
DSIรับสรรหากสทช.เป็นคดีพิเศษ
ดีเอสไอรับสรรหา กสทช.เป็นคดีพิเศษ คาดใช้เวลาสอบสวน 6 เดือน "เฉลิม"ปัดไม่ทราบวาระ "บิ๊กตู่"ชี้ทหารเป็นกสทช.คงอยากช่วยชาติ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการสอบสวนคดีการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีหลักฐานบ่งชี้ได้ว่า 1.องค์ประกอบการดำเนินการสรรหา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ 2.การสรรหาบัญชี 2 น่าเชื่อว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การชะลอนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯโปรดเกล้าฯ หรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี ดีเอสไอไม่สามารถให้ความเห็นได้ เนื่องจากมีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินคดีอาญา แยกจากการทำหน้าที่ของวุฒิสภา และคาดว่าการสอบสวนจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน และการดำเนินคดีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องการรักษาตำแหน่งของตัวเอง หรือมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง
แหล่งข่าวเปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) เพื่อรับคดีการสรรหากสทช.เป็นคดีพิเศษว่า คดีกสทช.เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงและซักถามกันนานกว่าชั่วโมง เนื่องจากบอร์ดหลายคนมองว่าอาจเป็นคดีที่ต้องตีความรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังเป็นคำสั่งทางปกครองที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง นอกจากนี้บอร์ดกคพ.ยังตั้งข้อสังเกตว่าการรับคดีกสทช.เป็นคดีพิเศษอาจกระทบต่อการทำหน้าที่ของกสทช. 11คน แต่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ได้นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนเบื้องต้น ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาเฉพาะตัวบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหา โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ จากการปกปิดข้อเท็จจริงกรณีผู้สมัครขาดคุณสมบัติเพราะได้รับเลือกเป็นบอร์ดอสมท. การสอบสวนของดีเอสไอจะไม่กระทบต่อกสทช.โดยจะมุ่งสอบสวนเอาผิดกับคณะกรรมการสรรหาที่ทำผิดอาญาเท่านั้น
"ธาริต"แจงดีเอสไอไม่ใช่เครื่องมือล้มกสทช.
นายธาริต ชี้แจงว่า ดีเอสไอแค่ทำตามขั้นตอน เมื่อมีคนมาร้องทุกข์กล่าวโทษที่ดีเอสไอ เราก็ตรวจสอบ โดยประเด็นจะมุ่งไปยังคณะกรรมการสรรหาฯ ที่พบว่ามีความไม่โปร่งใส ซึ่งไม่เกี่ยวกับรายชื่อผู้ได้รับการสรรหา
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผลสอบสวนพบว่ากระบวนการสรรหามีความผิดจะส่งผลให้ต้องล้มกสทช.หรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า คงตอบไม่ได้ เพราะดีเอสไอมีหน้าที่สอบสวนเท่านั้น ส่วนการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯทันทีหรือจะชะลอไว้ก่อน เป็นอำนาจหน้าที่ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ขอก้าวล่วง
เมื่อถามว่า หากล้มกสทช.จะส่งผลให้นายกฯมีสิทธิเลือกรายชื่อผู้สมควรได้รับเป็นกสทช.ทั้ง 44 คน ตามที่กรรมการสรรหาฯได้เสนอไปยังวุฒิสภาหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า หากผลสอบของดีเอสไอ พบว่าการสรรหาไม่ชอบหรือมีความผิดจริง ขั้นตอนการสรรหาฯทั้งหมดก็จะต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ให้นายกฯใช้อำนาจคัดเลือก กรณีที่จะให้นายกฯคัดเลือกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถเลือกกสทช.ได้ภายใน 180 วัน
"ดีเอสไอไม่เคยทำงานเอาใจใคร อย่ามาบอกว่าผมปรับตัวเพื่อให้เข้ากับรัฐบาลใหม่ คงไม่ใช่ ผมทำงานไปตามหน้าที่ และเรื่องนี้ก็มีผู้มาร้องไว้นานแล้ว เมื่อบอร์ดรับเข้าเป็นคดีพิเศษ เราก็จะสอบสวนตามข้อเท็จจริง ดังนั้นก็ขอความเป็นธรรมกับดีเอสไอด้วย เราไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ" นายธาริต กล่าว
"เฉลิม"ปัดไม่ทราบวาระกทสช.ยกเป็นคดีพิเศษ
ร.ต.อ.เฉลิมว่า ตนยังไม่ได้ระเบียบวาระคดีพิเศษเลย เพราะเมื่อวันที่ 6 ก.ย.นายกฯก็ได้มีการมอบหมายให้ตน ทำหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของคดีพิเศษโดยตรงเหมือนกัน
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ถ้ายุคตนทำคดีพิเศษ ก็ต้องเป็นคดีพิเศษจริงๆ ไม่ใช้คดีมโนสาเร่ และก็รับมาเป็นคดีพิเศษ โดยยุคตนดีเอสไอต้องเล่นการเมืองน้อยลง เพราะความจริง พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยให้ตนเป็นคนเขียนเรื่องนี้เอง ซึ่งตนก็เคยคิดจะทำแบบเอฟบีไอ ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยให้ขึ้นตรงต่อสำนักนายกฯ แต่ทั้งนี้ในระยะหลังถัดมา ก็มาเป็นดีเอสไอ ซึ่งไปขึ้นตรงกับกระทรวงยุติธรรมแทน ทั้งนี้ที่ตนทำหน่วยงานนี้ขึ้นมา ก็เพื่อต้องการค้านอำนาจของเจ้าหน้าที่ และตำรวจท้องถิ่น ซึ่งต้องเป็นคดีสำคัญๆเท่านั้นจริงๆ
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อไปว่า แต่ตอนหลังที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลชุดที่แล้วคิดอะไรไม่ออก ก็บอกดีเอสไอ นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ซึ่งกรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ มันก็ต้องพิเศษจริงๆ ทั้งนี้ตนยังยืนยันว่าจะให้ขึ้นตรงต่อกระทรวงยุติธรรมเหมือนเดิม เพราะรูปแบบค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้การที่จะทำสำนวนในคดีใดๆก็ตามที่เป็นคดีพิเศษ ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการซึ่งตนได้ประสานไว้เท่านั้น
เมื่อถามว่า ในกรณีที่เป็นผู้กำกับดูแล ดีเอสไอโดยตรง ในส่วนของเรื่องกระบวนการสรรหา กสทช. ที่ถูกมองว่าไม่ชอบธรรมนั้น โดยดีเอสไอก็มีข้อมูลตรงนี้อยู่ด้วย ทั้งนี้คิดว่าจะรับเรื่องดังกล่าวเข้ามาเป็นคดีพิเศษหรือไม่อย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นคดีสำคัญ เพราะเป็นผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อหน่วยราชการ สังคมไทย และเป็นที่สนใจของประชาชนโดยตรง ทั้งนี้ตนยังเห็นว่า เรื่องดังกล่าว ถ้ามีข้อมูล และหลักฐาน ก็จะได้เป็นบทเรียนเกี่ยวกับการสรรหาตำแหน่งต่างๆ ว่าไม่ควรทำตามอำเภอใจ หรือตามใจชอบ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก
เมื่อถามว่า ในส่วนของการที่นายกฯ จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้านั้น ถ้าจำเป็นต้องมีการสอบสวนทางคดีพิเศษจริง จะมีการระงับยับยั้งขั้นตอนการทูลเกล้าดังกล่าวไว้หรือไว้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เดี๋ยวตนจะต้องฟังสรุปอีกทีก่อน และถ้าหากพยานหลักฐานฟังได้ว่า เป็นการสรรหาโดยมิชอบ และมีหลักฐานรองรับจริง ตนก็จะกราบเรียนนายกฯ ว่ากรณีดังกล่าวมีปัญหา โดยถ้าจะนำความกราบบังคมทูลเลย อาจจะไม่เหมาะสม เมื่อถามว่า ถ้าดูจากรายชื่อทั้ง 11 กสทช.ที่ออกมามีความผิดปกติอะไรหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ก็ได้แต่ทราบว่าเมื่อวานนี้ จะมีเรื่องคดีคดโกงกันในบริษัทใหญ่ คดี กสทช. และคดีชันสูตรพลิกศพ 13 ศพ ทั้งนี้ตนยังไม่เห็นมูลเรื่อง
เมื่อถามว่า พอใจในการทำหน้าที่ และบทบาทของนายธาริตมากน้อยขนาดไหน เพราะที่ผ่านมาได้ประกาศไว้ว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาจะมีการโยกให้ นายธาริต ไปทำหน้าที่ในส่วนอื่นแทน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นั่นเป็นมุมปราศรัย ตนไม่ได้อาฆาตมาดร้ายใคร ใครมาตนก็ใช้งานได้ เพราะตนไม่ได้เอาประโยชน์ ซึ่งถ้าเป็นฝ่ายการเมือง ไม่หาสตังค์ ไม่หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ก็ทำงานได้อย่างสบายๆ
เมื่อถามว่า ในส่วนบทบาทของนายธาริต ก็ไม่ได้แตกต่างจากนายถวิลกันมาก ที่ผ่านมาอาจจะมีแอ็คชั่นมากกว่าด้วยซ้ำไป ตรงนี้มองอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นายธาริต ก็ยังมีเชิงมวยที่รัดกุม ไม่ได้แถลงข่าวออกอากาศกับเขา ในการกระชับพื้นที่ แต่อาจจะเป็นฝ่ายมันสมองด้านกฎหมาย ซึ่งตนถือว่าความพึงพอใจในตัว นายธาริต ตรงนี้ตนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เมื่อถามต่อว่า ไว้ใจนายธาริตหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ส่วนตัวไว้ใจ แต่ทั้งนี้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.กระทรวงยุติธรรม จะไว้ใจหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ ส่วนสาเหตุที่ตนไว้ใจนายธาริตนั้น คือ นายธาริต ไม่ได้มีแอ็คชั่นมาก และไม่ได้นั่งประชุมอยู่ในครม. เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าจะไม่มีการย้ายนายธาริตใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่ได้มีอำนาจย้ายโดยตรง แต่อยู่ที่รมว.กระทรวงยุติธรรม
เมื่อถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ ก่อนหน้านี้มีการเคลื่อนไหวว่า ไม่ค่อยพอใจบทบาท ในการทำหน้าที่ของนายธาริต ตรงนี้มองอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ต้องปรับความเข้าใจกันให้ได้ เพราะเราเป็นรัฐบาล จะเอาอะไรร้อยเปอร์เซ็นไม่ได้ แต่ถ้าไม่ได้อะไรมั่งเลย มันก็ทำงานลำบาก เพราะมันต้องมีได้มีเสียกันบ้าง
เมื่อถามว่า ถ้ามีการปรับท่าทีในการทำงาน อะไรต่ออะไรมันก็สามรถการันตี การทำงานได้ ใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่อยากพูด เพราะไม่มีอำนาจอะไรโดยตรง เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุย กับพล.ต.อ.ประชา ถึงเรื่องนี้ดังกล่าวแล้วหรือยัง ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุย
'บิ๊กตู่'ชี้ทหารเป็นกสทช.คงอยากช่วยชาติ
ที่กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. การเลือก กสทช. ที่มีทหารได้รับเลือกมาว่า แต่ละคนก็ไปจากทุกหน่วยงานจากหลายๆ หน่วย บก. ทท. บ้าง กห. บ้าง ทบ.ซึ่งการไปสมัครเป็นเรื่องส่วนตัวที่อยากจะไปช่วยทำงานให้บ้านให้เมืองส่วนมากก็เกษียณกันแล้ว เมื่อสมัครเสร็จแล้วก็ผ่านกระบวนการคัดสรรซึ่งมี 2 ทางด้วยกันทุกคนทราบดี และจาก 2 ทางด้วยกันก็มาเจอกันตรงกลางก็เลยมองดูเหมือนกับว่ามีความเป็นทหารมากไปหน่อย เพราะว่าทหารมียศก็เลยดูว่าเยอะไป
ผบ.ทบ. กล่าวด้วยว่า แต่ความจริงๆ แล้วทุกคนผ่านกระบวนการคัดสรรด้วยวิธีการของระบบงานของเขา และประเด็นคือต้องแสดงวิสัยทัศน์ ถ้าไม่มีวิสัยทัศน์พูดจาไม่รู้เรื่อง เขาก็คงไม่เลือกเข้าไปมั้ง และอีกประเด็นก็คือว่าจะต้องมาปกป้องมาดูแลรักษาผลประโยชน์กองทัพอะไรต่างๆ คงไม่ใช่แบบนั้นมั้ง ตนว่าเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติมากกว่า ชาติสำคัญกว่าอย่างอื่น และการทำอะไรก็ตามนั้นอย่าคิดว่ามันทำได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะอำนาจไหนก็ตามมันก็มีกฏหมายมีอะไรต่างๆ คุ้มครองอยู่ทั้งสิ้น ก็คงต้องระมัดระวัง
ย้อนรอยคดี กสทช.ที่"ดีเอสไอ"รับไว้พิจารณา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สืบเนื่องจากนายพิชา วิจิตรศิลป์ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอสืบสวนกรณีการสรรหากสทช. คณะทำงานฯได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น พบข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่ากระบวนการสรรหากสทช.เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนี้
ประเด็นองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทักท้วงว่า ไม่อาจร่วมเป็นกรรมการสรรหาได้ เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการสรรหายังคงดำเนินการสรรหาต่อไป ส่งผลให้มติคัดเลือกซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงกรณีที่ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ได้ลาออกโดยมีการประชุมคณะกรรมการสรรหาครั้งที่ 1 วันที่ 28 ม.ค. 2554 แต่ปรากฏว่าได้มีตัวแทนสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์เข้าร่วมประชุมแทน ส่งผลให้องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้กรรมการสรรหาที่มาจากองค์กรซึ่งไม่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ส่งผลให้การทำหน้าที่ไม่ชอบตามกฎหมายด้วยเช่นกัน
สำหรับประเด็นวิธีการสรรหาของคณะกรรมการสรรหากสทช.เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมายมีดังนี้ 1.ผู้สมัครที่เข้ารับเลือกเป็นกสทช. ยื่นใบสมัครโดยแสดงความประสงค์สมัครหลายด้านทั้งที่กฎหมายกำหนดให้องค์กรที่ขึ้นทะเบียนไว้สามารถเสนอชื่อบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นกสทช.ได้ ด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว 2.ผู้สมัครได้ยื่นใบสมัครแสดงความประสงค์สมัครหลายสาขาวิชาชีพ แต่วุฒิการศึกษาไม่ตรงกับสาขาอาชีพที่สมัคร 3.ผู้สมัครยื่นเอกสารและหลักฐานการสมัครไม่ครบถ้วนแล้วมายื่นเอกสารแสดงวิสัยทัศน์เพิ่มเติมทีหลัง โดยคณะกรรมการสรรหามีมติให้รับเอกสารดังกล่าวได้ จึงอาจเป็นการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม
ในชั้นสืบสวนยังพบว่าคณะกรรมการสรรหามีมติให้ทำลายบัตรลงคะแนนโดยไม่มีกฎหมายหรือระเบียบให้ทำได้ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกและกรรมการสรรหาเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานที่ไม่ใช้คลื่นความถี่และคณะกรรมการเตรียมการยกร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ เคยเป็นผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ความสัมพันธ์ดังกล่าวน่าจะถือว่ามีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้มีการพิจารณามติคัดเลือกไม่เป็นกลาง ดังนั้นดีเอสไอจึงเสนอให้บอร์ดกคพ.พิจารณา รับคดีกสทช.ไว้สอบสวนเพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากกสทช.มีอำนาจหน้าที่เป็นจำนวนมาก หากได้บุคคลที่ไม่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศ



