
รายงาน-หากินกับศพ
ทันทีสิ้นควันปืนเหล่าทหารจากกรม กองต่างๆ ที่ถูกระดมเข้ามารักษาความสงบในเขตพระนคร ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา
ด้านหนึ่งมองไม่เห็นเงา “ทักษิณ ชินวัตร” แม่ทัพใหญ่สีแดง ผู้ประกาศกร้าวผ่านวิดีโอลิงก์ว่า วันใดที่ “เสียงปืนแตก” พร้อมจะหวนคืนถิ่นแผ่นดินแม่ เป็นผู้นำมวลชน เดินทัพเข้ากรุงด้วยตัวเอง
ขณะที่อีกทางหนึ่ง ผู้บัญชาการม็อบภาคสนามก็เดินหน้าขุดคุ้ย เสาะหาร่องรอยปฏิบัติการสลายการชุมนุมของฝ่ายกองกำลังสีเขียว
โดยโฟกัสไปที่ความเสียหายระดับ “ชีวิต" ของมวลชนเสื้อแดง
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มี “ศพไ ที่เกิดจากการ “ฆ่า" ด้วยน้ำมือทหาร
ไล่ตั้งแต่ 2 ศพพนักงานรักษาความปลอดภัย ที่พบริมแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อเช้าวันที่ 15 เมษายน ถูกจุดพลุขึ้นมาด้วยข้อกังขาทหารขนศพทิ้งแม่น้ำ
แต่ผลการสอบสวนกลายเป็นคดีอาชญากรรมทั่วไป และ 2 รปภ.ดังกล่าวเสียชีวิตหลังปฏิบัติการสลายม็อบเสร็จสิ้นลง
ต่อมามีการกระพือว่า ทหารขนศพผู้ชุมนุมสีแดงไปเผาที่วัดสาครสุ่นประชาสรรค์ ย่านลาดพร้าว 71 สื่อมวลชนแห่ไปทำข่าว ปรากฏว่าเมื่อไปถึง "พระครูธรรมธรบุญเหลือ" รองเจ้าอาวาส แถลงข่าวว่า ผู้ที่เสียชีวิตไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง แต่เสียชีวิตด้วยโรคชรา
ข่าวคราวก็เงียบไปอีก !
ล่าสุด การเสียชีวิตของ พลทหารอภินพ เครือสุข ผู้ดูแลบ้านพักของ "พล.ท.คณิต สาพิทักษ์" แม่ทัพภาคที่ 1 เมื่อเช้าวันที่ 15 เมษายน ก็ถูกคณะทำงานพรรคเพื่อไทย เอาข่าวมาเขย่าประเด็น
พร้อมกับโยงประเด็นเข้าหา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เข้าไปพักค้างที่บ้านหลังดังกล่าวในช่วงเวลาเดียวกัน
ตลอดเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา กระแส ”ทหารฆ่าประชาชน" ถูกปลุกปั่น ตั้งแต่ช่วงที่ชุลมุนกันอยู่ ตอนนั้นข่าวลือจำนวนเสื้อแดงตายพุ่งสูงลิ่วไปถึง 60 คน
ซึ่งข่าวลือชิ้นนี้ก็มีพลังพอที่จะทำให้เด็กๆ ใน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กระโดดงับเข้าอย่างจัง !
การมุ่งหน้าหา “ศพ” อย่างขะมักเขม้นก็เป็นไปเพื่อหวังให้เกิด “จุดเปลี่ยน” ทางการเมือง พลิกสถานการณ์ของ “เสื้อแดง”
หลังจากภาพลักษณ์ป่นปี้จนติดดิน จากการก่อจลาจลกลางเมือง ทั้งเผารถเมล์ ยึดรถแก๊ส ทำลายมัสยิด ยึดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปิดศึกกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ
ภาพ “กองทัพแดง” ที่ปรากฏสู่สายตาชาวไทยและชาวโลก ไม่มีใครเชื่อว่ามันคือขบวนการภาคประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย เพราะมันใกล้เคียงกับ “กองโจรการเมือง" ที่จับชาวบ้านเป็น “ตัวประกัน" เรียกร้องผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง
ทางเดียวที่จะลบภาพความร้ายกาจของกลุ่มตัวเองได้ ก็คือ โยนภาพความโหดเหี้ยม รุนแรงมากกว่า ให้แก่ฝ่ายตรงข้าม
นั่นเป็นที่มาของทำทุกอย่าง เพื่อที่จะยัดข้อหา “มือเปื้อนเลือด" ให้แก่นายกฯ แปะป้าย “ทรราช” ให้รัฐบาล ทำลายความน่าเชื่อถือในเวทีโลก
การประชุมร่วม 2 สภา ส.ส.ฝ่ายค้านก็พร้อมใจกันทำตำหนิให้รัฐบาล แต่หลักฐานก็น้อยมาก จนไม่อาจปั่นให้สังคมเชื่อได้ แถมบางตอนยังถูกสวนกลับเจ็บๆ แบบตั้งตัวไม่ทัน
อย่างกรณีที่นำภาพหญิงถูกกระชากผมมาโชว์ สุดท้ายปลายทางก็โอละพ่อ! เป็นการทะเลาะกันเอง ไม่เกี่ยวกับ ท.ทหาร อดทน แต่ประการใด
ต้องยอมรับว่า พล็อตเรื่อง “ทหารฆ่าประชาชน” เป็นข้อหาที่ละเอียดอ่อน คว่ำรัฐบาลมานักต่อนักแล้ว
กระแสเหล่านี้เกิดขึ้นกับรัฐบาลไหน รัฐบาลนั้นไม่อาจนั่งบริหารบ้านเมืองได้อย่างสบายก้น
เทียบเคียงเอาประวัติศาสตร์ที่ใกล้เคียงปัจจุบัน คือ เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เมื่อปี 2535 มีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหาร ทำให้เกิดการล้มตายหลายสิบชีวิต
ครั้งนั้นมีศพผู้เสียชีวิตจริงๆ หลายสิบชีวิต มีผู้สูญหายอีกมากมาย จนญาติๆ ได้ร่วมกันจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า “องค์กรญาติวีรชนพฤษภา35" มาดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
รัฐบาลภายใต้การนำของ “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” ก็อยู่ไม่ได้ ต้องพับฐานไปพร้อมกับเอาโลโก้ ”ทรราช” ติดตัวไปด้วย
“จตุพร พรหมพันธุ์" ผู้นำเสื้อแดง หรือ “นพ.เหวง โตจิราการ” ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย ก็อยู่ในเหตุการณ์ และชัยชนะของภาคประชาชนมาจากจุดหักเหสำคัญ คือ “รัฐบาล” ตัดสินใจหันกระบอกปืนมา “ฆ่าประชาชน"
เป็นไปได้ที่คนกลุ่มนี้จะเข็น “ศพ” เพื่อมาเป็น “ชนวน” ในการเช็กบิล “รัฐบาล” เหมือนในอดีต
แต่เมื่อยังหา “ศพ" ไม่ได้ ก็เริ่มจับแพะมาชนแกะ เอาปมโน้นมาชนกับปมนี้ สร้างนิทานเรื่องความโหดร้ายของรัฐบาล ให้ประชาชนฟัง และหวังว่าจะเชื่อ
ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งเห็นอาการทุรนทุราย วันนี้ชาวบ้านเขานินทากันแรงๆ แล้วว่า คนพวกนี้กำลัง “หากินกับศพ”
กระแสตีกลับรุนแรงขึ้นมาเมื่อไหร่ ระวังจะ "ไม่มีแผ่นดินอยู่" เพิ่มอีกหลายคน !
เสถียร วิริยะพรรณพงศา



