
เลขาฯก.ต.ช.ชี้'เมื่อขรก.ยอมการเมือง'.
"เมื่อข้าราชการ..ต้องยอมการเมือง" บทความ "เอก อังสนานนท์" ที่ปรึกษา(สบ 10) เลขาฯ ก.ต.ช.
ท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง จนเกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ ไปทั่วในหมู่ข้าราชการ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับการแต่งตั้งในยุครัฐบาลก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ดูเหมือนจะกลายเป็น "ไก่ตัวแรก" แต่กลับกลายเป็นว่าหวยมาออกที่ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งทำท่าจะจบกันง่าย เพราะเจ้าตัวออกมาแถลงข่าวจะฟ้องเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษา (สบ 10) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้เขียนบทความเรื่องการแต่งตั้งผบ.ตร.ไว้อย่างน่าสนใจระหว่างอำนาจทางการเมืองกับข้าราชการประจำ ที่ต้องยอมรับในการเปลี่ยนแปลงตามอำนาจรัฐ ดังนี้
การเมืองกับข้าราชการประจำเป็นสิ่งที่คู่กัน โดยฝ่ายการเมืองซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ย่อมมีความชอบธรรมที่จะกำหนดนโยบาย และแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ไว้วางใจเพื่อดำรงตำแหน่งต่างๆ เพื่อจะได้นำนโยบายที่ได้ประกาศเป็นเจตจำนงทางการเมืองไว้ต่อสาธารณชนไปปฏิบัติ ผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการบริหารให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับในส่วนของสตช. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็มีข่าวคราวกรณี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สมัครใจย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาฯสมช. เป็นเหตุให้ต้องมีการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงกระบวนการในการแต่งตั้ง จึงได้นำหลักกฎหมายและระเบียบวิธีการในการแต่งตั้งผบ.ตร.มาเสนอ ณ ที่นี้
..พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง ผบ.ตร.ไว้ค่อนข้างกว้าง โดยระบุคุณสมบัติและขั้นตอนในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้เพียง 2 ประการ ได้แก่
1) ม. 51(1) กำหนดให้คัดเลือกจากข้าราชการตำรวจที่มียศพลตำรวจเอก เพื่อแต่งตั้งเป็นผบ.ตร.
2) ม. 53(1) กำหนดให้นายกรัฐมนตรีคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจ (ที่มียศพลตำรวจเอก) แล้วเสนอ ก.ต.ช.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
เมื่อ ก.ต.ช.ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
กรณีนี้ แตกต่างจากการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับรองลงไป ซึ่งนอกจากจะมีข้อกำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแล้ว ยังมีกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตร ถึง จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผบ.ตร. โดยกำหนดรายละเอียดวิธีการคัดเลือกในรูปแบบคณะกรรมการ รวมถึงการให้นำหลักอาวุโสมาพิจารณาประกอบความรู้ และคุณสมบัติ ตลอดจนผลการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในการแต่งตั้งระดับผู้ช่วยผบ.ตร.และรองผบ.ตร.นั้น ให้นำหลักอาวุโสมาพิจารณาอย่างค่อนข้างเคร่งครัด ซึ่งหากผู้มีอาวุโสสูงกว่าไม่ได้มีความบกพร่องแล้ว ก.ตร. ซึ่งทำหน้าที่บริหารงานบุคคลของสตช.ก็จะให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้มีอาวุโสสูงกว่าขึ้นดำรงตำแหน่งก่อนตามลำดับไป การข้ามอาวุโสจึงอาจเกิดขึ้นได้แต่เฉพาะจำเป็นเพื่อประโยชน์ของราชการอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความแตกแยก แตกความสามัคคี ในองค์กร จนท้ายที่สุดจะเกิดผลกับสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่สำหรับการแต่งตั้งผบ.ตร.นั้น ไม่มีระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์อื่นใดไว้เหมือนระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงไป ทั้งนี้ เข้าใจว่าตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขององค์กรในระบบราชการจะต้องสามารถปฏิบัติงานกับฝ่ายการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ และปฏิบัติงานสนองตอบต่อการกำหนดนโยบายของฝ่ายการเมืองได้อย่างดี โดยเฉพาะองค์กรตำรวจ ผู้นำองค์กรตำรวจซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญสูงสุดในการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับนิติรัฐ จึงต้องเป็นบุคคลที่ฝ่ายการเมืองไว้วางใจ และมีความเป็นวิชาชีพ (Professionalism) อย่างสูงสุด
รัฐสภาจึงได้มอบความไว้วางใจให้กับนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและในฐานะผู้บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้อำนาจในการคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจที่มียศพลตำรวจเอกคนใดคนหนึ่ง เสนอต่อ ก.ต.ช. เพื่อให้ความเห็นชอบ โดย ก.ต.ช.จะทำหน้าที่เสมือนเป็นคณะรัฐมนตรีในการให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งซึ่งแตกต่างกับการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงฝ่ายพลเรือนอื่นๆ ซึ่งจะต้องเสนอให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง
องค์ประกอบของ ก.ต.ช.เป็นไปตาม มาตรา 17 อันประกอบไปด้วยคณะกรรมการ 2 ประเภท ได้แก่ (1) กรรมการโดยตำแหน่ง ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (2) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คน ซึ่งได้รับการสรรหาจากกรรมการโดยตำแหน่งข้างต้น โดยคัดเลือกมาจากผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาการด้านกฎหมาย การงบประมาณ การพัฒนาองค์กร การวางแผน หรือการบริหารและจัดการ
..พ.ร.บ.ตำรวจปี 2547 มาตรา 23 จึงบัญญัติห้ามมิให้กรรมการโดยตำแหน่งมอบหมายให้บุคคลอื่นมาประชุมแทน ซึ่งกรณีนี้ หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาประชุมด้วยตนเอง ก็จะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีอื่นมาแทนไม่ได้ เช่นเดียวกับกรรมการ ก.ต.ช.โดยตำแหน่งอื่นๆ รวมถึงกรรมการผู้ทรงวุฒิด้วย ซึ่งก็จะมอบหมายให้ผู้อื่นมาประชุมแทนไม่ได้
...ในกรณีที่ ก.ต.ช.พิจารณาไม่ให้ความเห็นชอบแล้ว ตามพ.ร.บ.ตำรวจก็ไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้นายกรัฐมนตรีเสนอรายชื่อข้าราชการตำรวจรายเดิมเข้ามาพิจารณาในที่ประชุมก.ต.ช.อีกแต่ประการใด ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงอาจจะพิจารณาและเสนอรายชื่อเดิมหรือรายชื่อใหม่เพื่อให้ ก.ต.ช.พิจารณาได้
กล่าวโดยสรุป ตามระบบกฎหมายปัจจุบัน ฝ่ายการเมืองมีอำนาจที่จะเข้ามาควบคุมการบริหารงานในการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยรัฐสภาได้มอบความไว้วางใจให้ฝ่ายการเมืองผ่านนายกรัฐมนตรีในการคัดเลือกและเสนอรายชื่อข้าราชการตำรวจที่มียศพลตำรวจเอกเพื่อแต่งตั้งเป็นผบ.ตร.ต่อที่ประชุม ก.ต.ช.ให้ความเห็นชอบ อันเป็นดุลพินิจเด็ดขาด เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการหรือนโยบายของฝ่ายการเมือง ซึ่งระบบปัจจุบันสอดคล้องกับหลักการบริหารงานตำรวจของประเทศที่พัฒนาแล้วที่ยึดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั่วไป



