ข่าว

'ค่าจ้างขั้นต่ำ'นำมาบิดเป็น'รายได้'?

'ค่าจ้างขั้นต่ำ'นำมาบิดเป็น'รายได้'?

06 ก.ย. 2554

'ค่าจ้างขั้นต่ำ' นำมาบิดเป็น 'รายได้' โดย 'รศ.ดร.วิจิตรา ฟุ้งลัดดา' อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

               คำมั่นในการหาเสียงที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้ให้ไว้แก่ประชาชนว่า เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคดังกล่าวได้รับเลือกตั้งจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จะขึ้น “ค่าจ้างขั้นต่ำ” เป็นวันละ 300 บาท และ “เงินเดือน” สำหรับผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี 15,000 บาทนั้น ยังก้องอยู่ในหูของประชาชน

               โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้แรงงานทั้งหลายที่ได้มีความหวังโดยสร้างฝันว่า ถ้าพรรคดังกล่าวได้ขึ้นบริหารประเทศจริง ก็จะทำให้ตนและครอบครัวสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการได้รับหลักประกันในค่าจ้างอันจะพึงได้รับมากขึ้น

               ซึ่งหลังจากการให้คำมั่นดังกล่าวไม่นานนัก ก็ดูเหมือนกับว่า ฝันของพวกเขาเริ่มใกล้ความเป็นจริง เมื่อผู้ที่เชื่อในคำมั่นว่าผู้ให้คำมั่นนั้นจะรักษาสัจจะได้พากันไปลงคะแนนเสียงจนทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมืองดังกล่าวได้รับเลือกตั้งโดยมีคะแนนเสียงข้างมากจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

               อันทำให้พวกเขามีความหวังมากขึ้นว่า ชีวิตของพวกเขาจะเริ่มดีขึ้นจากการที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตามสัญญาประชาคมระหว่างพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลกับประชาชน

               แต่ยังไม่ทันที่ฝันจะเป็นจริง ข่าวที่แพร่หลายออกไปว่าจะมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ก็ทำให้ข้าวของขึ้นราคากันอย่างมากมายจนกลายเป็นผลให้ค่าจ้างที่ได้รับอยู่เดิมมีมูลค่าลดลงเพราะต้องนำไปใช้ซื้อสินค้าและปัจจัยในการดำรงชีพซึ่งได้พากันขึ้นราคารอรับก่อนแล้ว อันส่งผลให้การดำรงชีวิตของผู้ใช้แรงงานแย่กว่าเดิม

               ยิ่งซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือ ได้มีกระแสข่าวว่า การจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำถูกต่อต้านจากภาคธุรกิจเอกชนโดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ออกมาคัดค้านว่า นโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออกและการลงทุนอย่างรุนแรง

               นอกจากนั้นยังอาจส่งผลกระทบไปถึงลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยงานราชการที่อาจจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างเพราะนโยบายนี้ด้วย  

               อย่างไรก็ตาม ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยก็ได้พยายามผลักดันให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่เดินหน้านโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ในขณะที่ต้องการให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าควบคู่ไปด้วย พร้อมทั้งผลักดันให้มีการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98   อันจะทำให้การรวมกลุ่มของลูกจ้างมีความเข็มแข็งขึ้น

                ผ่านมาอีกเพียง 2 วันนั่นก็คือในวันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2554 ได้มีคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ สร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาคตามข้อ 1.8.2 ระบุว่า “ดำเนินการให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า 300 บาท และผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า 15,000 บาทฯ”

               เป็นที่น่าสังเกตว่า ตามที่ให้คำมั่นในการหาเสียงจนเป็นสัญญาประชาคมโดยระบุว่าเป็น “ค่าจ้างขั้นต่ำ” และ “เงินเดือน” นั้น ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “รายได้” ไปเสียแล้ว  โดยนโยบายดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากภาคธุรกิจ เช่น สมาคมโรงแรม-อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ได้แสดงความพึงพอใจ “เผยไม่ได้รับผลกระทบ เหตุรายได้แรงงานมากกว่าอยู่แล้ว” 

               ซึ่งเมื่อพิจารณานโยบายที่เปลี่ยนไปดังกล่าวอย่างผิวเผิน ก็ดูเหมือนน่าจะไม่ต่างกัน แต่ความจริงแล้ว มีผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล โดยทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบ เนื่องจาก การเป็น “ค่าจ้างขั้นต่ำ” ทำให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (มาตรา 90 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541) ซึ่งถ้านายจ้างไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว ก็จะมีระวางโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 144 วรรคหนึ่ง)

               แต่เมื่อเปลี่ยนเป็น “รายได้” ความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวก็จะไม่มี และที่จะต้องมีผลกระทบต่อลูกจ้างอีกประการหนึ่ง ก็คือ กรณีที่จ่ายเป็น “ค่าจ้าง” หรือ “เงินเดือน” นั้น ทำให้นายจ้างต้องนำมาเป็นฐานในการคำนวณเงินประเภทอื่นอีกหลายประเภทตามสิทธิของลูกจ้าง เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต่างก็มีอัตราที่คำนวณบนฐานของค่าจ้างเป็นหนึ่งเท่าครึ่ง สองเท่า และสามเท่า ตามลำดับ

               ค่าชดเชยซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการ เลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ก็มีอัตราที่คำนวณบนฐานของค่าจ้างเป็นอัตราเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน 90 วัน 180 วัน 240 วัน และ 300 วัน และค่าทดแทนซึ่งเป็นเงินทดแทนประเภทหนึ่งซึ่งจ่ายให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือเกิดโรคเนื่องจากการทำงาน ก็มีอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน

               หรือเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานตามกฎหมายประกันสังคมกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด ก็มีอัตราที่คำนวณบนฐานของค่าจ้างเป็นอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน มีกำหนดเวลา 180 วันเป็นต้น 

               แต่เมื่อเป็น “รายได้” โดยไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ก็ทำให้นายจ้างไม่ต้องนำมาเป็นฐานในการคำนวณเงินดังกล่าว อันทำให้ลูกจ้างได้รับเงินเหล่านั้นน้อยลงด้วย

               มีคำกล่าวของนักปราชญ์ตั้งแต่สมัยกรีกโรมันแล้วว่า มนุษย์เราเกิดมาพร้อมความสุจริตโดยมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตามหลักศีลธรรมอันดี มีการรักษาคำมั่นหรือรักษาสัจจะ และไม่เบียดเบียนหรือเอารัดเปรียบผู้อื่น โดยต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนดังเช่นที่ปฏิบัติในกิจการของตนเอง และคำนึงถึงความสงบสุขโดยรวมของสังคม อันเป็นลักษณะตามธรรมชาติของมนุษย์

               ดังนั้น เมื่อผู้ใดไม่รักษาคำมั่นหรือสัจจะ ก็ย่อมถือได้ว่า ผู้นั้นเป็นผู้ที่ผิดธรรมชาติของความเป็นมนุษย์