
นพดลเมินปุระชัยแนะ'แม้ว'กลับสู้คดี
"นพดล"ขอบคุณ"ปุระชัย"แนะ"ทักษิณ"กลับไทยสู้คดี แต่อ้างขออภัยโทษทำได้ตามรธน. คณะทำงานพิจารณาฎีกาแดงนัดประชุมครั้งแรก9ก.ย.เวลา 15.00 น. "วุฒิศักดิ์" แจงไม่ทำงานตามกระแส ท้าให้สอบประวัติไม่เคยขึ้นเวทีเสื้อแดง
8ก.ย.2554นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ ระบุพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ควรใช้วิธีพิเศษ แต่ควรกลับมาต่อสู้คดีว่า ตนขอบคุณร.ต.อ.ปุระชัยที่ชี้แนะ เรื่องนี้ร.ต.อ.ปุระชัยที่เรียนปริญญาเอกด้านกฎหมายเช่นกันก็น่าจะเข้าใจได้ดีว่าคดีของพ.ต.ท.ทักษิณเกิดจากการรัฐประหาร โดยคนที่ยึดอำนาจที่เป็นเป็นต้นไม้พิษ ได้ตั้งคนซึ่งเปรียบเป็นผลไม้พิษมาดำเนินการ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเพียงเหยื่อเท่านั้น
"คดีที่ดินรัชดาศาลก็ตัดสินแล้วว่าคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ ไม่ผิด ไม่มีทุจริต มันไม่ใช่เรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีอะไร แต่เป็นเรื่องของความถูกต้อง ส่วนที่ร.ต.อ.ปุระชัยบอกว่าอย่าใช้วิธีพิเศษนั้น ไม่รู้หมายความถึงอะไร หากเป็นเรื่องการยื่นฎีกาของพระราชทานอภัยโทษของประชาชนหลายล้านคนแล้ว ก็พบว่าสามารถทำได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่วิธีการพิเศษอะไร "นายนพดลกล่าว
คณะทำงานพิจารณาฎีกาแดงนัดประชุมครั้งแรก9ก.ย.
ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในฐานะประธานคณะทำงานกลั่นกรองและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีคณะบุคคลทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 ก.ย. เวลา 15.00 น. นัดประชุมคณะทำงานฯครั้งแรกที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อวางกรอบการทำงานของคณะทำงานทั้ง 10 คน และทำความเข้าใจในหนังสือคำสั่งของพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าคำสั่งมอบหมายให้คณะทำงานมีอำนาจกลั่นกรองอะไรบ้าง และตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนใดได้บ้าง ทั้งนี้ตนไม่รู้สึกหนักใจที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะทำงานฯ การทำงานจะทำไปตามข้อเท็จจริง หากอะไรที่กฎหมายห้ามไม่ให้กระทำก็จะฝืนไปต่อไม่ได้ ยืนยันว่าตนจะไม่ทำงานตามกระแส เพราะประเทศไทยตกอยู่ในกระแสมานานแล้ว ส่วนกรณีที่มีการจับตามองว่าตนอยู่ในฝ่ายคนเสื้อแดงจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะทำงานพิจารณาฎีกาครั้งนี้นั้น ตนขอท้าให้ตรวจสอบประวัติการทำงานของตน ที่ผ่านมาตนไม่เคยขึ้นเวทีเสื้อแดง
"โฆษกยธ." โต้ "ถาวร" ระบุให้ข้อเท็จจริงแค่ครึ่งเดียว
นายถิรชัย วุฒิธรรม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม แถลงข่าวตอบโต้กรณีนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และรมว.ยุติธรรมเงา ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษพ.ต.ท.ทักษิณว่าตนได้รับมอบหมายจากพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้ชี้แจงเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากนายถาวรออกมาให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชน โดยกล่าวถึงกฎหมายเพียงบางมาตรา ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดในบทบัญญัติของกฎหมาย และอาจมองว่ารัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น กระทรวงยุติธรรมจึงขอชี้แจงข้อกฎหมายเกี่ยวกับหลักการพระราชทานอภัยโทษและกระบวนการทูลเกล้าฯถวายฎีกา
นายถิรชัย กล่าวอีกว่า หลักการพระราชทานอภัยโทษ ประกอบด้วย 1.หลักแห่งความเมตตาและกรุณา อันมาจากอธิปัตย์หรือประมุขแห่งรัฐ เพื่อให้มีโอกาสกลับตนเป็นคนดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยความจงรักภักดี 2.หลักการแห่งความยุติธรรมโดยสมบูรณ์ตามหลักนิติธรรม 3.หลักอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา 4.หลักแห่งการบริหารในกิจการราชทัณฑ์ และ5.หลักแห่งความมั่นคงของประเทศ ให้ทุกคนมีความสำนึกสมัครสมานสามัคคี ขณะที่รูปแบบการพระราชทานอภัยโทษ มี 3 รูปแบบ คือ 1.การพระราชทานอภัยโทษในรูปแบบพระบรมราชวินิจฉัยในอรรถคดีต่างๆ 2.พระราชทานอภัยโทษต่อผู้ที่ต้องโทษซึ่งทูลเกล้าถวายฎีกา และ3.การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ม. 191 ระบุว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ
นายถิรชัย กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้นายถาวร ได้กล่าวถึงการฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษโดยยกเพียงกฎหมายตาม ป.วิ อาญา มาตรา 260 ที่ระบุว่า ผู้ถวายเรื่องราวซึ่งต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ จะยื่นเรื่องราวต่อพัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำก็ได้ เมื่อได้รับเรื่องราวนั้นแล้ว ให้พัศดีหรือผู้บัญชาการเรือนจำออกใบรับให้แก่ผู้ยื่นเรื่องราว แล้วให้รีบส่งเรื่องราวนั้นไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ที่ถูกจำคุกอยู่เรือนจำเป็นผู้ยื่น โดยไม่ได้พูดถึงกฎมายตาม ป.วิ อาญา มาตรา 259 ที่ระบุว่าผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษอย่างใดๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษ จะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้ ซึ่งกฎหมายมาตราดังกล่าวคือกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาอาจอยู่หรือไม่อยู่ในความควบคุมของเรือนจำ นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ผู้ต้องคำพิพากษาเองหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถยื่นฎีกาต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ ดังนั้น ต้องถือว่าไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดแต่ยังไม่ต้องโทษจะยื่นฎีกาไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปคือนักโทษไม่ต้องรับโทษจำคุกก็สามารถยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษได้ใช่หรือไม่ นายถิรชัย กล่าวว่า ตามม. 259 ก็จะชัดเจนตามนั้น เมื่อถามว่า ตามม. 259 ระบุว่าผู้ต้องคำพิพากษา หรือผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง หมายถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัว เครือญาติหรือไม่ นายถิรชัย กล่าวว่า จริงๆแล้วถ้าอ่านโดยไม่ได้ดูกฎหมายอื่นประกอบโดย หรือไม่ได้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมอาจจะเข้าใจอย่างนั้น แต่ลงไปในรายละเอียดแล้วดูกฎหมายอื่นประกอบ เท่าที่จำได้คือถ้อยคำที่ระบุว่า ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆนั้นเป็นการระบุไว้อย่างกว้าง จึงคิดว่าเป็นหลักนิติธรรมที่กฎหมายได้เขียนไว้และให้สิทธิ์ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆได้อย่างชัดเจน ไม่จำกัดเฉพาะบุพการี หรือผู้สืบสันดาน จะเห็นชัดเจนว่าผู้เกี่ยวข้องอื่นๆสามารถที่จะร่วมยื่นเรื่องราวได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีใครใช้ตามมาตรา 259 ไปแล้วบ้าง นายถิรชัย กล่าวว่า คณะทำงานกลั่นกรองและตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ จะต้องไปดูว่าจะมีเรื่องการดำเนินการเรื่องนี้เพียงใด แต่เคยมีกรณีตัวอย่าง หากจำไม่ผิดคือ อดีตอธิบดีกรมอัยการ นายโกเมน ภัทรภิรมย์ ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก และมีโทษปรับ แต่เป็นโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ต่อมานายโกเมนได้รับพระราชทานอภัยโทษ อาจจะเข้าข่ายนี้หรือไม่ทางคณะทำงานฯจะต้องไปตีความ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีใครมาร้องในลักษณะเดียวกันนี้อีกจะต้องคณะทำงานพิจารณาเหมือนกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ นายถิรชัย กล่าวว่า ทุกคดีมีความสำคัญทั้งนั้น เพียงแต่ว่าคดีนี้ถูกทำให้มีความสำคัญ มีการพูดจาในทำนองมีการเร่งรีบ กระทรวงยุติธรรมจึงต้องตั้งคณะทำงานขึ้นพิจารณา ซึ่งเป็นกระบวนการตามขั้นตอนตามปกติ กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการดำเนินการมาแล้วและค้างอยู่ในรัฐบาลที่แล้วถึง 2 ปี ถ้าดูภาพรวมเป็นจิ๊กซอว์ก็จะเห็นได้ชัดว่า การตั้งคณะทำงานชุดนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อการยื่นฎีกาเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณแต่อย่างใด เมื่อถามว่า กรณีนายโกเมน ได้รับโทษจำคุกแต่ศาลให้รอลงการอาญา และไม่ได้หลบหนี จะมีกรณีที่จำเลยหลบหนีแต่ขอถวายฎีกาหรือไม่ นายถิรชัย กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของคณะทำงานฯ จะต้องไปศึกษา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ระบุว่าเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่นโยบายหลักของรัฐบาลที่จะต้องเร่งรีบดำเนินการ แต่การเร่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อให้เร่งดำเนินการ การกระทำจะสวนทางกับนโยบายหรือไม่ นายถิรชัย กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม ไม่อยากให้สังคมเกิดความสับสนอีกต่อไป เพราะถ้ามีการพูดในทำนองข้อเท็จจริงไม่สมบูรณ์ครบถ้วนมันจะทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ไปเรื่อยๆ แล้วจะเป็นการพาดพิงถึงพระราชอำนาจ จะเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ดังนั้นเราจึงต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาสำหรับพิจารณาให้ชัดเจน และจะมีคำตอบให้สาธารณะชนได้ทราบต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกลายเป็นเรื่องเข้าไปกดดันสถาบันหรือไม่ นายถิรชัย กล่าวว่า เป็นคนละประเด็นกัน ขอไม่ตอบ เพราะเรื่องการกดดันกับการกระทบสถาบันนั้นไม่ได้อยู่ในประเด็นที่จะชี้แจง เราชี้แจงแต่ข้อกฎหมายของผู้ที่มีการกล่าวถึง เป็นการเติมเต็มกฎหมายที่นายถาวรพูดออกมาไม่สมบูรณ์ครบถ้วนเท่านั้นเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะหยิบยกกรณีที่ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรมว.มหาดไทย เคยมีความเห็นปฏิเสธเรื่องของการยื่นฎีกาผู้ที่หนีคำพิพากษาแล้วขออภัยโทษ มาพิจารณาเทียบเคียงหรือไม่ นายถิรชัย กล่าวว่า เชื่อว่าคณะทำงานฯจะต้องนำไปศึกษา และจะต้องนำมาถกแถลงเพื่อหาข้อยุติว่าเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะทำงานฯที่ตั้งขึ้น 3 ใน 10 คน โดยเฉพาะ นายจุมพล ณ สงขลา เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากที่พิพากษาว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่ผิดคดีซุกหุ้น นายธงทอง จันทรางศุ เคยมีถ้อยแถลงแก้ในกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ไปทำบุญที่วัดพระแก้ว และนายนัทธี จิตสว่าง อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ จะตอบสังคมได้อย่างไรว่าคำวินิจฉัยในอดีตจะไม่เชื่อมโยงมาถึงปัจจุบันที่จะช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้ง นายถิรชัย กล่าวว่า องค์ประกอบคณะทำงานฯ ถ้าพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยไม่ได้มุ่งประเด็นไปถึงบุคคลใด จะเห็นว่ามีความครอบคลุมในทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือผู้มีประสบการณ์ด้านศาล การพิจารณาที่เกี่ยวกับกระบวนการกฎหมาย จึงคิดว่าความสมบูรณ์การแต่งตั้งจะทำให้เราได้ข้อเท็จจริง หากมุ่งไปที่ตัวบุคคลตั้งแต่ที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการ เกรงว่าจะทำให้คณะบุคคลมีความรู้สึกว่าเขาถูกมองและถูกกดดัน จึงขอไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ เพราะคิดว่าเป็นการให้เกียรติตัวบุคคลที่เข้ามาทำงาน จึงอยากให้มองภาพและประโยชน์ส่วนรวม เพราะทุกท่านเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น ดังนั้นเราจะดำเนินการให้รอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อราชการ
เมื่อถามว่า หากไม่ตอบคำถามเรื่องที่มาของคณะทำงานฯ ก็จะทำให้สังคมเคลือบแคลงในตำแหน่งดังกล่าว นายถิรชัย กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่แถลงเติมเต็มถ้อยคำของนายถาวร มาตรา 260 ดังนั้น หากถามเพิ่มเติมขึ้นมาเกรงว่าจะไม่สามารถตอบได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า จะส่งสัญญาณไปถึงผู้ต้องโทษจำคุกคดีอื่นๆที่หลบหนี เช่น คดีนายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ คดีของนายวัฒนา อัศวเหม เพื่อให้มายื่นฎีกาทำนองเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณด้วยหรือไม่ นายถิรชัย กล่าวว่า คนละกรณีกัน ไม่สามารถให้ความเห็นได้ และขอจบการแถลงข่าวเพียงเท่านี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าวของนายถิรชัยเป็นที่น่าสังเกตว่า พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดียุบพรรคปชป.กรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท และนายพงศ์ภัฎ เรียงเครือ ที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงยุติธรรม เป็นข้าราชการประจำระดับ 10 เพียง 2 คน ที่เข้ามาร่วมฟังการแถลงข่าวอย่างใกล้ชิด
โฆษกศาลยธ.แจงรื้อคดีทักษิณพิจารณาใหม่กม.ต้องชัดเจน
นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการรื้อฟื้นการพิจารณาคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดจำคุก 2 ปีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใหม่ ว่า กฎหมายมีบทบัญญัติให้สามารถรื้อฟื้นคดีใหม่ได้ ซึ่งมีหลักเกณฑ์บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขื้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 โดยการรื้อฟื้นคดีอาญานั้นเคยมีให้เห็น เช่น กรณีการจับผู้ต้องหา หรือจำเลยผิดตัว เหมือนคดีฆ่า น.ส.เชอรี่ แอน ดันแคน หรือเรื่องพยานหลักฐานเท็จ ขณะที่คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาก็เป็นคดีอาญาเช่นกัน ซึ่งหากฝ่ายผู้แพ้คดีจะยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีเพื่อพิจารณาใหม่ ก็ทำได้ถือเป็นสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญา ฯ บัญญัติ
“จะบอกว่าคดีนี้รื้อฟื้นได้หรือไม่ ในฐานะที่เราเป็นศาลและต้องพิจารณาเรื่องที่อาจจะเข้ามา จึงคงตอบไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นการชี้นำในเรื่องที่กำลังเป็นคดี ดังนั้นถ้าจะมีการรื้อฟื้นคดีก็ต้องพิจารณาตามหลักที่มีกฎหมายบัญญัติ ” โฆษกศาลยุติธรรมกล่าว
เมื่อถามว่า หากมีการยื่นคำร้องรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่จริง จะทำให้ผู้ที่ทำการสอบสวนคดีดังกล่าวในครั้งแรก ทั้ง คตส. อัยการ และผู้พิพากษาที่ตัดสินคดี มีความผิดหรือไม่ นายสิทธิศักดิ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมดหากไม่ปรากฏว่าไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตไม่ได้เป็นการกระทำที่ขาดความระมัดระวัง จนประมาทเลินเล่อ แล้วกฎหมายย่อมคุ้มครองการฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่นั้นถ้าศาลพิพากษายกฟ้องคดีใดแล้ว พนักงานสอบสวนและอัยการจะต้องฝ่ายผู้แพ้ฟ้องทุกคดี
ด้านนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม และพ.อ.อภิวันท์ ยกเรื่องที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาข้อพิพาทสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ โดยเห็นว่าที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวพร้อมทั้งให้กองทุนฯ คืนเงิน โดยเท่ากับว่าการซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นความผิด จึงไม่เกิดขึ้นในคดีอาญา พ.ต.ท.ทักษิณเช่นกัน ว่า ตนไม่เห็นรายละเอียดคำพิพากษาของศาลแพ่งในส่วนนั้น อย่างไรก็ดีเชื่อว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคงไม่รื้อคดีขึ้นมาใหม่ ซึ่งการจะรื้อคดีขึ้นอยู่ว่ามีข้อเท็จจริงใหม่หรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามพ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาฯ ได้บัญญัติหลักในยื่นคำร้องรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาไว้ มาตรา 5 ระบุว่า คดีใดที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บุคคลใดต้องรับโทษอาญาในคดีนั้นแล้ว อาจมีการร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ เมื่อมีเกณฑ์เข้าข่ายตาม (1) พยานบุคคลที่ศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษานั้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังว่าคำเบิกความของพยานนั้นเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องกับความจริง (2) พยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากพยานบุคคลตาม (1) ที่ศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษานั้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังว่า เป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง (3) มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ถ้านำมาสืบในคดีที่ถึงที่สุดแล้วจะแสดงว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด
ขณะที่มาตรา 6 ระบุผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้องไว้ว่าเป็น (1) บุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุด (2) ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้อนุบาลในกรณีที่บุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นเป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถ (3) ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุด (4) บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดซึ่งถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการยื่นคำร้อง (5)พนักงานอัยการในกรณีที่พนักงานอัยการไม่ได้เป็นโจทก์ในคดีเดิม
โดยการยื่นคำร้องนั้น มีการกำหนดระยะเวลาไว้ในมาตรา 20 ว่า ให้ยื่นได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ปรากฏข้อเท็จจริงตามมาตรา 5 หรือภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุด แต่เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษศาลจะรับคำร้องที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวนั้นไว้พิจารณาก็ได้



