ข่าว

บ.โซล่าฟาร์มหุ้น340ล้านหุ้นผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

บ.โซล่าฟาร์มหุ้น340ล้านหุ้นผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

06 ก.ย. 2554

พลังงานสะอาดฉลุย บริษัทโซล่าฟาร์มผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ลุยเพิ่มหุ้น 340 ล้านหุ้น กฟผ.แม่เมาะเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

                น.ส.วันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากโครงการโซล่าฟาร์มโคราช 1 สกลนคร 1 และ นครพนม 1 จำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงอาทิตย์ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)ได้แล้วตามสัญญา โครงการโซล่าฟาร์มโคราช 2 และโซล่าฟาร์มเลย 1 จะเริ่มขายไฟฟ้าให้ กฟภ.ได้ภายในปลายเดือน ก.ย. 2554 นี้ โดยใช้งบประมาณโครงการละ 650 ล้านบาท

                ทั้งนี้ โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ของบริษัทฯ ถือว่าเป็นโครงการพลังงานทางเลือก ที่เดินหน้าไปได้ด้วยดี จนทางคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติให้เพิ่มหุ้น 340 หุ้น ทางบริษัทฯ จะแบ่งหุ้นไว้จำนวน 60 ล้านหุ้นเพื่อเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป และอีก 280 ล้านหุ้นเป็นใบสำคัญแสดงสิทธิที่สามารถเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญโดยไม่ต้องจ่าย เงินเพิ่ม คาดว่า จะสรุปราคาหุ้นและจำหน่ายได้ในปลายเดือน พ.ย. 2554

                น.ส.วันดี กล่าวว่า โครงการโซล่าฟาร์มโคราช 2 และโซล่าฟาร์มเลย 1  จะแบ่งเป็นในส่วนของบริษัท เอสพีซีจี โครงการละ189 ล้านบาท บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศที่เป็นสมาชิกกับธนาคารโลกอีกโครงการละ 198 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นของธนาคารกสิกรไทย ธนาคารธนชาติ ธนาคารกรุงศรีฯ อีกโครงการละ 263 ล้านบาท

                 สำหรับ ผลประกอบการในครึ่งปีแรกทางบริษัทมีรายได้อยู่ที่ 206 ล้านบาท คาดว่ารายได้ตอนสิ้นปีจะเพิ่มขึ้นไปถึง 600-700 ล้านบาท จากสิ้นปี 53 บริษัทมีรายได้เพียง 395 ล้านบาท และรายได้ส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นจะมาจากโซล่าฟาร์มทั้ง 5 แห่ง ซึ่งจะทำให้การขาดทุนในครึ่งปีแรกที่มีอยู่ 18 ล้านบาทหมดไป

              ทั้งนี้ น.ส.วันดี ได้เปิดเผยภายหลังไปชี้แจงผลประกอบการของบริษัทเอสพีซีจีในรอบ 6 เดือนของปี 2554 ให้กับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ทราบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจร่วมทุน โดยมีแผนลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ภาคอีสาน 34 โครงการ รวมกำลังผลิต 205 เมกะวัตต์ ด้วยเงินลงทุนทั้งสิ้น 24,000 ล้านบาท โดยจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2556 ซึ่งโครงการทั้งหมดมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยเน้นลงทุนในภาคอีสานซึ่งมีความเข้มข้นของรังสีจากแสงอาทิตย์สูง ได้แก่ 1.จ.นครราชสีมา 9 แห่ง กำลังผลิต 54 เมกะวัตต์ 2.จ.ขอนแก่น 10 แห่ง กำลังผลิต 60 เมกะวัตต์ 3.จ.บุรีรัมย์ 3 แห่ง กำลังผลิต 18 เมกะวัตต์ 4.จ.สุรินทร์ 3 แห่ง กำลังผลิต 18 เมกะวัตต์ จ.นครพนม 3 แห่ง กำลังผลิต 18 เมกะวัตต์ 6.จ.สกลนคร 2 แห่ง กำลังผลิต 12 เมกะวัตต์ 7.จ.ร้อยเอ็ด 2 แห่ง กำลังผลิต 12 เมกะวัตต์ 8. จ.หนองคาย 1 แห่ง กำลังผลิต 6 เมกะวัตต์ และ 9. จ.อุดรธานี 1 แห่ง กำลังผลิต 6 เมกะวัตต์

 

กฟผ.แม่เมาะเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

 

               นายสมยศ ธีระวงศ์สกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้า 2  โรงไฟฟ้าแม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางกฟผ. มีนโยบายที่จะปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และมีต้นทุนที่เหมาะสม หลังโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4 - 7 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ ที่มีอายุการใช้งานครบ 25 ปี เมื่อปี 2553 และขณะนี้มีการซ่อมบำรุงตลอดเวลา ประสิทธิภาพในการใช้งานผลิตไฟฟ้า ไม่เต็ม 100% ทำให้ทาง กฟผ.มีนโยบายที่จะปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่แทนการปรับปรุง หรือซ่อมแซม จะเป็นการทดแทนโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 4 - 7 ได้ดีและประสิทธิภาพมากกว่า และมีเหมาะสมมากที่สุด หากมีการดำเนินงานก่อสร้าง จะสามารถ จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเดือนมกราคมปี 2561

               สำหรับโรงไฟฟ้าทดแทนที่จะมีการก่อสร้าง จะดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่ของ กฟผ.แม่เมาะ ใช้พื้นที่ก่อสร้างเฉพาะตัวโรงไฟฟ้าประมาณ 44 ไร่ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ติดกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 13 ในปัจจุบัน ซึ่งโรงไฟฟ้าทดแทน เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ประเภทผลิตพลังงานไฟฟ้าฐาน โดยใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งประมาณ 600 เมกะวัตต์ โดยจะมีประสิทธิภาพเฉลี่ยตลอดอายุการใช้งาน 30 ปี และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าในระบบได้สูงถึงร้อยละ 40.95 ซึ่งถือว่าจะเป็นการทดแทนโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 4 - 7 ได้เป็นอย่างดี

               ส่วนการดำเนินงานขณะนี้ กำลังดำเนินงานชี้แจ้ง เพื่อสร้างความเข้าใจกับชุมชน ที่อยู่โดยรอบโรงไฟฟ้า เพื่อให้ได้รับทราบถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทน ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินงานที่มีความสำคัญที่ทาง กฟผ.จะต้องดำเนินงาน ก่อนที่จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ อ.แม่เมาะ ทั้ง 5 ตำบล ได้แก่ตำบลแม่เมาะ บ้านดง สบป้าด สบจางและนาสัก ถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทดแทน ที่จะเริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 2556 แต่ระยะเวลาการเริ่มก่อสร้าง ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 4 ปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินงานชี้แจง การศึกษาผลกระทบ และการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมถึงมติของคณะรัฐมนตรี ที่ทาง กฟผ.จะเสนออนุญาตก่อสร้างด้วย

               สำหรับแผนในการศึกษาผลกระทบนั้น ตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ ขึ้นไป เป็นโครงการที่ต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ทาง กฟผ.แม่เมาะ ได้ว่าจ้างบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจ เมนท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาดำเนินการศึกษา และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อจะได้นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินงานที่สำคัญ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในโครงการสร้างโรงไฟฟ้าทดแทน เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศ

               ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะ มีการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเพียง 10 โรงเท่านั้น ซึ่งโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 1 - 3 ได้หยุดเดินเครื่อง และปลดระวางออกจากระบบ และทั้งรื้อถอนออกไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 4 - 7 ที่มีอายุการใช้งานครบแล้ว แต่ยังคงจะเดินเครื่องอยู่ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรอโรงไฟฟ้าทดแทนที่จะมีการสร้างขึ้นให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะมีการหยุดเดินเครื่อง และถูกปลดออกจากระบบไป ถือว่าสำคัญอย่างมาก ที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าทดแทน ที่มีระบบเต็มประสิทธิภาพ เพราะต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 - 13 ก็จะต้องถึงอายุครบการใช้งาน 25 ปี ทาง กฟผ.จึงต้องแสวงหาแนวทางที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ ด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าทดแทน