ข่าว

กินข้าวน่าจะง่ายกว่าแก้ปัญหาข้าว

กินข้าวน่าจะง่ายกว่าแก้ปัญหาข้าว

08 ก.ย. 2554

กินข้าวน่าจะง่ายกว่าแก้ปัญหาข้าว : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]

          ไม่ว่าจะเถียงกันยังไงก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เรื่องข้าวกลายเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะยุคดีแต่พูด จนกระทั่งยุคดีแต่โม้ (แถมยุคดีแต่ด่าไปด้วย)

           ที่น่ายินดีเพราะเราเป็นสังคมที่กินข้าว และผลิตข้าว และส่งออกข้าวที่สำคัญ ไม่ว่าผู้คนจะเกี่ยวข้องในเรื่องการผลิตข้าวมากน้อยแค่ไหนในวันนี้ สาระสำคัญก็คงอยู่ที่ว่าเรื่องของข้าวเป็นทั้งมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม

           ดังนั้นการถกเถียงเรื่องนโยบายขายข้าวซื้อข้าวก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้เราพยายามที่จะเข้าใจชาวนามากขึ้น

           แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ เวลาที่เราพูดถึงเรื่องชาวนานั้น เรามีความเข้าใจและเคารพเขามากแค่ไหนด้วยเช่นกัน

           ที่พูดแบบนี้หากเป็นนักวิชาการที่เชื่อว่าไม่มีชาวนาแล้ว อันนี้ก็ง่าย ด้วยเห็นว่าเราไม่มีชาวนาตามลักษณะของพวกที่ "หายใจปริ่มน้ำ" หรือพวกที่พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดในแบบที่แม้จะยากจนอย่างไรก็ต้องพยายามอยู่ให้รอด

           ซึ่งอาจหมายถึงการขูดรีดตัวเอง หรือลูกเมียในครัวเรือนเดียวกันด้วย

           ชาวนาที่หายไปแล้วจึงมีแต่พวกเกษตรกรที่ทำนาเป็นอาชีพ มีแหล่งเข้าถึงเงินทุน มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีกระบะวีโก้ เดินโลตัสทำนองนั้น

           แต่ถ้าเรายังมีจังหวัดที่ยากจนล่ะ? มีชาวนาที่ยากจนจริงๆ ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจนล่ะ

           และไม่ว่าจะมีชาวนาจริงหรือไม่จริง แต่เรื่องสำคัญก็คือ การต่อสู้แข่งขันในเรื่องของการขอเสียงสนับสนุนนั้นทำในแบบการเมืองเรื่องชาวนา และเพื่อชาวนา เรื่องเกี่ยวกับข้าวนั้นก็สำคัญมิใช่น้อย

           พวกแรกก็ว่า เรื่องนโยบายซื้อขายข้าวนั้น ทุกฝ่ายก็ถูกหมด ประเด็นอยู่ที่การบริหารจัดการยังไงไม่ให้โกงเสียมากกว่า

           อีกพวกหนึ่งก็ว่า ไม่ใช่หรอก มันอยู่ที่แนวคิดว่าจะเอายังไง เพราะการจำนำข้าวนั้น จะส่งผลให้เกิดการผูกขาดโดยรัฐ ซึ่งสิ่งนี้ไร้ประสิทธิภาพ เพราะจำนำทุกที่ และที่สำคัญคือสูงกว่าราคาตลาดมาก ที่สำคัญนั้น ข้าวไม่ใช่ทองคำ ดังนั้นถ้าเก็บไว้แล้วถ้าขายไม่ออกก็จะมีปัญหาต้องเอามาโละ และไม่มีโอกาสจะกำหนดราคาตลาดโลกได้

           ที่สำคัญคือถ้าราคาสูงโดยกำหนดไว้แล้ว อาจมีการแห่มาปลูกข้าว และอาจปลูกข้าวไม่มีคุณภาพเพราะไม่มีแรงจูงใจในการปลูกข้าว

           พวกที่สามก็มองว่า ก็เขาต้องขึ้นราคาเพราะค่าแรงสูง ก็ต้องให้ข้าวสูงด้วย ไม่งั้นอาจไม่มีคนปลูกข้าวเลยก็ได้

           ผมว่าทุกฝ่ายก็มีประเด็นของเขาอยู่นะครับ ที่สำคัญอยู่ที่ว่า เรามองเรื่องข้าวตรงที่ประเด็นเศรษฐศาสตร์หรือประเด็นศีลธรรม ซึ่งต้องระวังการทับซ้อนที่ไม่รู้ตัว เช่นการมีอคติว่า ถ้ามีการส่งสัญญาณแบบหนึ่งแล้วจะเปิดปัญหาทางศีลธรรม ทางเศรษฐศาสตร์ก็คือ คนจะขาดแรงจูงใจ และคนจะขาดคุณภาพ เพราะขัดกับราคาตลาด

           เหมือนคราวที่แล้วที่มองว่า ถ้าให้กู้แล้วคนอาจจะไปซื้อมือถือ ไม่ลงทุน ทั้งที่ตอนนโยบายเช็คที่ให้ใช้ฟรีไม่เห็นมีใครเดือดร้อน หรือตอนที่ล้มบนฟูกกันเป็นแถวก็ไม่เห็นจะมีการออกมาต่อต้านนโยบายดอกเบี้ยสูงอย่างรุนแรงเช่นนั้น

           หรือที่อ้างเรื่องค่าแรงขั้นต่ำเนี่ย ดีที่ไม่มีออกมาพูดแนวนี้ว่าถ้าค่าแรงสูงคนจะไม่มีประสิทธิภาพ แต่ในยุคแรกนั้นมีแต่ออกมาบอกว่าต้นทุนจะสูง จนกระทั่งจำนนด้วยหลักฐานว่าค่าครองชีพสูงกว่าค่าแรง และถ้าย้อนกลับมามองคือ สมมติบอกว่าราคาข้าวที่จะจำนำนั้นสูงกว่าราคาตลาด ประเด็นก็คือ ราคาตลาดกับค่าครองชีพของชาวนาล่ะครับ?

           ผมว่าความรู้ทางเศรษฐศาสตร์และนโยบายก็เรื่องหนึ่ง อุดมการณ์ทางการเมืองก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องสำคัญคือท่าทีที่มีต่อผู้คนที่ไม่ใช่เรานั่นแหละครับ…

           ไม่ได้พูดเรื่องสองมาตรฐานเลยนะเนี่ย…