ข่าว

เคาะรับจำนำดันราคาข้าวพุ่งชี้นำตลาด-ห่วงฉุดคุณภาพกระทบแข่งขัน

เคาะรับจำนำดันราคาข้าวพุ่งชี้นำตลาด-ห่วงฉุดคุณภาพกระทบแข่งขัน

05 ก.ย. 2554

เคาะรับจำนำดันราคาข้าวพุ่งชี้นำตลาด-ห่วงฉุดคุณภาพกระทบแข่งขัน : อนัญชนา สาระคู รายงาน

           “โครงการรับจำนำข้าวเปลือก” ตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้นั้น เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น โดยมีการเลื่อนวันเปิดโครงการรับจำนำให้เร็วขึ้นกว่าเดิมจากต้นเดือนพฤศจิกายน 2554 เป็นวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เพื่อให้สอดรับกับผลผลิตข้าวที่จะเริ่มทยอยออกมา และต่อเนื่องกับนโยบายประกันราคาข้าวที่กำลังจะจบลง

            ทั้งมีคำยืนยันมาแล้วจาก “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า จะรับจำนำข้าวทุกเม็ดจากชาวนาตามที่พรรคได้หาเสียงไว้

            พร้อมได้ขายแนวคิด การปฏิรูประบบเกษตรของไทยใหม่ ผ่านโครงการรับจำนำราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท และข้าวเปลือกหอมมะลิที่ราคาตันละ 2 หมื่นบาท สำหรับความชื้น 15% เพื่อเป็นการยกระดับรายได้ให้เกษตรกร จากเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ราคาข้าวไทยถือว่าต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะจากการเทียบเคียงกับราคาข้าวสาลี ข้าวโพด ในตลาดโลกปรับขึ้นสูงไปมาก แต่ราคาข้าวไทยกลับไม่ขึ้น แสดงว่าราคาข้าวไทยนั้นยัง “under value”

            อย่างไรก็ตาม ราคารับจำนำที่รัฐบาลตั้งไว้สูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบันมากนั้น ก็ยังมีทั้งกระแสสนับสนุนถึงแนวคิดของรัฐบาล แต่ก็ยังมีข้อกังวลถึงผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดส่งออก

 

หนุนรัฐเดินหน้าแนวคิดใหม่

 

           “สุเมธ เหล่าโมราพร” ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีพี อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวถึงนโยบายการยกระดับรายได้ชาวนา ผ่านราคารับจำนำที่ตันละ 1.5-2 หมื่นบาทของรัฐบาล ว่า รัฐบาลต้องการใช้ราคารับจำนำเป็นตัวตั้ง โดยมีเป้าหมายปฏิรูประบบการเกษตรของไทยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชาวนาที่มีกว่า 5 ล้านครัวเรือน หรือ 20 ล้านคน ทั้งระบุด้วยว่า ตัวเลขดังกล่าวได้ศึกษามาแล้วว่าเป็นระดับที่เหมาะสม หลังพบว่าราคาธัญพืชชนิดอื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นไปมาก แต่ราคาข้าวเป็นพืชชนิดเดียวที่ยังไม่ขึ้น

            “ราคาที่กำหนดนั้น ถือเป็นการชี้นำราคา จากมุมมองของภาครัฐที่ศึกษามาแล้ว และเขาเชื่อว่าจะทำได้ โดยราคาข้าวเปลือกที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท จะส่งผลให้ราคาข้าวเอฟโอบีอยู่ที่ตันละ 850 ดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันอยู่ที่ 500-600 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนข้าวหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาท ส่งผลให้ราคาเอฟโอบีอยู่ที่ตันละ 1,300-1,400 ดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันอยู่ที่กว่า 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ”

            รัฐบาลยังได้ยกตัวอย่างราคาข้าวสาลี และข้าวโพด ซึ่งในบางปีพบว่าราคาปรับสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในปี 2551 โดยราคาธัญพืชที่ขึ้นไปนั้นมาจาก 2 เหตุผล คือ ภัยธรรมชาติทำให้ผลผลิตลดลง และอีกส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐเอง เช่น สหรัฐอเมริกามีนโยบายส่งเสริมการนำข้าวโพดไปผลิตเป็นเอทานอล โดยรัฐเข้าไปช่วยอุดหนุน เพื่อดูดซับปริมาณข้าวโพดในตลาดทำให้ลดลง ราคาข้าวโพดจึงปรับสูงขึ้น 

            ขณะที่ราคาข้าวไทยพบว่าราคายังต่ำกว่าความเป็นจริง รัฐจึงเข้าไปอุดหนุน โดยดูดผลผลิตออกจากระบบเช่นกัน เพื่อดึงราคาข้าวให้สูงขึ้น และการที่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดขายข้าวมากที่สุด เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก โดยผลิตได้ปีละ 30 ล้านตัน แบ่งเป็นการส่งออกข้าวปีละ 10 ล้านตัน จึงเชื่อว่าจะดึงราคาข้าวให้สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะราคาข้าวเวียดนามจะสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะเวียดนามต้องการขายข้าวในราคาที่สูงขึ้นเช่นกัน

            อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงอยู่ที่กรณีราคาข้าวไม่ขึ้นตามแนวคิดดังกล่าว รัฐบาลก็ระบุว่า พร้อมที่จะอุ้มสต็อกข้าวไว้ จากนั้นในระยะยาวก็จะหาแนวทางการลดพื้นที่ปลูกข้าวลง และหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นแทน เพื่อดึงข้าวส่วนเกินออกจากระบบ ทำให้ดีมานด์และซัพพลายมีความเหมาะสมกัน

            “แนวคิดที่ว่านั้น ผมเห็นว่าน่าที่จะลองทำดู เพราะหากเราไม่ลองก็ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ และเมื่อราคาข้าวสูงขึ้นไปแล้ว ทางภาครัฐเองก็รับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่งออกในการส่งเสริมด้านการขายข้าว เช่น การส่งเสริมให้ฝรั่งกินข้าวมากขึ้น การประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ให้ข้าวไทยผ่านการบริจาคข้าวให้ประเทศในแถบแอฟริกา เป็นต้น อีกทั้งขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ในการเปิดวงเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะโรงสี และผู้ส่งออก” สุเมธ กล่าว

 

ผู้ส่งออกข้าวทำใจประคองตัว

 

            ด้านผู้ส่งออก “กอบสุข เอี่ยมสุรีย์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ผู้ส่งออกทำความเข้าใจ และยอมรับนโยบายการรับจำนำข้าวทุกเม็ด เพื่อกระจายรายได้ให้ทั่วถึง แต่ราคาส่งออกที่จะเพิ่มสูงขึ้นตามราคาจำนำ โดยราคาข้าวขาวจะอยู่ที่ 850 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันนั้น จะมีผลให้ผู้ส่งออกแข่งขันในตลาดลำบากมากขึ้น และจะกระทบต่อการส่งออกในปีหน้าให้ลดลงจากปีนี้ ที่คาดว่าจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 10-11 ล้านตัน ขณะที่ 8 เดือนที่ผ่านมา ส่งออกได้แล้ว 8 ล้านตัน

            อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเสนอจะให้ความช่วยเหลือในการให้สินเชื่อ การเปิดตลาดใหม่ๆ การส่งเสริมการขาย ทำกิจกรรมในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกจะเป็นอย่างไรนั้น ในปีหน้าคงต้องติดตามดูราคาข้าวภายหลังการรับจำนำก่อน รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างอินเดีย ที่มีนโยบายไม่ชัดเจนว่าจะมีการระบายข้าวออกมาอีกหรือไม่

            “ยอมรับว่าเป็นการยากที่จะมีความมั่นใจในการรักษาตลาดและเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งต่อไปได้ แต่ครั้งนี้ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศให้มีความสมดุล เพราะฉะนั้นทางผู้ส่งออกก็ต้องพยายามดูแลตัวเองให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เพราะไม่อยากทำตัวขวาง ดังนั้นผู้ส่งออกจึงต้องทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลให้มากที่สุด” กอบสุข กล่าว

 

ชี้กระทบการแข่งขันตลาดโลก

 

           ขณะเดียวกันยังมีความกังวลจากนักวิชาการ “อัทธ์ พิศาลวานิช” ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กล่าวว่า ราคาจำนำที่รัฐบาลกำหนดไว้ 1.5-2 หมื่นบาท จะดูว่าเป็นราคาที่เหมาะสมหรือไม่นั้น คงต้องดูที่ตลาดโลกด้วย ซึ่งขณะนี้ราคาข้าวขาวในตลาดโลกอยู่ที่ตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ แต่หากจำนำที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท จะทำให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้นไปถึงตันละ 850 ดอลลาร์สหรัฐทันที และเมื่อราคาข้าวไทยสูง ผู้ซื้อก็จะหันไปซื้อข้าวเวียดนามที่มีราคาต่ำกว่าแทน

            “กว่าจะรอให้ข้าวเวียดนามขายหมดก่อน เราก็ต้องเก็บสต็อกข้าวเอาไว้ก่อน และหากเก็บไว้มากรัฐบาลก็จะขาดทุน ซึ่งส่วนต่างของราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นไป 300 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะมาจากภาษีของประชาชนที่ต้องไปแบกรับภาระส่วนต่างราคาดังกล่าวอยู่ดี” อัทธ์ กล่าว

            อย่างไรก็ตาม การทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น ชาวนามีรายได้มากขึ้น การใช้จ่ายก็มีการหมุนเวียน แต่การแข่งขันในตลาดโลกก็จะเสียหาย ดังนั้นรัฐจะต้องตระหนักถึงผลกระทบในระยะยาวด้วย หากจะยึดนโยบายราคาข้าวที่สูงต่อไป ก็ควรต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริม โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตลงจากปัจจุบันพบว่า ชาวนามีต้นทุนการผลิตสูงถึงไร่ละ 1 หมื่นบาท โดยเฉพาะปุ๋ยที่เป็นสัดส่วนต้นทุน 40-50% ของต้นทุนการผลิต

            “ผมเห็นด้วยกับการช่วยเหลือชาวนาด้วยการเพิ่มรายได้ให้ แต่รัฐบาลควรมีนโยบายการลดต้นทุนการผลิตควบคู่กันไป กำหนดไปเลยว่าในแต่ละปี หรือในช่วง 4 ปีของรัฐบาล จะลดต้นทุนการผลิตข้าวลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะการที่เวียดนามขายข้าวได้ถูกกว่าเรา ก็เพราะว่าเขามีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเรา เมื่อขายถูกชาวนาก็อยู่ได้ แต่หากเราไม่ทำควบคู่กันไปจะกลายเป็นว่าชาวนาอยู่ได้ แต่ตลาดโลกกลับแข่งไม่ได้”

            ส่วนการที่เราจะเป็นผู้กำหนดราคาข้าวได้หรือไม่นั้น ต้องมอง 2 ส่วน คือ ในส่วนข้าวหอมมะลิ มองว่าเราสามารถทำได้ แต่ก็ไม่ง่ายนัก สำหรับข้าวขาวเราไม่ใช่ผู้เล่นหลักในตลาด ขณะที่เวียดนามต้องการแข่งขันกับไทยในเรื่องของราคาที่ถูกกว่า ซึ่งเราต้องการเป็นผู้กำหนดราคาข้าวเองมานานแล้ว แต่เราทำไม่ได้เสียที การที่เวียดนามยังแข่งขันกับเราด้วยราคาที่ต่ำกว่าก็ถือเป็นเรื่องที่ยาก โดยขณะนี้เวียดนามเขาไปไกลมาก โดยไปเปิดตลาดสร้างเครือข่ายในตลาดข้าวที่แอฟริกา ทั้งร่วมมือกับกัมพูชาจัดตั้งบริษัท เพื่อให้เป็นห่วงโซ่อุปทานในการส่งออกข้าว

            นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลอีกข้อเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ก็คือ การที่รัฐบาลประกาศเปิดรับจำนำข้าวทุกเม็ด ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีต่อเรื่องคุณภาพข้าว เพราะเมื่อชาวนาสามารถขายข้าวให้รัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพข้าว ซึ่งจะกลายเป็นผลกระทบระยะยาวต่อไป