
ก.พ.ค.ชี้นายกฯคู่กรณี'ถวิล'
'จรวยพร ธรณินทร์' กรรมการ ก.พ.ค. ชี้ นายกฯ คือคู่กรณี 'ถวิล' แนะ อดีตเลขาฯสมช. ร้องประเด็นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมให้ครบ ด้านนักวิชาการ จี้ ก.พ.ค. ท้าทายอำนาจการเมือง
นางจรวยพร ธรณินทร์ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม(ก.พ.ค.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เตรียมยื่นร้องกับ ก.พ.ค. หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำว่า ขณะนี้ ก.พ.ค. มีข้าราชการส่งเรื่องร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม เข้ามาเยอะมาก โดยอันดับหนึ่งเป็นเรื่องของโยกย้ายตำแหน่ง และอันดับสองเป็นเรื่องของการพิจารณาความดีความชอบ
ส่วนกรณีของนายถวิล ยังไม่มีการยื่นคำร้องมาที่ ก.พ.ค. อาจจะยังเร็วเกินไป เพราะนายถวิลต้องเขียนรายละเอียดต่าง ๆ ในเอกสารคำร้อง เมื่อนายถวิล รู้หรือควรรู้ว่า ไมได้รับความเป็นธรรม ซึ่งท่านควรหยิบประเด็นมาว่า ท่านจะต่อสู้ประเด็นอะไร ต้องบอกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมอะไรบ้าง ซึ่งตามระเบียบของ ก.พ.ค. นั้นให้เวลายื่นเรื่องภายใน 30 วัน ไม่ว่าประเด็นที่ร้องเรียนมา มี 5 -6 ประเด็น ก.พ.ค.ก็จะดำเนินการ ให้คู่กรณีตอบให้ครบทุกประเด็น
เมื่อถามว่า การโยกย้ายของนายถวิลครั้งนี้ เป็นมติครม.แสดงว่า ครม.เป็นคู่กรณีใช่หรือไม่ นางจรวยพร กล่าวว่า คู่กรณีไม่ใช่ ครม. แต่จะเป็นรัฐมนตรีของต้นสังกัดของนายถวิล ที่มีอำนาจในสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลน.) ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน มีนายกรัฐมนตรีมีอำนาจ
“ท่านต้องร้องทุกข์ที่นายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจสั่งบรรจุตำแหน่งนี้ ไม่ใช่ร้องทุกข์กับร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่เป็นรองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯเท่านั้น ”นางจรวยพร กล่าว
นางจรวยพร ยังกล่าวถึงขั้นตอนการทำงาน ของ ก.พ.ค. หลังจากได้รับคำร้องของข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า หลังจากรับเรื่อง จะมีการจ่ายเรื่องไปที่องค์คณะวินิจฉัย เพื่อให้ทางองค์คณะทำหนังสือเรียกประชุมในองค์คณะว่า เรื่องที่มีการร้องเรียนมา อยู่ในขอบเขตอำนาจที่ ก.พ.ค. รับพิจารณาได้หรือไม่
ทั้งนี้ หากรับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว จากนั้น จะมีการส่งคำร้องทุกข์ให้คู่กรณีชี้แจงภายใน 30 สิบวัน ซึ่งส่วนมากจะมีการคัดค้านคำร้อง แต่เราจะส่งคำคัดค้านนี้ ไปยังผู้ร้องทุกข์อีกครั้ง เท่ากับว่า จะมีโอกาสชี้แจงคนละ 2 รอบ ต่อจากนั้น องค์คณะก็จะพิจรณาว่า ข้อมูลเพียงพอหรือไม่ จะดูว่าต้องเชิญใครมาไต่สวนพยานเพิ่มเติมหรือไม่ โดยจะใช้เวลาทั้งหมดจะอยู่ที่ 90 - 180 วัน
จากนั้น จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ก.พ.ค. และจะมีการพิจารณาและมีมติ เพื่อให้กลับไปแก้ไขปรับปรุงคำสั่ง ก็จะมีการส่งคำวินิจฉัยให้คู่กรณีให้ปฏิบัติตามวินิจฉัยของ ก.พ.ค. ภายใน 60 วัน
เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายการเมือง อ้างเหตุว่า เป็นเพราะนายถวิลไปทำงานอยู่ใน ศอฉ. ทั้งที่ข้าราชการส่วนอื่น ก็ต้องไปทำงานตามคำสั่ง ตรงนี้เป็นข้ออ้างได้หรือไม่ นางจรวยพร กล่าว นายถวิลต้องเขียนมาว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะในกฎหมายระบบพิทักษ์คุณธรรมจะต้องพิจารณาว่า ถูกย้ายเพราะความผิดพลาด หรือความบกพร่อง ที่มาจากความรู้ความสามารถหรือไม่อย่างไร หรือมาจากผลของความประพฤติ
“แต่จะโยกย้ายโดยใช้ความคิดเห็นทางการเมือง และพรรคการเมือง มาพิจารณาประกอบในการโยกย้ายไม่ได้ แต่ถ้านายถวิล บริหารผิดพลาด ก็ต้องพิสูจน์ แต่ตอนนี้เรายังด่วนตัดสินอะไรไม่ได้ ต้องให้นายถวิลทำเรื่องมาให้ ก.พ.ค. มาพิจารณาก่อน” นางจรวยพร กล่าว
อาจารย์จุฬาฯ จี้ ก.พ.ค. ท้าทายอำนาจการเมือง
ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมทางการเมือง ที่รังแกระบบราชการ เป็นการโยกย้ายทางการเมืองมากกว่า ที่ระบุว่า เป็นความเหมาะสม เพราะข้าราชการไม่มีความผิดอะไร และทำตามหน้าที่ในบทบาทของตัวเอง หากข้าราชการมั่นใจว่า ไม่ผิด ต้องกล้าฟ้องศาลปกครอง
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผลก็ต้องเกิดกับนักการเมือง ไม่ใช่ข้าราชการ ดังนั้น เรื่องนี้อยากให้สังคมไทย ออกมาช่วยปกป้องข้าราชการ โดยเฉพาะคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ต้องกล้าออกมาท้าทายอำนาจทางการเมืองมากกว่านี้
“นายถวิล ก็เพื่อนผม ผมขอให้กำลังใจนายถวิล ฟ้องศาลปกครอง เรื่องนี้เป็นการย้ายข้ามหน่วยงาน เพื่อเอาไปดอง จึงเป็นเหตุผลทางการเมืองมากเกินไป ซึ่งกรณีอื่นยังไม่น่าเกลียดเท่ากรณีนี้ ผมคิดว่า เราต้องมาช่วยกันดูการโยกย้าย มันมีระบบอะไร หรือมีสถาบันไหนจะสามารถสร้างระบบคุณธรรมและให้ปกป้องข้าราชการ โดยการคานอำนาจทางการเมืองได้” นายสมพงษ์ กล่าว
เขาระบุด้วยว่า หากช่วงนี้ เป็นฤดูกาลอภิปรายไม่ไว้วางใจ คาดว่า ประเด็นที่รัฐบาลจะถูกตั้งคำถามมากที่สุด 3 เรื่อง คือ 1.สิ่งที่รัฐบาลหาเสียงไว้กับประชาชน สามารถทำตามได้มากน้อยแค่ไหน 2.การแก้ปัญหาน้ำท่วม ยังทำงานช้ากว่า เพราะการแก้ปัญหาไม่ได้ทันกับเหตุการณ์
และ 3.รัฐมนตรีและรองนายกฯหลายคน ทำงานไม่เข้าที่เข้าทาง อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี
อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวด้วยว่า อยากเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดกลุ่มแบ่งการทำงานในหนึ่งปีแรก ในการจัดลำดับความสำคัญของงาน และยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน กับเรื่องที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องแสดงบทบาทภาวะผู้นำ และขับเคลื่อนนโยบายได้เร็วกว่านี้
ส.ส.อีสานบุกทำเนียบ แห่อวยพร-ให้กำลังใจ “เฉลิม”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยประมาณ 30 - 40 คน และส.ส.ภาคเหนือและภาคกลางจำนวนหนึ่ง ได้ร่วมกันนำช่อดอกไม้ประมาณ 3 - 4 ช่อเดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพบกับร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี รวมทั้งยังออกไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ที่โรงแรมสยามซิตี้ ก่อนที่ส.ส.อีสานจะกลับเข้ามาร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่รัฐสภาในช่วงบ่าย
โดยกลุ่ม ส.ส.อีสานดังกล่าว มีอาทิ นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข และส.ส.พระนครศรีอยุธยา และนายวิทยา ทรงคำ ส.ส.เชียงใหม่
นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ส.ส.อีสานของพรรคได้นัดกันว่า จะเดินทางไปให้กำลังใจร.ต.อ.เฉลิมที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหัวหอกในการหาเสียงให้กับส.ส.อีสานของพรรคมาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อขณะนี้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ กรณีการโยกย้ายนายถวิล เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของร.ต.อ.เฉลิม พวกเราจึงได้นัดกันเพื่อเดินทางไปให้กำลังใจร.ต.อ.เฉลิม
ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้บอกกับส.ส.อีสานด้วยว่า ท่านจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดอีกด้วย โดยใช้เวลาในการพูดคุยกันที่ทำเนียบรัฐบาลประมาณ 10-20 นาที
ด้านนายอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวยอมรับว่า ส.ส.อีสานได้เดินทางไปให้กำลังใจ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ทำเนียบรัฐบาลจริง แต่ไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นทางการเมืองในขณะนี้แต่อย่างใด
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ส.ส.อีสานได้ไปให้กำลังใจร.ต.อ.เฉลิมที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ส.ส.อีสานก็ยังเดินทางไปร่วมรับประทานอาหารเที่ยง กับร.ต.อ.เฉลิมที่โรงแรมสยามซิตี้อีกด้วย ก่อนที่ส.ส.อีสานทุกคนจะเดินทางกลับมาร่วมประชุมสภาฯ ในเวลาประมาณ 13.10 น.
นายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ได้มีนัยทางการเมืองอะไรเป็นพิเศษ และส.ส.อีสานก็ไม่ได้มีการรวมกลุ่มกัน เพื่อตั้งแก๊งค์อะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ส.ส.อีสานต้องการจะเดินทางไปอวยพร และแสดงความยินดีกับร.ต.อ.เฉลิม ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีมาตั้งนานแล้ว
อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ได้สั่งให้มีการปรับปรุงห้องที่ทำงานใหม่ และยังไม่เสร็จเรียบร้อยเสียที ทำให้ต้องเลื่อนนัดมาแล้ว 2-3 ครั้ง ดังนั้น เมื่อวันนี้ห้องทำงานของท่านปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยพวกเราจึงเดินทางไปแสดงความยินดีกับท่าน ซึ่งเมื่อส.ส.อีสานเดินทางไปถึงทำเนียบรัฐบาล ก็ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม จึงได้ชวนให้รับทานประทานอาหารกลางวันร่วมกัน
ทั้งนี้ จำนวนส.ส.อีสาน ที่เดินทางไปมีมากถึง 30-40 คน ทำให้ร้านอาหารในระแวกใกล้เคียงทำเนียบรัฐบาล ไม่สามารถรองรับได้ จึงต้องไปรับประทานอาหารกลางวัน ที่โรงแรมสยามซิตี้แทน แต่ยืนยันว่า การเดินทางไปพบร.ต.อ.เฉลิมของส.ส.อีสานครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ
แหล่งข่าวในวงสนทนา ระหว่างร.ต.อ.เฉลิมกับส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ร.ต.อ.เฉลิมได้พูดถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันด้วยว่า ฝ่ายค้านพยายามจะนำหลาย ๆ เรื่องมาโยงเข้าด้วยกัน เช่นกรณีการถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับการนิรโทษกรรมทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วกระบวนการของทั้ง 2 เรื่องนั้น เป็นคนละเรื่องกัน แต่ฝ่ายค้านพยายามทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกันเพื่อนำมาใช้โจมตีรัฐบาล
ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้อธิบายถึงขั้นตอนต่างๆ ในการดำเนินการให้กับส.ส.อีสานฟัง และยังระบุด้วยว่า เรื่องการถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องที่กำลังติดตามดูอยู่เช่นกันว่า มีการดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ซึ่งตามขั้นตอน จะต้องมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. เพื่อทำความคิดเห็นแนบท้ายด้วย แต่จะเข้าสู่ที่ประชุมครม.เมื่อไหร่นั้นไม่สามารถบอกได้



