ข่าว

น้ำท่วม

น้ำท่วม

07 ก.ย. 2554

น้ำท่วม : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

           ประเทศที่อยู่ในเขตมรสุมเช่นประเทศไทย ย่อมจะหลีกเลี่ยงสภาวการณ์ทางธรรมชาติของดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะเรื่องฝนตก-น้ำท่วม ไปได้ยาก แต่ขณะเดียวกันปีไหนถ้าน้ำไม่ท่วมฝนก็จะแล้ง ซึ่งทำความเสียหายให้แก่พี่น้องเกษตรกรได้ไม่น้อยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเรื่องน้ำท่วมเมื่อไหร่ เราก็มักจะนึกถึงคำพูดที่ว่า “น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง” เสมอ จนอดที่จะคิดไม่ได้ว่าคำพูดนั้นเป็นจริงหรือไฉน?

            คำว่า “น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง” นั้น เป็นคำที่เกิดใน พ.ศ.2485 เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำเหนือบ่าลงมาท่วมจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่าน ท่าจีน แม่กลอง บางปะกง รวมทั้งภาคอีสาน และภาคใต้ และท่วมขังในกรุงเทพฯ ดังที่มีการบันทึกไว้ในหนังสือ “เหตุการณ์น้ำท่วม พ.ศ.2485” ว่า “...ในตอนปลายเดือนกันยายน พ.ศ.2485 ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้วัดจากระดับน้ำที่กองรังวัดที่ดิน กรมที่ดิน เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า จนถึงวันที่ 12 ตุลาคม มีระดับน้ำสูงสุด 2.27 เมตร” ส่วนผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น เล่าว่า" ...ปี พ.ศ.2485 น้ำท่วมกรุงเทพฯ เจิ่งนองไปหมด เอาง่ายๆ ว่าลานพระบรมรูปทรงม้า เราสามารถแจวเรือไปได้สบาย ปีนั้นระดับน้ำบางวันท่วมเลยหัวเข่า ส่วนบางวันก็ท่วมถึงเอว ไปไหนมาไหนก็ต้องใช้เรือ

            นอกจากภาวะน้ำท่วมแล้ว ปี พ.ศ.2485 ยังเป็นช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ดังนั้น คนในกรุงเทพฯ จึงได้รับความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก จึงเกิดคำพูดเพื่อปลอบใจว่า “น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง” ขึ้น แต่ถ้าถามว่าแล้วน้ำท่วมดีกว่าฝนแล้งจริงหรือไม่  ผมเผอิญไปพบความเห็นในกูเกิลว่า น้ำท่วมดีกว่า เพราะ 1.มาแป๊บๆ ก็ไป อยู่ไม่นาน อย่างมากก็ไม่กี่เดือน ไม่นานเหมือนภัยแล้ง 2.หากเรารู้ทันสามารถป้องกันได้ กักน้ำไว้ใช้ในเขื่อนได้อีก 3.พอน้ำลด น้ำในเขื่อนก็เต็ม นำมาทำเป็นไฟฟ้าใช้ได้ 4.เกิดความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 5.เห็นน้ำใจของคนไทย

            อย่างไรก็ตามจากภาพข่าวที่เห็นทางโทรทัศน์ก็จะเห็นว่าพี่น้องในต่างจังหวัดที่ประสบภาวะน้ำท่วมนั้น อาจจะไม่ได้คิดเหมือนกันกับเจ้าของข้อความในกูเกิลไปเสียทั้งหมด แต่น่าจะนึกถึงเพลง “น้ำท่วม” ของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน จากน้ำเสียงของ ศรคีรี ศรีประจวบ ซึ่งให้ทั้งจินตนาภาพและความรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “น้ำท่วมน้องว่าดีกว่าฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้งให้ฝนแล้งซะยังดีกว่า น้ำท่วมปีนี้ทุกบ้านล้วนมีแต่คราบน้ำตา พี่หนีน้ำขึ้นบนหลังคา น้ำตาไหลเคล้าสายชล” และ “บ้านพี่ก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกัน ที่ประจวบคีรีขันธ์เหมือนกันไปทุกครอบครัว พื้นนาก็ล่มไร่แตงก็จมเสียหายไปทั่ว พี่จึงเหมือนคนหมดตัว หมดตัวแล้วนะแก้วตา”

            จากน้ำท่วมปี พ.ศ.2485 ถึงปีนี้ แม้เราจะมีเขื่อนกันน้ำหลายแห่งเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามฝนแล้งและบรรเทาน้ำท่วม แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และประเทศไทยของเราก็ต้องพบกับเหตุการณ์ประเภทแห้งชาม-น้ำชาม เป็นประจำทุกปี ซึ่งทางการน่าที่จะมีการวางนโยบายและแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างยั่งยืน แทนการบรรเทาปัญหาแบบเร่งด่วนเช่นที่ผ่านมาทุกปี

            และหน่วยงานบางแห่ง เช่นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของเกษตรไทย ก็น่าจะมีบทบาทหรือร่วมเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย เพื่อให้พี่น้องชาวไร่ชาวนามีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ แทนที่จะทำได้เพียงแค่งดเว้นการชำระหนี้ไปปีหนึ่งๆ เท่านั้น