ข่าว

'เผดิมชัย'เมินคำขู่ไม่ได้300ฟ้องศาล

'เผดิมชัย'เมินคำขู่ไม่ได้300ฟ้องศาล

06 ก.ย. 2554

"เผดิมชัย" เมินคำขู่ผู้ใช้แรงงานล่า 5 ล้านชื่อยื่นฟ้องศาล เสียงแข็งจะทำอะไรก็ทำไปโตๆ กันแล้ว ยันรัฐบาลทำดีแล้วนำร่อง 7 จว.ก่อนไม่ขอเจรจาอีกแล้ว นายจ้างชงตั้งกองทุน 5 หมื่นล้านอุ้มเอสเอ็มอี ด้านสกอ.เช็กบัญชีขรก.เงินเดือนต่ำ 1.5 หมื่น คลังชงลดภาษีซื้อรถยนต์

           คำขู่ของเครือข่ายองค์กรแรงงานทั่วประเทศนำโดยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ที่จะล่าชื่อฟ้องศาลปกครองกรณีนายกรัฐมนตรีทำผิดสัญญา ไม่ยอมปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศในเดือนมกราคมปี 2555 ตามที่ได้หาเสียงไว้ ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับขึ้นนำหน้าไปก่อนแล้วทำให้ค่าครองชีพสูงตามไปด้วยนั้น นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยืนยันเสียงแข็งเมื่อวันที่ 6 กันยายนว่า ก็ปล่อยให้เขาทำไป การฟ้องนั้นเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยที่แรงงานมีสิทธิจะทำได้

            "ไม่เป็นไร อยากทำอะไรก็ทำไป แต่อยากจะให้เข้าใจด้วยว่านโยบายรัฐบาลกำลังจะทำสิ่งดีๆ ให้แก่แรงงาน ซึ่งแรงงานไม่ควรคิดที่จะทำแบบนี้ อยากให้คิดว่าจะทำอะไรเพื่อตอบแทนแก่นายจ้าง เพื่อจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้นวันละ 300 บาท" นายเผดิมชัยระบุ

            ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาทนำร่องใน 7 จังหวัดได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี และภูเก็ต โดยจะเริ่มในวันที่ 1 มกราคมปีหน้านี้ก่อน เพราะมีความพร้อมและนำอัตราที่เพิ่มขึ้นไปบวกให้จังหวัดอื่นๆ ก่อน เพื่อปรับฐานค่าจ้างสูงขึ้นก่อนดำเนินการให้มีอัตรา 300 บาทเท่ากัน 77 จังหวัดทั่วประเทศต่อไป 

 

ชงกองทุน5หมื่นล.อุ้มเอสเอ็มอี 

 

"ไม่จำเป็นต้องเชิญผู้นำแรงงานมาพูดคุยอีกแล้ว เรื่องนี้เป็นนโยบายรัฐบาลที่จะทำในสิ่งที่ดีงามให้แก่พวกเขา กลุ่มผู้ใช้แรงงานควรที่จะคิด ที่จะทำอะไรที่ดีเป็นการตอบแทนรัฐบาลบ้าง ไม่ใช่จะมากดดันรัฐบาลด้วยวิธีเช่นนี้ ผู้นำแรงงานน่าจะรู้ดีว่านโยบายนี้ทำสิ่งที่ดีให้แก่พวกเขา แต่ไม่ควรทำสิ่งไม่ดีไม่งาม โตๆ กันแล้วควรที่จะคิดว่าอะไรดีหรือไม่ดี ตนไม่จำเป็นต้องไปบอกอะไร และไม่จำเป็นต้องคุยด้วย" รมว.แรงงาน กล่าวอย่างมีอารมณ์
 
            นายทวี เตชะธีราวัฒน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทยและคณะทำงานการแรงงานและสวัสดิการสังคม สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ฝ่ายนายจ้างเป็นห่วงผลกระทบต่อต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีจึงเสนอให้รัฐบาลตั้งกองทุนช่วยเหลือ โดยการนำเงินที่จะลดหย่อนภาษีนิติบุคคลให้แก่สถานประกอบการตามนโยบายรัฐจาก 30% เหลือ 23% ในปีหน้า โดยหักเอาไว้ 5% คิดเป็นวงเงิน 5 หมื่นล้านตั้งเป็นกองทุน ซึ่งในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ตนและกลุ่มคสรท.จะไปขอเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความชัดเจน

 

ลูกจ้างจี้รัฐควบคุมราคาสินค้า

 

            นายชาลี ลอยสูง ประธานคสรท. กล่าวถึงการล่ารายชื่อแรงงาน 5 ล้านรายชื่อเพื่อฟ้องศาลปกครองว่า เป็นมาตรการสุดท้ายที่จะทำหากไม่มีการปรับตามที่ขอ เราไม่อยากทะเลาะกับรัฐบาลแต่จำเป็นจะต้องทำในสิ่งต้องทำ จะมีทั้งสภาแรงงาน รัฐวิสาหกิจและแรงงานนอกระบบ รวมถึงภาคราชการที่ประกอบด้วยลูกจ้างชั่วคราว และแรงงานรับเหมาช่วง และแรงงานกลุ่มอื่นๆ ก็มาร่วมได้

            นายอนันต์ ชุ่มเลิศ พนักงานบริษัทสยามโปรดัก แอร์คอลมิชั่น กรุงเทพฯ กล่าวว่า ปัจจุบันตนมีรายได้เดือนละกว่า 6 พันบาท จะต้องทำโอทีเพื่อให้มีรายได้เพิ่มอีกกว่า 1 พันบาท จึงมีรายได้เพียงพอใช้จ่าย 

            นายพนรัญชน์ กลีบไธสง ประธานสหภาพแรงงานซันโคโกเซ จ.ระยอง กล่าวว่า ขณะนี้ข้าวของมีราคาแพงขึ้น เช่น ข้าวกล่องเดิมขายกล่องละ 25 บาทตอนนี้ปรับเป็นกล่องละ 30-35 บาทแล้ว รวมถึงเนื้อหมู น้ำมันพืช ข้าว และสบู่ ยาสีฟันซึ่งเป็นของที่แรงงานต้องกินต้องใช้อยู่ทุกวัน จึงอยากให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย

 

สกอ.เช็กบัญชีคนต่ำกว่า1.5หมื่นบ.

 

           ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวถึงรัฐบาลมีนโยบายขึ้นเงินเดือนให้ทุกคนที่จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทว่า   สกอ.ได้แจ้งไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมดให้สำรวจว่ามีข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และพนักงานราชการจำนวนกี่คนเงินเดือนต่ำกว่าที่กำหนด แต่ละคนมีตำแหน่งอะไรบ้าง และให้ส่งข้อมูลมาที่สกอ. ภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะเสนอรมว.ศึกษาธิการต่อไป

            นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวว่า จะขึ้นเงินเดือนให้ทุกคนที่จบปริญญาตรี และมีเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท และขณะนี้ตนให้หน่วยงานในสังกัดไปรวบรวมว่าแต่ละที่มีบุคลากรที่เข้าข่ายนี้กี่คน เพื่อสรุปและเสนอต่อรัฐบาลพิจารณาต่อไป
เข็นรถคันแรกลด1แสนเข้าครม.

            นายบุญทรง เตริยาภิรมย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการลดภาระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์คันแรกป้ายแดง ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ลดภาระภาษี 1 แสนบาทในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า มีข้อสรุปว่ากรมสรรพสามิตจะเป็นผู้คืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง ณ ราคาหน้าโรงงาน โดยผู้ซื้อต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไปก่อน กรมจะทยอยคืนภาษีให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ในวงเงินที่เท่าๆ กัน ส่วนจะคืนเป็นเช็คหรือคูปองเงินสดต้องหารือกันอีกครั้งหนึ่ง

            “เงื่อนไขมีว่าต้องเป็นรถยนต์คันแรก ถือครองหรือมีไว้ใช้งานนาน 5 ปี รถยนต์ที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ จะเป็นรถยนต์ทุกประเภท แต่กำหนดวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งเปิดกว้างมากกว่าเดิมที่กำหนดเป็นรถปิกอัพและอีโคคาร์เท่านั้น" นายบุญทรง กล่าว

             รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  กล่าวถึงโครงการบ้านหลังแรกปลอดดอกเบี้ย 3 ปีว่า จะตามมาในภายหลัง โดยยังคงยืนยันว่าผู้ซื้อบ้านสามารถนำราคาบ้านมาหักเป็นค่าลดหย่อนก่อนคำนวณรายได้สุทธิไม่เกิน 3 แสนบาท โดยราคาบ้านที่ซื้อขายต้องไม่เกินหลังละ 5 ล้านบาท