม การปฏิบัติมันต้องปราบปราม ในวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ย.54 ตนจะมีการประชุมผู้เกี่ยวข้องสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และจะลงพื้นที่ภาคเหนือพร้อมกับพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร.และพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร.

          และวันจันทร์ที่ 12 ก.ย. ตนจะเชิญด็อกเตอร์ทั้งหมดที่จบตำรวจมาประชุมกัน เกี่ยวกับงานสืบสวนสอบสวน การปราบปราม การบริการประชาชน มันถึงตำหนิลองมาคิดกัน อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องปิดรอยตะเข็บให้ได้ ต้องรณรงค์ป้องกัน ป้องปราม บำบัดรักษา ปราบปราม บูรณาการหน่วยงาน 6 กระทรวง 20 กรม ที่สำคัญต้องมีสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของเราเอง ทั้งนี้ตนทำงานเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2516 แล้วนักการเมืองคนอื่นจะมารู้ดีกว่าตน

          “เดี๋ยวจะมาว่าอีก ว่าเหลิมอวดรู้ มันไม่ใช่อวดโม้ แต่มันโม้ได้จริงๆ และเรื่องนี้ตั้งใจว่า 3 เดือน จะมีการประเมิน ผลครั้งหนึ่ง ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีย้ำมากในเรื่องนี้ และนายกฯได้ให้ตั้งโฆษกแถลงผลงานว่า 3 เดือนทำอะไร ซึ่งผมมองดาราสวยๆเพื่อให้ดูซอฟท์ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร เพราะนายกฯบอกเมื่อวานนี้เอง คงไม่ใช่ผมเพราะพญาหงส์ไม่ลงหนองน้ำเล็ก ส่วนเรื่องค่าจ้างดาราก็คงไม่มีเพราะงานยังงี้เป็นงานเพื่อสังคมเขาอาจจะไม่เอาตังค์ ผมตั้งใจอย่างนั้นนะ เพราะมันต้องมีเทคแอคชั่นให้สังคมร่วม” รองนายกฯ กล่าว

          รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ตนได้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผบ.ตร.และพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ปานศิริ ประภาวัต ผบช.น. มา ตนรู้จักใช้ตำรวจเป็น เขามีความชำนาญ เราต้องดำเนินการปราบปราม พร้อมกับการยึดทรัพย์ควบคู่กันไป ตำรวจที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องลงโทษหนัก ต้องมีด่านตั้งเอาไว้ประมาณ 46 ด่าน บูรณาการเอาตำรวจตะเวนชายแดนทั้งหมด กองบังคับการภาค 1 อยู่ปทุมบูรณารวมกับ 8 จังหวัดภาคเหนือ กองกำลังภาค 3 อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ลงเต็มพื้นที่จัดการแก้ไขปัญหายาเสพติด ถ้าไม่พอก็ขอกำลังจากกองกำลังภาค 2 ที่จังหวัดขอนแก่นเข้าช่วย ส่วนพื้นที่ภาคใต้ตนเอาตชด.ช่วย ถนนสายเอเชีย ถนนหลัก ถนนรองจากสุราษฎรธานีไปทุ่งสงสั่งหมดแล้ว การกักด่านมีผลกระทบบ้าง แต่ต้องกระทบน้อยที่สุด ซึ่งตนมั่นใจ และเมื่อเราปิดชายแดนได้

          สำหรับสารตั้งต้น รองนายกฯ กล่าวว่า บางครั้งพบมีการสั่งซื้อยาแก้หวัดจากกรุงเทพฯ เรื่องนี้จะบอกกระทรวงสาธารณสุข ร้ายขายยาต่างๆ ซึ่งซื้อกันที 2-3 แสนเม็ด เพื่อเอาไปเป็นหัวเชื้อ และยาเสพติดส่วนใหญ่ที่เข้ามาบ้านเรา 87 เปอร์เซ็นต์จากเพื่อนบ้านทางเหนือ บางส่วนเคลื่อนย้ายผ่านลาว และเขมร อย่างสุรินทร์ สระแก้ว และตาก

          ส่วนเป้าหมายปลายปีนี้จะปราบปรามได้กี่เปอร์เซ็นต์ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า แลดูดีกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วก็แล้วกัน คนละเรื่อง รัฐบาลชุดที่แล้วไม่ทำอะไร แผนอย่าไปเขียนมาก ตนกับพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ทำเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องมาว่ากันมากในเรื่องของนโยบายที่เขียนกันในห้องแอร์ มันต้องลงมือปฏิบัติเลย นักรบห้องแอร์มันไม่ชนะหรอก