ข่าว

อ.เสนาระทมน้ำเอ่อท่วมโบสถ์จมบาดาล

อ.เสนาระทมน้ำเอ่อท่วมโบสถ์จมบาดาล

07 ก.ย. 2554

ชาวบ้านรอบนอกตัวอำเภอเสนาระทมจมน้ำทั้งหมู่บ้าน น้ำสูงท่วมถึงโบสถ์พระประทานจมน้ำ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 7 ก.ย.54  น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ยังคงมีระดับสูงขึ้นอีกประมาณ 10 ซ.ม. ทำให้หลายหมู่บ้านใน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำยังคงท่วมหนัก โดยเฉพาะในเขตเทศบาลตำบลหัวเวียง เทศบาลได้ป้องกันถนนสายเสนา-ผักไห่ ซึ่งเป็นถนนสายหลัก

          ส่วนบ้านเรือนประชาชนจำนวนมาก 23 หมู่บ้านถูกน้ำท่วมทั้งหมด ส่วนใหญ่ยกพื้นขึ้นสูงแล้ว แต่คาดว่าจะไม่พ้น อย่างกับบ้านของ นายสละ ชะตาชาติ อายุ 78 ปี หมู่ 2 ต.บ้านกระทุ่ม อ.เสนา ซึ่งตาพิการ น้ำท่วมเข้าบ้านทั้งหลังต้องหนุนพิ้นขึ้นมาอีก 1 เมตรเศษ แต่เหลืออีกประมาณ 10 ซ.ม.น้ำก็จะท่วมพื้นที่หนุนเอาไว้ เช่นเดียวกับบ้านของ นางทรัพย์ หาญใจไทย อายุ 65 ปี ที่บ้านจมน้ำทั้งหลัง หนุนพื้นเกือบถึงหลังคา ปรากฏว่าเหลืออีกประมาณ 20 ซ.ม. ก็จะท่วมถึงพื้น

          ชาวบ้าน ใน ต.บ้านกระทุ่ม ส่วนใหญ่บอกว่าหากน้ำสูงขึ้นกว่านี้ ก็จะพากันหนีออกไปอยู่ที่ถนน แต่ยังติดขัดเนื่องจากเต็นท์และบ้านฉุกเฉิน ของทางราชการที่ช่วยเหลือชาวบ้านนั้นยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

          ขณะเดียวกันที่ วัดประดู่โลกเชษฐ์ หมู่ 5 ต.บ้านกระทุ่ม ก็ถูกน้ำท่วมหนัก โดยระดับน้ำลึกเกือบ 2 เมตร น้ำได้ท่วมเข้าไปในพระอุโบสถ พระในวัดต้องคอยพายเรือและเดินลุยน้ำเข้าไปตรวจสอบภายในพระอุโบสถทุกวัน เนื่องจากเกรงว่าพระประธานในพระอุโบสถจะเสียหาย โดยพบว่าเหลืออีกประมาณ 10 ซ.ม.ก็จะท่วมฐานพระประธานภายในโบสถ์

          โดยภายในโบสถ์น้ำลึกถึง 1.80 ม. นอกจากนี้ยังท่วมองค์พระพุทธรูปประธานด้านนอก ที่ชาวบ้านเคารพซึ่งเป็นพระเก่าแก่ที่บูรณะได้ไม่นาน ซึ่งทางวัดบอกว่าวัดนี้ ไม่เคยมีหน่วยงานใดเข้ามาดูแล นอกจากเทศบาลตำบลหัวเวียง ด้านสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา เร่งส่งคนงานป้องกันโบราณสถานสำคัญอีกหลายแห่งที่อยู่นอกเกาะเมือง แต่หลายวัดก็ไม่สามารถป้องกันได้

 

น้ำท่วมนาข้าวกาฬสินธุ์หนัก เขื่อนลำปาวยันปริมาณน้ำฝนไม่กระทบตัวเขื่อน              

          สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่นาข้าวที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้นเนื่องจากยังคงเกิดฝนตกหนักในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด และอ.ฆ้องชัย ส่งผลให้มีพื้นที่นาข้าวถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างล่าสุดเพิ่มขึ้นอีก 5 พันไร่ในเขต อ.กมลาไสย รวมมีพื้นที่นาข้าวเกษตรกรได้รับผลกระทบกว่า 5 หมื่นไร่ โดยเฉพาะที่บ้านหนองมะเกลือ ต.เจ้าท่า ชาวบ้านต้องช่วยกันนำกระสอบทรายเสริมปิดประตูระบายน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำชีเริ่มหนุนสูง และเริ่มไหลซึมเข้าสู่พื้นที่นา

          ทั้งนี้ในบริเวณดังกล่าวเมื่อปีที่แล้วยังถูกน้ำชีกัดเซาะจนน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่นาข้าวเสียหายจำนวนมาก  ขณะที่เขื่อนลำปาวซึ่งยังคงระบายน้ำลงแม่น้ำปาวถึงวันละ 5 ล้านลบ.ม.ซึ่งปริมาณน้ำขณะนี้อยู่ที่ 1,457 ล้านลบ.ม.ที่เกินระดับกักเก็บปกติ แต่เขื่อนลำปาวได้ขยายความจุออกเป็น 1,980 ล้านลบ.ม. ได้ยืนยันว่ายังสามารถรองรับน้ำได้อย่างเต็มที่ และไม่กระทบต่อตัวเขื่อน ถึงแม้เพิ่งจะทำการปรับปรุงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ทางจังหวัดยังคงประกาศเตือนประชาชนให้ระวังปัญหาน้ำท่วมฉับพลันในทุกพื้นที่

 

ฝนหนักน้ำป่าหลากท่วมทางขึ้นอช.ภูหินร่องกล้า

          จากสภาพฝนตกหนักในเขตเทือกเขา อ.นครไทย ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากจำนวนมาก ไหลท่วมทุ่งนาในเขต ต.หนองกระท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ขณะที่บริเวณถนนสาย อ.นครไทย ขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีน้ำป่าไหลหลากท่วมเส้นทาง 4 จุด บริเวณบ้านห้วยน้ำไซ บ้านห้วยตีนตั๋ง ต.เนินเพิ่ม ประมาณ 40 เซนติเมตร รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้

          อย่างไรก็ตาม น้ำป่าที่ไหลท่วมเส้นทางภายในหมู่บ้านห้วยตีนตั๋ง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางขึ้นลงอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เนื่องจากยังมีเส้นทางตัดใหม่อ้อมหมู่บ้าน ที่น้ำท่วมไม่ถึง และลักษณะน้ำป่าที่ไหลหลาก เป็นน้ำที่ท่วมเร็วและลงเร็ว สำหรับสภาพอากาศโดยทั่วไป ขณะนี้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีเมฆฝนปกคลุมตลอดเวลา และยังมีฝนตกต่อเนื่องทั้งวัน

 

ปิดประตูระบายน้ำชะลอน้ำท่วมเขตเมืองอุทัยธานี

          ประตูระบายน้ำตามรอยเสด็จประพาสต้นรัชกาลที่ 5 และประตูระบายน้ำปากคลองขุมทรัพย์ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำสะแกกรัง ถูกปิดตายทุกบาน หลังพบว่าระดับน้ำทั้งสองสายมีระดับต่างกันกว่า 1 เมตร ทั้งนี้เพื่อป้องกัน และชะลอการเอ่อท่วมของน้ำเหนือที่หลากมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีปริมาณมาก และมีระดับสูงขึ้นตลอดเวลา ที่อาจไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในเขตตัวจังหวัดอุทัยธานี และพื้นที่อีก 2 ตำบล คือ ตำบลสะแกกรัง และตำบลหาดทนง อ.เมือง ที่อยู่ด้านใน เขตลุ่มน้ำสะแกกรัง

 

ศอส. เตือนจังหวัดเจ้าพระยาตอนล่างระวังน้ำหนุนสูงยาวถึงกลางเดือนก.ย.

          นายภานุ แย้มศรี ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะประธานการประชุมศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 12 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท อุบลราชธานี สิงห์บุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และนนทบุรี รวม 62 อำเภอ 429 ตำบล 2,367 หมู่บ้าน 

          นายภานุ กล่าวว่า มีราษฎรเดือดร้อน 146,542 ครัวเรือน 460,191 คน จากสถานการณ์ทั้งหมด มีผู้เสียชีวิต 69 ราย สำหรับสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งในลุ่มน้ำต่างๆ ที่ยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ ลุ่มน้ำป่าสัก อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ แม่น้ำปราจีนบุรีที่ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ลุ่มน้ำชีที่ลำเซบก อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ลุ่มน้ำมูลที่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

          ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีปริมาณน้ำมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เนื่องจากน้ำเหนือมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มจาก 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นวันละ 10 - 15 ซม. ต่อวัน ต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือน ก.ย.  

          "ขอเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่พื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา บริเวณ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี ให้เตรียมการป้องกันภาวะน้ำล้นตลิ่ง เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด"  ผอ.ศอส. กล่าว