
โจรยิง-เผาครูยะลาดับสยอง
โจรยิง-เผาครูยะลาขณะกลับจาก ร.ร.ดับ นราธิวานป่่วนอีกคนร้ายก่อเหตุอุกอาจยิง จนท.เรือนจำโคกยามู ดับสยองพร้อมเพื่อนสาว
6 ก.ย.54 ศูนย์วิทยุ สภ.รามัน จ.ยะลา ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุยิงกันมี และผู้เสียชีวิตที่บนถนนสายท่าธง- อาซ่อง ม.2 บ้านแยะ ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา จึงได้แจ้ง พ.ต.อ.สักรินทร์ บำเพ็ญสมัย ผกก.สภ.รามัน พร้อมประสาน พ.ท.อนุชา โนนคู่เขตโขง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 นำกำลังตำรวจทหาร รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุทันที
ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุพบศพ นายคณิต ลำนุ้ย อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3/3 ม.6 ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา เป็นครูโรงเรียนบ้านกือเม็ง ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา สภาพถูกยิงที่ท้ายทอย และคนร้ายยังได้ราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผาด้วย ห่างจากศพที่ริมถนนพบรถจักรยานยนต์ เลขทะเบียน กธม 459 ยะลา ซึ่งเป็นของผู้เสียชีวิตล้มคว่ำอยู่ รสอบสวนทราบว่าในขณะที่นายคณิต ขับรถจักรยานยนต์ เดินทางกลับมาจากสอนพิเศษภาษาอังกฤษให้กับเด็กนักเรียน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบกลุ่ม และจำนวน ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงก่อนที่คนร้ายจะจุดไฟเผา จนทำให้เสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นเชื่อเป็นฝีมือของกลุ่มคนร้ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
พ.ท.อนุชา โนนคู่เขตโขง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 เปิดเผยว่า วันนี้ซึ่งเป็นวันรายอแน ของชาวไทยมุสลิม ซึ่งโรงเรียนต่างๆในพื้นที่ ต่างหยุดการเรียนการสอน และนายคณิต ซึ่งเป็นครูอยู่โรงเรียนบ้านกือเม็ง ได้เดินทางไปสอนพิเศษภาษาอังกฤษ ให้กับเด็กนักเรียน เนื่องจากจะมีการแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษของเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 1 ในวันพรุ่งนี้ และนายคณิต ก็ไม่ได้แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ทราบแต่อย่างใด ก่อนที่จะมาพบว่าถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตดังกล่าว
อุกอาจ!ยิงถล่มจนท.เรือนจำนราฯดับ2
พ.ต.อ.นิตินัย หลังยาหน่าย ผกก.สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุพบศพคนจำนวน 2 ศพ บนถนนในหมู่บ้านโคกกระดูกหมู ม.7 ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ ทหารจำนวนหนึ่ง รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ร่วมกับพ.ต.ท.กระจ่าง รักษ์ณรงค์ หน.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส พบศพนายวาริต นราประสิทธิ์ อายุ 38 ปี เจ้าหน้าที่ธุรการ เรือนจำชั่วคราวโคกยามู บ้านโคกกระดูกหมู หมู่ 7 ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส มีบาดแผลถูกกระสุนปืน 9 ม.ม. ที่บริเวณศีรษะและลำตัว 2 นัด
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบศพหญิงสาวนอนเสียชีวิตอยู่ใกล้กัน 1 ศพ ทราบชื่อภายหลังว่า น.ส.ปริญญา มโนวิเชียร อายุ 32 ปี ภูมิลำเนาอยู่ ถ.ประชาวิวัฒน์ เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เป็นเพื่อนสาวของนายวาริต ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนพกสั้นขนาด 9 มม.ตกอยู่จำนวน 4 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายวาริต ขับรถยนต์กระบะของเรือนจำ โดยมี น.ส.ปริญญา นั่งคู่มาด้วย เพื่อมุ่งหน้าไปยังเรือนจำ โดยขับขี่มาตามเส้นทางลัด ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยป่ารกทึบ เมื่อถึงที่เกิดเหตุมีคนร้าย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามหลังมา เมื่อสบโอกาส คนร้ายจึงขี่รถจักรยานยนต์เข้าประชิด โดยคนร้ายที่ซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 ม.ม.ยิงใส่นายวาริต 1 นัด ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นนายวาริต ได้จอดรถยนต์กระบะและเปิดประตูรถวิ่งหลบหนี แต่คนร้ายหยุดรถและวิ่งไล่ยิงซ้ำจนนายวาริตเสียชีวิต จากนั้นคนร้ายจึงหันปากกระบอกปืนมายิง น.ส.ปริญญา เสียชีวิตตามไปด้วยอีกศพเพื่อปิดปาก
ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่า ทั้งสองคนถูกยิงเสียชีวิตในช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ตั้งไว้ 3 ประเด็น คือ ปัญหาความขัดแย้งส่วนตัว ปัญหาชู้สาว แต่ยังไม่ตัดทิ้งประเด็นความมั่นคงออกไป
ผบ.เรือนจำภาคใต้ประชุมด่วน หลังเกิดจลาจลที่ปัตตานี ตาย 2 สาหัส 1
จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์ก่อจลาจลในเรือนจำจังหวัดปัตตานี โดยนักโทษมีการทะเลาะวิวาทและทุบตีกัน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย เนื่องจากผู้ก่อเหตุไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกผู้เสียชีวิต ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานี ให้เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ถูกกดดันทั้งเรื่องอาหารที่เป็นมุสลิม และการกวดขันเข้มงวดกรณีญาตินำอาหารมาเยี่ยม เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มีการเรียกร้อง 7 ข้อ ซึ่งถ้าไม่ดำเนินการก็จะไม่ยอม หลายฝ่ายเข้ามาช่วยแก้ปัญหาคลี่คลายลง จนกระทั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เข้าไปในเรือนจำ และ ผวจ.ปัตตานี ได้พูดภาษามาลายูโดยตรง และจะดำเนินการตามคำเรียกร้อง 7 ข้อ โดยมีการดำเนินการทันที โดยย้ายนักโทษที่อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตจำนวน 39 คน ไปอยู่เรือนจำสงขลาทันที ทำให้นักโทษต่างพอใจ จนกระทั่งคลี่คลายเข้าเรือนนอนกันเรียบร้อยเมื่อประมาณ 19.00 น.วันที่ 5 ก.ย.54 ที่ผ่านมา
ล่าสุด 6 ก.ย. 54 บริเวณหน้าเรือนจำกลางปัตตานี เจ้าหน้าที่เรือนจำได้มีการจัดกำลังตรวจอย่างเข้มงวดก่อนที่ประชาชนจะเข้ามาประตูใหญ่ และมีกำลังทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองปัตตานี เข้ามาประจำ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย ร่วมทั้งเตรียมแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุการณ์ ซึ่งปรากฏว่า ได้มีญาติพี่น้องของนักโทษจำนวนกว่าพันคน ได้เดินทางนำอาหารและขนมมาเยี่ยมกันเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นห่วงหลังจากที่เกิดเหตุการณ์จลาจลในเรือนจำเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา จนทางเรือนจำจะต้องจัดคิวการเข้าเยี่ยมโดยให้ครั้งละ 20 คน ขณะรายงานข่าวยังมีญาติเข้าคิวรอเยี่ยม และมีญาตืมาเยี่ยมเพื่มมากขึ้นอีก
ส่วนภายในบริเวณภายในเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานี ชาวไทยมุสลิม ซึ่งถือว่า เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ที่สามารถผ่านการทดสอบจากพระเจ้า และรับผลบุญ ที่ถือศิลอดเพิ่มอีก 6 วัน ทางเรือนจำกลางปัตตานี จึงได้ร่วมกันโดยให้นักโทษทำการละหมาดฮายัด ขอพรจากพระเจ้า เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและสันติสุข จากนั้นนักโทษก็ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหาร และมีการให้ไอศกรีมแจกทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น และทุกคนมีความสุขกัน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เก็บของมีคมทุกชนิด ทั้งที่อยู่ในห้องครัว และตามอาคารการงานอาชีพต่างๆ ทั้งมีด พร้า ขวาน และอื่นๆ มาเก็บไว้นอกเรือนจำ เพื่อป้องกันเหตุร้าย
จากนั้นวันเดียวกัน นายชาติชาย สุทธิพรหม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เรียก นายอุดม คุยณรา ประธานเรือนจำเขต 9 และ ผบ.เรือนจำกลางสงขลา พร้อมด้วย ผบ.เรือนจำกลางจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล พัทลุง ตรัง เข้ามาประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ปัญหาและหามาตรการณ์ในการป้องกันดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซ้อนในพื้นที่อื่นๆอีก และมาติดตามสถานการณ์
อีกทั้ง ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ทั้ง นราธิวาส ยะลา และล่าสุดเกิดที่ปัตตานี ทำให้ไม่สบายใจ จะต้องมีมาตรการในการเข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยโดยเฉพาะการที่ทุกศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย นอกจากนั้นในช่วงนี้ ในเรือนจำกลางปัตตานี ขอความร่วมมือไม่ให้เจ้าหน้าที่ลาหรือหยุดงานช่วงนี้เนื่องจากกำลังน้อย จำเป็นที่ต้องมีกำลังพร้อมในการดูแลให้เกิดความปลอดภัยให้มากที่สุด
ด้านนายชาติชาย สุทธิพรหม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ติดตามดูแลหลังจากที่ส่งเข้าเรือนนอน ตอนเช้าติดตามเหตุการณ์ปรากฏว่า ทุกอย่างเรียบร้อยเข้าสู่ภาวะปกติ นักโทษมีการทำความสะอาดดูแลให้เกิดความสะอาด ขณะเดียวกันมีการทำบุญวันสำคัญของศาสนาอิสลาม
สำหรับในการประชุมมีการกำชับประเมินสาเหตุที่เกิดขึ้น รวมทั้งการแก้ปัญหา ต่อไปต้องมีการดูแลดะไรบ้าง สาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งเกิดขากความแออัดของพื้นที่ในเรือนจำของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีนักโทษมาก แต่กลับมี เจ้าหน้าที่น้อยทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง จึงเหตุเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งต้องแก้ไขต่อไป
ส่วนปัญหาที่ส่วนหนึ่งเกิดจากนักโทษที่เคยก่อเหตุในเรือนจำนราธิวาส และยะลา ซึ่งคนที่มีปัญหาได้ย้ายมาอยู่ในเรือนจำปัตตานี และมายุยงในเรือนจำที่ปัตตานี อีกนั้น จะดำเนินการอย่างไร
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า นักโทษนราธิวาส ยะลา ที่เป็นปัญหานั้น กำลังพิจารณาย้ายสงขลานั้น จะดูว่าปัจจุบันความแออัดในเรือนจำเป็นส่าเหตุปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากไหม ซึ่งจะดำเนินการย้ายตามความเหมะสม และตามความจำเป็น ชณะนี้ตนเป็นห่วงเรื่องเจ้าหน้าที่มีไม่มากในการดูแลให้ทั่วถึง ซึ่ง รมว.ยุติธรรม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ทราบปัญหาดังกล่าว และได้ให้ความสำคัญ มีการสั่งการแล้ว ให้สำรวจและส่งเรื่องดังกล่าวให้ท่านทราบข้อเท็จจริงเพื่อจะได้ดำเนินการดูแลและแก้ปัญหาต่อไป
ในส่วนที่เกิดขึ้นเสียหายไม่มี และได้กลับสู่ภาวะปกติไม่มีอะไร การกรณีที่มีเหตุการณ์วิวาท และทำร้ายกันทำให้มีคนเสียชีวิตนั้น เป็นคดีอาญา จะต้องมีการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพี่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป
ส่วนข้อเรียกร้องทั้ง 7 ข้อรับหมด เพราะแต่ละข้อไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้วโดยเบื้องต้นมีการย้ายนักโทษจำนวน 39 คน ที่เป็นคู่กรณีที่ให้เกิดปัญหา ย้ายไปที่เรือนจำสงขลาทันทีแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการทะเลาะวิวาทและไล่ทำร้ายร่างกายจนทำให้มีนักโทษด้วยกันเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย นั้น ไม่ได้เกิดจากกลุ่มนักโทษคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแต่อย่างใด ส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มคดีอาชญากรรมทั่วไปและยาเสพติด โดยเฉพาะมีกลุ่มนักโทษนราธิวาส และยะลา ที่เคยก่อเหตุการณ์จลาจลถูกย้ายมาอยู่ด้วยในเรือนจำกลางปัตตานี ทำให้ปัญหาดั่งดล่าวเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ก่อนหน้านี้เวลา 03.00 น.วันที่ 6 ก.ย.54 ร.ต.ท.ฟาฮามี เห็ดปิยา ร้อยเวร สภ.เมืองปัตตานี รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตในเรือนจำจังหวัดปัตตานี จึงได้เข้าไปตรวจสอบ ที่เรือนนอนของนักโทษพร้อมทั้งนำแพทย์ไปชันสูตรพลิกศพ ทราบชื่อว่า นายมะรอบี มะลี อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19/2 ม.3 ต.ยามู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เป็นนักโทษในข้อหาคดีลักทรัพย์ และมีอาวุธปืนในครอบครอง ถูกจำคุก 13 ปี เสียชีวิตเพราะเกิดอาการช๊อค จึงได้เชิญครอบครัวของผู้ตาย และ นายก อบต.ยามู อ.ยะหริ่ง เพื่อร่วมชันสูตรพลิกศพ ซึ่งไม่ได้ติดใจ เพราะผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว
ส่วนนายศัก ไก่ ชาวพม่า ที่ถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมกับผู้ตายอีก 2 ราย ในเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานีนั้น ยังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลปัตตานี อาการปลอดภัยแล้ว และช่วงบ่ายของวันที่ 6 ก.ย.54 ญาติผู้ต้องขังยังคงทยอยมาเยี่ยมอย่างไม่ขาดระยะ และนับว่ามีผู้เยี่ยมมาก
จากการสอบถามญาติที่มาเยี่ยม เนื่องจากวันนี้ ชาวไทยมุสลิมทำบุญและทำอาหารเลี้ยง จึงได้นำอาหารมาให้ด้วย ขณะเดียวกันเป็นห่วง หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ที่ผ่านมา นอนไม่หลับกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์กับผู้ต้องขังของตน ซึ่งมาดูแล้วปลอดภัยก็สบายใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เจ้าหน้าที่ที่ดูแลความปลอดภัย ทั้งตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองปัตตานี ร่วมกันร่วมกันตั้งศูนย์เฉพาะกิจ โดยมีตำรวจรับผิดชอบ ขึ้นบริเวณศาลาหน้าเรือนจำกลางปัตตานี เพื่อจะได้ประสานกำลังและทำงานและมีการทำงานมีประสิทธิ์ภาพและให้เป็นเอกภาพ ขณะเดียวกัน กำลังทั้งหมดประมาณ 300 นายยังคงสลับเปลี่ยนกำลังเข้าตรึงกำลังหน้าเรือนจำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสถานก่ารร์คลี่คลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ฝ่ายความมั่นคงห่วงจราจลเรือนจำถี่เข้าทางกลุ่มผู้ไม่หวังดีปลุกระแสขัดแย้งทางศาสนา
พล.ต.อัคร ทิพโรจน์ รองผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ปัญหาการก่อจราจลในเรือนจำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุจากจำนวนผู้ต้องขังที่มีมากเกินอัตราที่กำหนดทำให้การควบคุมดูแลเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้ชนวนความขัดแย้งจะเกิดจากเรื่องส่วนตัวที่เป็นเพียงการก่อเหตุวิวาท แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และจำนวนคนที่มาก ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไประงับเหตุได้ในทันทีส่งผลให้ปัญหาขยายลุกลามไปสู่การก่อจราจล
โดยเฉพาะการนำประเด็นเรื่องของความขัดแย้งเกี่ยวกับศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงเนื่องจากจะกลายเป็นการสนับสนุนแนวทางความพยายามของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างความขัดแย้งของคนในพื้นที่ที่นับถือศาสนาที่แตกต่างกัน โดยที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ทำได้เพียงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นเพื่อระงับเหตุเบื้องต้น เช่น การย้ายผู้ต้องขังไปยังเรือนจำอื่นๆ ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
"ด้วยข้อจำกัดหลายด้าน ทำให้ปัญหาการก่อจราจลในเรือนจำในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สามารถยุติไปได้ทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในพื้นที่แสดงเป็นห่วงและพยายามหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการผลักดันให้มีเรือนจำใหม่เพื่อรองรับจำนวนผู้ต้องขังน่าจะเป็นทางออกอีกทางที่อยากให้หน่วยงานที่ขึ้นตรงพิจารณาอย่างเร่งด่วน" พล.ต.อัคร กล่าว



