ชาวแม่ริมโวยรบพิเศษฮุบที่กว่า1,500ไร่
ชาวบ้านแม่ริม จ.เชียงใหม่ โวย กรมรบพิเศษที่ 5 ฮุบที่ดินกว่า 1,500 ไร่ อ้างที่ราชพัสดุทหาร ขณะที่กระทรวงการคลังเดินหน้าฟ้องไล่ที่อีก 210 ราย ล่าสุดถูกบังคับคดีไล่ที่แล้ว 3 ราย ร้อง 'ยิ่งลักษณ์'สางปัญหา
7 ก.ย. 54 ราษฏรในหมู่บ้านป่าม่วง หมู่ 5 ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ได้รวมตัวตั้งเต้นท์และเวทีเปิดเป็นศูนย์ประสานงานกลางที่หน้าวัดอัมพวันภายในหมู่บ้าน เพื่อรวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าช่วยเหลือ หลังชาวบ้านจำนวน 3 ราย ถูกกรมบังคับคดีมีคำสั่งให้รื้อถอนบ้านและออกจากพื้นที่อยู่อาศัย ขณะที่ชาวบ้านอีกกว่า 200 คน อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดเชียงใหม่และคาดว่าจะถูกไล่ที่ทั้งหมดด้วยเช่นกัน
นายเมฆ ทิศเหนือ ผู้ใหญ่บ้านป่าม่วง เปิดเผยว่า ชาวบ้านได้อยู่อาศัยในพื้นที่หมู่ 5 บ้านป่าม่วงมานานนับร้อยปี โดยมีเอกสารการครอบครองเป็นใบเหยียบย่ำที่ดินซึ่งออกก่อนปี 2500 ต่อมาในปี 2532 กรมรบพิเศษที่ 5 ซึ่งเข้ามาตั้งหน่วยในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2526 ได้อ้างว่าพื้นที่บ้านป่าม่วง บ้านแม่ใน และบ้านป่าแมะ ต.แม่แรม ซึ่งมีพื้นที่รวม 1,580 ไร่ เป็นพื้นที่ของทหารและบังคับให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ แต่ชาวบ้านไม่ยอมออกเพราะอยู่อาศัยและทำกินมาหลายชั่วอายุคนก่อนที่กรมรบพิเศษจะเข้ามาตั้งหน่วยจึงมีการประท้วงเรื่อยมา
กระทั่งในปี 2536 เหตุการณ์ส่อเค้าบานปลาย ทำให้มีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างตัวแทนชาวบ้านกับฝ่ายทหาร ข้อตกลงดังกล่าวระบุชัดเจนว่ากองทัพบกยินยอมบอกเลิกการใช้ประโยชน์ในที่ดินบริเวณหมู่บ้าน โดยมีพล.ต.ยุทธนา เมืองมั่งคั่ง ผบ.มทบ.33 นายประชา เชาวศิลป์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นายชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พ.อ.อมรฤทธิ์ แพทย์เจริญ ผบ.รพศ.5 และนายดวงจันทร์ นาคง กำนันตำบลแม่แรม ในขณะนั้น ลงชื่อร่วมเป็นพยานในบันทึกข้อตกลง หลังจากนั้นเรื่องจึงยุติทำให้ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินตามปกติ
แต่ต่อมาภายหลังราชพัสดุกลับเข้ามาปักหลักเขตพร้อมอ้างว่าพื้นที่ทั้งหมดในหมู่บ้านเป็น "พื้นที่ราชพัสดุของกองทัพบก" การอยู่ในพื้นที่ของประชาชนเป็นการบุกรุกที่ดินของรัฐ ทำให้ชาวบ้านได้ช่วยกันรื้อถอนหลักของราชพัสดุออกไปทั้งหมด กระทั่งปี 2547 กระทรวงการคลังได้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่ชาวบ้านรวม 210 ราย ให้รื้อถอนและออกจากพื้นที่
โดยล่าสุดศาลได้มีคำสั่งพิพากษาชาวบ้านแล้ว 10 ราย ในจำนวนนี้สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งให้ชาวบ้านจำนวน 3 ราย ประกอบด้วยตนเอง นายอุทัย ใหแก้ว และนายดวงจันทร์ นันต๊ะ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่ในวันที่ 12 ก.ย.2554 ส่วนที่เหลืออีก 7 ราย คาดว่าจะถูกบังคับขับไล่เร็ว ๆ นี้ ขณะที่ชาวบ้านอีก 200 รายที่ตกเป็นจำเลยกำลังอยู่ใน ระหว่างการพิจารณาคดี
"ผมได้นำหลักฐานเป็นหนังสือเหยียบย่ำที่ดินไปยืนยันกับศาล แต่เจ้าหน้าที่กลับ บอกว่าให้กลับไปให้นายอำเภอที่เซ็นต์เอกสารเซ็นรับรองเอกสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเอกสารนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2400 กว่า ถ้านายอำเภอที่ลงชื่อในเอกสารยังมีชีวิตก็คงจะมีอายุ เกือบ 200 ปีแล้ว "นายเมฆ กล่าว
นายเมฆ กล่าวว่า เมื่อชาวบ้านไร้ทางสู้ทั้งหมดจึงตัดสินใจไม่ไปศาลตามหมายเรียก เพราะไม่เชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม ขณะเดียวกันได้ออกแถลงการณ์ยืนยันปฏิเสธการเช่าที่ ราชพัสดุและยืนยันไม่พบและเจรจากับทุกหน่วยงานเพราะหน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่นเหล่านี้ไม่ มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
พร้อมขอให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านโดยเร็วที่สุด ส่วนในวันที่ 12 ก.ย.ชาวบ้านยืนยันจะไม่รื้อถอนบ้านตามคำสั่งของกรมบังคับคดีและจะร่วมกันปกป้องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินอย่างสุดความสามารถ หากหน่วยงานใดเข้ามารื้อถอนหรือกระทำการใดที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจหรือ ก่อความเสียหายให้กับทรัพย์สินของสมาชิกในหมู่บ้านจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรงทันที
นายเกษม ทิศเหนือ ประธานคณะกรรมการโฉนดชุมชนบ้านป่าม่วง กล่าวว่า ชาวบ้านทุกคนยืนยันการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดิน การเข้ามาอ้างว่าเป็นที่ของทหารจึงเป็นการฮุบที่ชาวบ้าน ขณะที่ราชพัสดุยังบอกว่าให้จ่ายค่าเช่าที่ดินซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านรับไม่ได้ที่จะต้องจ่ายเงินค่าเช่าที่ดินของตัวเอง
ปัญหาที่ดินที่เกิดขึ้นชาวบ้านไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหา โดยได้ดำเนินการ ยื่นคำขอพื่อออกโฉนดชุมชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งล่าสุดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือตอบกลับเพื่อขอเอกสารเพิ่มเติม ประกอบด้วย หลักฐานการรวมตัวกันของชุมชนในการบริหารจัดการที่ดินอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ปี
รวมทั้งแผนที่ ข้อเสนอและแผนงานการบริหารจัดการที่ดินและแนวทางความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้ส่งเอกสารทั้งหมดภายในวันที่ 7 ต.ค.นี้ ก่อนจะมีการออกโฉนดชุมชน



