ข่าว

จี้รัฐอัด"สินเชื่อ"เข้าระบบฟื้นศก."โอฬาร"คาดต้องใช้3แสนล.-เน้นอุตฯ"บ้าน-รถยนต์"

จี้รัฐอัด"สินเชื่อ"เข้าระบบฟื้นศก."โอฬาร"คาดต้องใช้3แสนล.-เน้นอุตฯ"บ้าน-รถยนต์"

28 เม.ย. 2552

"โอฬาร" ชี้รัฐบาลตีโจทย์แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่แตก แนะต้องเร่งอัดสินเชื่อเข้าระบบเหมือนจีนและสหรัฐ เน้นอุตฯ บ้าน รถยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค คาดต้องใช้ประมาณ 3 แสนล้าน หอการค้าห่วงรัฐส่งสัญญาณผิดพลาด ตัดงบประมาณรายจ่ายปี 2553 เตือนท่องเที่ยวไม่ฟื้นจีดีพีติดลบ

 ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างปาฐกถาหัวข้อ “ทางเลือกธุรกิจไทยในวิกฤติเศรษฐกิจโลก” จัดโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า นโยบายที่รัฐบาลควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ คือ การผลักดันให้สินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับที่จีนและสหรัฐได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งรัฐบาลไทยต้องใช้เม็ดเงินสินเชื่อใหม่ประมาณ 3 แสนล้านบาท จึงจะเพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขณะนี้
 
“ที่รัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพราะตีโจทย์ไม่แตก และเมื่อยังตีโจทย์ไม่แตกว่าจะใช้นโยบายนี้อย่างไร ก็ให้ไปถามจีนหรืออเมริกา เพราะเขาทำแล้วประสบความสำเร็จ เราก็เพียงเอาแนวทางเขามา แล้วประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับระบบเศรษฐกิจเรา” ดร.โอฬารกล่าว
 
อย่างไรก็ตาม จะต้องมีความชัดเจนถึงภาคธุรกิจที่จะเข้าไปสนับสนุนสินเชื่อ โดยเน้นอุตสาหกรรมบ้าน รถยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ทำให้สินเชื่อขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่าง ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ควรอยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าสามารถผ่อนชำระได้ เช่น อัตราประมาณ 6% ต่อปี นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีแผนรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น กรณีผู้กู้ไม่สามารถผ่อนชำระได้ด้วย ซึ่งแผนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นแผนที่สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการอยู่
 
ด้าน ผศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.หอการค้าไทย กล่าวในงานเสวนา “ทางรอดของเศรษฐกิจไทย” ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 และ 2 ยังน่าจะเติบโตติดลบต่อเนื่องจากในไตรมาส 4 ปี 2551 ที่ติดลบ 4.3% ซึ่งหากการท่องเที่ยวของไทยปีนี้ติดลบไปถึง 30% จะทำให้เศรษฐกิจมีโอกาสติดลบได้สูงสุดถึง 5.3% อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีเวลาในช่วงที่เหลือของปีเพื่อกระตุ้นภาคท่องเที่ยวให้กลับคืนมาในช่วงฤดูท่องเที่ยวช่วงปลายปีอีกครั้ง
 
“สิ่งที่รัฐบาลยังไม่ได้เข้ามาทำคือ นโยบายเกี่ยวกับสินเชื่อเพื่อที่จะช่วยเหลือภาคธุรกิจ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลล่าสุดพบว่า ธุรกิจประมาณ 75% ขาดสภาพคล่อง และส่วนใหญ่บอกว่า การเข้าถึงสินเชื่อทำได้ยากขึ้น จึงจำเป็นต้องขายสินทรัพย์รวมทั้งลดคนงาน เพื่อฝ่าฟันช่วงวิกฤตินี้ไปให้ได้ ในช่วงปลายปีหรือไตรมาส 4 ปี 2552 หากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นภาคธุรกิจคงจะประสบปัญหาแน่” ผศ.ดร.เสาวณีย์ กล่าว
 
ผศ.ดร.เสาวณีย์ยังกล่าวอีกว่า ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ รัฐบาลควรจะต้องใช้นโยบายการคลังที่ผ่อนคลายด้วยการใช้จ่ายให้มากขึ้น ผ่านการขาดดุลงบประมาณให้มากขึ้นหรือการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลกลับส่งสัญญาณที่ผิดพลาดด้วยการไปปรับลดงบประมาณรายจ่ายปี 2553 ลง แทนที่จะไปแก้กฎหมายเพื่อขยายเพดานการก่อหนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น