ข่าว

'ปู'หารือกฤษฎีกาส.ว.ชี้ช่องยื้อกสทช.

'ปู'หารือกฤษฎีกาส.ว.ชี้ช่องยื้อกสทช.

08 ก.ย. 2554

"ยิ่งลักษณ์" พร้อมหารือข้อกม.กับกฤษฎีกาหลังดีเอสไอสอบกระบวนการสรรหากสทช. "มาร์ค" บอกตามกฎหมาย "ปู"ต้องนำรายชื่อ'กสทช.'ขึ้นทูลเกล้าฯ เตือนระวัง 'ผู้ถูกคัดเลือก' มีสิทธิ์ฟ้องร้องได้

           8ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการสอบสวน คดีการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมีหลักฐานบ่งชี้ได้ว่าองค์ประกอบการดำเนินการสรรหาอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการสรรหาในบัญชี 2 น่าเชื่อว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหา แต่ตามกระบวนการได้มอบให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปศึกษาขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งงานระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารจะต้องแยกกัน โดยตนมีหน้าที่นำรายชื่อส่งไป แต่ถ้ามีเรื่องการตรวจสอบเข้ามาก็ต้องหารือเชิงข้อกฎหมายกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

            ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามกระบวนการแล้วถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะรักษาการกสทช.ใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ใช่ แต่นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่นำรายชื่อส่ง ซึ่งทั้งหมดจะให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีศึกษาและเร่งทำให้ถูกขั้นตอนต่อไป และถ้าเห็นว่านำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ก็จะดำเนินการเลย

            ส่วนจะใช้เวลาในการดำเนินการนานหรือไม่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายชื่อ ต้องรอให้ส่งชื่อมาก่อน

           ส่วนจะต้องมีการเลือกประธานและรองประธานกสทช.ก่อนจึงจะส่งรายชื่อทั้งหมดให้นายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ถ้ามีการส่งรายชื่อมาและดูแล้วเป็นไปตามกฎหมายก็จะดำเนินการต่อไป  

 

ส.ว.เผยกฏหมายกสทช.เปิดช่องยื้อกสทช.

 

            ในการประชุมกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ก่อนเข้าวาระประชุมนายสมชายได้แจ้งเรื่องที่กรรมการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เห็นชอบให้ดำเนินคดีกรณีกรรมการสรรหากรรมการกิจการวิทยุ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิด ให้เป็นคดีพิเศษ ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ นายสัก กอแสงเรือง ประธานที่ปรึกษาด้านสิทธิเสรีภาพ ของ กมธ.สิทธิมนุษยชนฯ ทำเรื่องเสนอไปยังพล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา เพื่อให้คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายประธานวุฒิมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว เพื่อสร้างความชัดเจนต่อการทำหน้าที่ส.ว. รวมถึงมีมูลเหตุใดหรือไม่ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่นำรายชื่อ 11 ว่าที่กสทช. ขึ้นทูลเกล้าฯ โดยเตรียมยื่นให้ประธานวุฒิภายในสัปดาห์นี้

             ด้านนายสัก กล่าวว่า ตนมองว่าการทำงานของพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ ได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ผิดปกติ คือ มีการชี้แนะ ชี้นำกลุ่มอื่น ไปดำเนินการยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กสทช. , ประธานวุฒิสภา , กรรมาธิการ , เลขาธิการวุฒิสภาให้สอบสวนหรือพิจารณาหาข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานสอบสวน อีกทั้งได้มีการชี้นำมาสู่ในขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีความพยายามหยุดการทำหน้าที่ของวุฒิสภา

             นายสัก กล่าวต่ออีกว่า ที่สำคัญโดยหลักของการกฎหมายคดีพิเศษ ระบุว่าสอบสวนต้องไม่เปิดเผยข้อมูลซึ่งกระทบและสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น ซึ่งหากเปิดเผยแล้วถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และที่ผ่านมาพบว่าพนักงานสอบสวนได้เปิดเผยถึงกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งโดยสาธารณะทราบดีว่า กรรมการสรรหา กสทช.ประกอบด้วยใครบ้าง และที่สำคัญชั้นพนักงานสอบสวนไม่สามารถเปิดเผยสำนวนได้ และไม่มีสิทธิ์ให้ข่าวชี้ว่าใครผิด

             ส่วนนายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ฐานะรองประธาน กมธ.สิทธิมนุษยชนฯ กล่าวว่าตามพ.ร.บ.กสทช. กำหนดเป็นข้อบังคับชัดเจนว่า เมื่อสำนักงานเลขาธิการกสทช. ส่งรายชื่อ กสทช. ให้ครม.พิจารณาแล้ว นายกฯ ต้องส่งรายชื่อ 11 กสทช. ขึ้นทูลเกล้า แต่ในกฎหมายไม่ได้ระบุว่าภายใต้เงื่อนไขเวลาเท่าใด ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการยื้อเวลาได้ ส่วนในทางคดีนั้น เมื่อผลชี้ว่ากรรมการ กสทช. มาโดยไม่ชอบ จะไม่ส่งผลใดๆ ต่อส.ว. เพราะเป็นคนละกระบวนการ

             รายงานข่าวแจ้งว่าสำหรับประเด็นที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ระบุถึงสาระสำคัญหลักที่ กพค.เห็นชอบให้ดำเนินคดีอาญากับกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.มีข้อมูลน่าเชื่อว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ได้พุ่งเป้าไปในส่วนของกรรมการสรรหาที่กำหนดให้เป็นประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2.กระบวนการของการสรรหาบัญชี 2 เป็นกระบวนการที่มีพยานหลักฐาน และน่าเชื่อได้ว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ได้ปรากฎชื่อของ พล.อ.อ.ธเนศ ปุณศรี,พ.อ.นที ศุกลรัตน์, นายสุทธิพล ทวีชัยการ, น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ และ นพ.ประสิทธิ์ ลี่สถาพรวงศา โดยระบุเบื้องต้นว่า เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและเกี่ยวข้องกับการทุจริต

 

ปชป.ข้องใจ3ประเด็นเตือน“ปู”ชะลอโดนข้อหาละเว้น


            นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์  แถลงกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เตรียมเสนอให้นายกฯชะลอการทูลเกล้าฯรายชื่อของคณะกรรมการ กสทช.โดยระบุขั้นตอนการสรรหาไม่โปร่งใสและจะนำเข้าเป็นคดีพิเศษว่าในฐานะที่ตนเคยเป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ. กสทช.ทั้งในชั้นของสภาฯและวุฒิสภา โดยสิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิมเตรียมที่จะดำเนินการดังกล่าวมี 3 ประเด็นที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งอาจมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง คือ

            1. การที่ดีเอสไอรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณามีความชอบมาพากลหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ นายพิชา วิจิตรศิลป์ ในฐานะซึ่งเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอสืบสวนว่าการสรรหา กสทช.เป็นไปโดยมิชอบนั้น เคยร้องให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์​ องคมนตรี ลาออกจากตำแหน่งมาแล้ว  นอกจากนี้ยังพบว่าจากที่นายพิชา ยื่นเรื่องเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมานี้ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่ดีเอสไอได้นำมาสู่การพิจารณารับเรื่องไว้เป็นคดีพิเศษ​ 7 ประเด็น ซึ่งในบางประเด็น ศาลปกครองเคยพิจารณาแล้วว่า กระบวนการสรรหาเป็นไปโดยชอบ  แต่ดีเอสไอกลับนำมาพิจารณาเป็นคดีพิเศษ​

            นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า 2. การตั้งธงว่าจะมีการชะลอการทูลเกล้าฯ โดย ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่าจะเสนอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชะลอการนำรายชื่อกสทช.ขึ้นทูลเกล้าฯนั้น จะทำให้เกิดความล่าช้าและหวังที่จะล้มกระบวนการสรรหากสทช. ทั้งที่ขั้นตอน และการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่างเหลือเพียงนำขึ้นทูลเกล้าฯเท่านั้น หากนายกฯไม่นำขึ้นทูลเกล้าฯ จะนำไปสู่ความผิดกฎหมายได้ทั้งนี้กฎหมายระบุชัดว่า นายกฯไม่สามารถทานกระบวนการทูลเกล้าฯ ได้ ยกเว้นในมาตรา 18 พ.ร.บ.​กสทช.  เมื่อพบว่าผู้ที่ได้รับการสรรหาขาดคุณสมบัติที่ระบุไว้ ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องตัวบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกระบวนการสรรหาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นไปอย่างถูกต้อง ดังนั้นหากนายกฯไม่นำขึ้นทูล อาจเสี่ยงต่อการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ ​ ​

            นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า 3. การสรรหาทั้งหมดได้ดำเนินการมาอย่างถูกต้อง ไม่มีช่องทางอื่นนอกจากการทูลเกล้าฯ  และหากไม่ทูลเกล้าฯ​ก็จะนำไปสู่ความเสียหายได้ เพราะจะนำไปสู่การไม่มีกสทช.​ เหมือนกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่จะโยงไปถึง​เรื่องการอนุมัติการดำเนินการในระบบ 3 จี และการตรวจสอบให้ใบอนุญาตวิทยุชุมชน เคเบิล ทีวีดาวเทียม ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า การจะชะลอการทูลเกล้าฯ ครั้งนี้ออกไป มีผลประโยชน์อะไรจากกลุ่มทุนที่เข้ามาเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มการเมืองหรือไม่ เพราะหากไม่มี กสทช.​ก็จะทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล

 

'มาร์ค'ชี้กม.'ปู'ต้องนำชื่อ'กสทช.'ขึ้นทูลเกล้าฯ

 

           นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าตนดูข้อกฎหมายคร่าวๆ คือ นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจว่าจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าหรือไม่ ถ้านายกฯไม่ทูลเกล้าฯ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกก็มีสิทธิ์ฟ้องร้อง และนายกฯก็ต้องรับผิดชอบว่าทำไมถึงไม่ดำเนินการเช่นนั้น

        ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของสมาชิกวุฒิสมาชิกสามารถท้วงติงอะไรได้หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนที่ได้รับการคัดเลือกเขาจะเล่นงานถ้าไม่ทูลเกล้าฯ และมีสิทธิ์ฟ้องร้องอยู่แล้ว ซึ่งสามารถฟ้องได้เกือบทุกศาล ส่วนจะชนะหรือแพ้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตนไม่รู้ว่าข้อมูลที่ดีเอสไอมีอยู่คืออะไร ขอไปอ่านดูข้อกฎหมายก่อน

 

 

ปธ.สภาฯ ไม่วิจารณ์ชะลอนำชื่อกสทช.ขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่

  

     นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่อาจจะมีการชะลอการนำขึ้นทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกสทช.ว่า ตนยังไม่ทราบในรายละเอียด แต่เรื่องนี้คงต้องดูทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เมื่อถามว่า กรณีที่คณะกรรมการคดีพิเศษ หรือกพค. มีมติรับคดีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกี่ยวกับกระบวนการสรรหา กสทช.เป็นคดีพิเศษนั้น จะกระทบต่อกระบวนการพิจารณานำขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่

       นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ทรายในรายละเอียด คงต้องดูข้อกฎหมายอีกครั้งหนึ่งก่อน ส่วนหากดีเอสไอกำลังตรวจสอบอยู่แต่มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ นั้นจะเป็นการมิบังควรหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา อย่างไรก็ตาม ตนไม่อยากไปก้าวล่วงตรงนั้น

 

 

“เฉลิม”แนะหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

       ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้มาขออนุญาตรับเรื่องนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ โดยได้อธิบายเหตุผลให้ฟังยาวเหยียด เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ว่าทำเพื่อเอาใจรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ใช่ คนละเรื่องกันเลย เพียงแค่งานมันเข้าพอดี รัฐบาลชุดนี้ไม่จำเป็นต้องตั้งข้าราชการทุกสาขาอาชีพมาเป็นพวก เพราะเรามีหน้าที่ในการแก้ปัญหาปากท้องและยาเสพติดให้กับประชาชน

       ส่วนกรณีที่มีความเป็นห่วงว่า หากดีเอสไอกำลังตรวจสอบอยู่แต่มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ นั้นจะเป็นการมิบังควร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้วันที่ 8 ก.ย.เวลา 11.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมเกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด ตนจะกราบเรียนท่านเพื่อความปลอดภัย