ข่าว

ลดราคาน้ำมันสนอง'ประชานิยม'แก๊สโซฮอล์สะดุด-เกษตรกรทรุด

ลดราคาน้ำมันสนอง'ประชานิยม'แก๊สโซฮอล์สะดุด-เกษตรกรทรุด

05 ก.ย. 2554

ลดราคาน้ำมันสนอง'ประชานิยม'แก๊สโซฮอล์สะดุด-เกษตรกรทรุด : ดลมนัส กาเจ

            เพียง 10 วัน ที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประเดิมนโยบายประชานิยมว่าด้วยการชะลอการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงทันลิตรละ 3 บาท น้ำมันเบนซิน 91 ลดลิตรละ 7.1 บาท และน้ำมันเบนซิน 95 ลดลงลิตร 8.02 บาท ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมานั้น หลายภาคส่วนต่างวิตกว่าจะกระทบต่อรายได้ของรัฐ รวมถึงภาคธุรกิจผลิตพลังงานทดแทนจำพวกเอทานอล และไบโอดีเซล รวมถึงเกษตรกรที่จะต้องรับกรรม

             "ผมมองว่า มาตรการลดราคาน้ำมันของรัฐบาล ทำให้ประชาชนดีใจและแห่ไปเติมน้ำมัน จนทำให้สถานีบริการน้ำมันไม่สามารถเตรียมน้ำมันให้เพียงพอ กระนั้นผมกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในส่วนของภาคเกษตรกรชาวไร่มันและไร่อ้อย ที่ผลผลิตส่วนใหญ่นำมาเป็นส่วนผสมของแก๊สโซฮอล์" นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จากระบบสรรหา กล่าวในที่ประชุมวุฒิสภา หลังจากรัฐบาลประกาศราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในครั้งนี้

             นี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้ นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี ฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ต้องหยิบยกประเด็นนี้หารือในที่ประชุมว่าว่า นโยบายลดราคาพลังงานได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตพลังงานทดแทน ทั้งแก๊สโซฮอล์ และเอทานอล ทำให้พืชผลพลังงานทดแทนล้นตลาด และการลดราคาเบนซินทั้ง 91 และ 95 ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิตโดยตรง แต่ยังทำให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันในไทยส่งขายต่างประเทศด้วย สิ่งที่ตามมาทำให้ประชาชนไทยต้องแบกรับภาระจ่ายภาษีแทนคนต่างชาติ

             ดูเหมือนจะเป็นไปตามที่ ส.ว.ได้วิเคราะห์มา เพราะเพียงไม่กี่วันให้หลัง สิ่งที่ได้รับผลกระทบที่เห็นอย่างชัดเจนคือ ภาคเกษตรที่ปลูกพืชพลังงาน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังลดลงทันที จากเดิมโรงงานแป้งมันสำปะหลังรับซื้อในราคา กก.ละ 3 เหลือเพียง 2.50 บาท จึงทำให้บรรดากลุ่มสหกรณ์การเกษตรต่างๆ ทั่วประเทศรวมถึงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ในฐานะที่กำกับและดูแลสหกรณ์การเกษตรต่างๆ และทั่วประเทศ ได้มีการประเมินสถานการณ์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา ว่า การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันของรัฐบาล กระทั่งมีผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล ลดลง จะกระทบต่อราคามันสำปะหลังที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายปี เรื่อยไปจนถึงต้นปี 2555 อย่างแน่นอน เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันที่มีเอทานอลส่วนผสมลดลง และการหันไปใช้น้ำมันเบนซิน 91, 95 กันมากขึ้น จะทำให้ปริมาณการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังลดลงไปด้วย จนกระทั่งส่งผลให้ราคามันสำปะหลังที่ออกสู่ตลาดในปลายปีลดลงในที่สุด

             ขณะที่สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มีการประชุมการพัฒนาศักยภาพผลผลิตมันสำปะหลังที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการแนะนำแนวทางการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังเน้นเพื่อการส่งออกมันสำปะหลังยังตลาดต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับราคาผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร หลังจากรัฐบาลงดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และจะส่งผลให้ยอดการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์น้อยลง

             นายปราโมทย์ กงทอง นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า การที่รัฐบาลประกาศชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลง แม้จะเป็นเรื่องที่ดีต่อประชาชนผู้ใช้รถทั่วไป แต่สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องมองเห็นความสำคัญและผลกระทบที่จะตามมาก็คือ เรื่องของพืชพลังงาน เพราะที่ผ่านมานโยบายเรื่องการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะในส่วนของการใช้เอทานอลนั้น มีการรณรงค์การใช้มานานกว่า 10 ปี กว่าจะทำให้ประชาชนทั่วไปมีความมั่นใจและหันมาใช้เอทานอลกันอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

             "พืชพลังงานที่สามารถผลิตขึ้นเองได้ในประเทศ เป็นการช่วยส่งเสริมราคาผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ให้แก่เกษตรกรในประเทศได้มีรายได้ที่ดีขึ้น หากแต่นับจากนี้ต่อไปยังมีการปรับลดราคาน้ำมันเบนซินที่ใกล้เคียงกับราคาแก๊สโซฮอล์ จะต้องมีผลกระทบต่อยอดการใช้เอทานอลเพื่อนำมาผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์ที่จะต้องลดต่ำลงอย่างแน่นอน ซึ่งก็จะส่งกระทบโดยตรงต่อพืชพลังงานทดแทน โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ที่จะต้องมีปัญหาในเรื่องราคาต้องลดต่ำลง ขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังสดลดลงแล้ว จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาคือ เดือนสิงหาคม 2553 กก.ละ 3.60 บาท ตอนนี้ราคาอยู่ที่ กก.ละ 2.60 บาท เพราะความต้องการหัวมันนำไปผลิตเป็นเอทานอลถูกชะลอการสั่งซื้อแล้ว" นายปราโมทย์ กล่าว

             ล่าสุด นายพนมพร เขตอนันต์ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยกาฬสินธุ์ ยืนยันว่า ขณะนี้ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเริ่มเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะราคามันสำปะหลังบางแห่งรับซื้อเพียง กก.ละ 1.70 บาทเท่านั้น บางที่ดีหน่อยตก กก.ละ 1.95 บาท

             "ผมอยู่ในวงการอ้อย ตอนนี้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยยังไม่กระทบเท่าไร เพราะเรามี พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย การซื้อขายอ้อยขึ้นอยู่กับตลาดโลก แต่ผู้ประกอบการผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล โมลาสกระทบแน่นอน เพราะต้นทุนสูง ตรงนี้เราก็ไม่นิ่งนอนใจ ผมเป็นบอร์ด คบ. (คณะกรรมการบริหาร) คงต้องพูดคุยบ้าง แต่ที่กระทบชัดๆตอนนี้ในภาคอีสานคือ ผู้ปลูกมันสำปะหลัง เพราะไม่มี พ.ร.บ.รองรับ ขายระบบเถ้าแก่ โรงงานกำหนดอย่างไรต้องขายไปตามนั้น ในพื้นที่ของผมใน จ.กาฬสินธุ์ มีการปลูกมันสำปะหลังมาก มีโรงงานแป้งมันสำปะหลัง 8 โรง ตอนนี้ชาวไร่มันสำปะหลังไปขายผลผลิต บางโรงงานรับซื้อเพียง กก.ละ 1.70 บางแห่งดีหน่อย กก.ละ 1.95 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้จากเดิม กก.ละ 3 บาท มาเป็น 2.50 บาท และอีกหน่อยเหลือไม่ถึง กก.ละ 2 บาท" นายพนมพร

             นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไว้เมื่อครั้งหาเสียงเลือกก่อนหน้านี้ ผลปรากฏว่า ผลการดำเนินการแม้จะเป็นผลดีต่อคนกลุ่มหนึ่ง แต่ไปกระทบหนักในหลายภาคส่วน หากนโยบายประชานิยมที่ยังมีอีกหลายนโยบายประกาศใช้ทั้งหมด ยังไม่มีใครคาดเดากันว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต