ข่าว

'ปู'ปัดเร่งเครื่องฎีกาอภัยโทษ'แม้ว'

'ปู'ปัดเร่งเครื่องฎีกาอภัยโทษ'แม้ว'

04 ก.ย. 2554

"ยิ่งลักษณ์" ปัดเร่งพิจารณาฎีกาอภัยโทษพี่ชาย โยนเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลุดปากบอก "ถวิลไม่ได้มีความผิด” "เฉลิม"ชี้ย้ายเลขาฯสมช.ใช้คนให้ถูกงาน เปิดบ้านพักบางบอนเลี้ยงแกนนำเสื้อแดง

          ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 4 ก.ย.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายและอดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เราไม่ได้ไปเร่งขบวนการ ทุกอย่างเป็นไปตามการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะนำเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมามาดูว่าอะไรบ้างที่เป็นเรื่องตกค้าง ก็นำมาพิจารณาตามกำหนดเวลา ไม่มีการไปเร่งรัดเป็นกรณีพิเศษ

 
           เมื่อถามว่าเอเบคโพลล์สำรวจความเห็นประชาชนระบุว่าถ้ารัฐบาลเข้าไปทำเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณจะยิ่งทำให้อายุของรัฐบาลไปเร็วขึ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้เข้าไปดูเลย ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนของแต่ละกระทรวงที่จะพิจารณา 
 
           เมื่อถามว่าการจะยื่นถวายฎีกาได้นั้น พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมารับโทษจำคุกก่อนจะเป็นไปได้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “เอาให้หน่วยงานได้ศึกษาเรื่องก่อนดีไหมคะ แล้วค่อยพิจารณา”

 

 

หลุดปากบอก"ถวิลไม่ได้มีความผิด”

 

           นางสาวยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เคยให้สัมภาษณ์จะหาเวลาพูดคุยกับนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) หลังจากที่นายถวิลระบุหากคณะรัฐมนตรีมีมติโยกย้ายในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมจะร้องศาลปกครองว่า เรื่องนี้ได้มอบหมายให้พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะดูแลสมช.ไปศึกษาเรื่องนี้ต่อ เพราะถ้าทำเองก็ยังมีภารกิจที่ต้องดูแลเยอะ

             เมื่อถามว่านายถวิลมีความผิดอะไรถึงได้ปรับย้าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ไม่ได้มีความผิด แต่งานทั้งหมดเป็นงานที่ต้องการผู้ช่วยเหลือ”

             เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามต่อว่า  แต่ตำแหน่งเลขาฯ สมช.ไม่ใช่ตำแหน่งที่โยกย้ายได้ง่ายๆ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว ผู้สื่อข่าวยังได้ตามถามต่อว่า นายกฯ  พร้อมจะต่อสู้คดีหรือไม่ในชั้นศาลปกครอง นายกฯ  ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวอีก และมีสีหน้าไม่สู้ดี ก่อนที่จะเดินกลับขึ้นห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า เตรียมตัวไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.อ.ชัชธรรม พรหมนอก บุตรชาย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เสียชีวิต ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน

 

"เฉลิม"ชี้ย้ายเลขาฯสมช.ใช้คนให้ถูกงาน

 

              เมื่อเวลา  18.30 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ  กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  หรือคนในพรรคประชาธิปัตย์ยื่นกระทู้ถามในประเด็นที่รัฐบาลมีคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับต่างๆ อาทิ นายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการสมช.  , พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ซึ่งตน พร้อมชี้แจงในทุกประเด็น อย่างไรก็ตามสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลนั้น พบว่า มีการใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการ เป็นจำนวนมาก

              เมื่อถามถึงกรณีที่นายถวิลเตรียมยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครอง และคณะกรรมการ ก.พ.ร.  ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว ถือเป็นสิทธิ์ทำได้ แต่ตนเชื่อว่า เมื่อนายถวิลได้ฟังสิ่งที่ตนให้สัมภาษณ์ไปคงจะเปลี่ยนใจไม่ยื่นเรื่องฟ้องร้อง ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายมองว่า ตนล้ำ เส้น พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ไม่เป็นความจริงเพราะตนได้คุยกับ พล.ต.อ.โกวิท อยู่เสมอ และเป็นนายตำรวจที่รักกัน

              เมื่อถามว่า การโยกย้ายนายถวิล จะอธิบายต่อสังคมได้อย่างไร ว่า ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า " ทำไมสื่อต้องมาตั้งประเด็น กับ ร.ต.อ.เฉลิม  ทำไมไม่ตั้งประเด็นกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเรื่องนี้ในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็สั่งย้ายคนที่คิดว่าเป็นญาติ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ "

              ถามว่า กังวลหรือไม่ ในช่วงฤดูโยกย้ายข้าราชการ จะทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนัก ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่าตนไม่กังวลเพราะการโยกย้ายนั้นเป็นการจัดคนให้เหมาะสมกับตำแหน่งงาน ซึ่งที่ผ่านมา ตนไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์ดังนั้น ตำรวจทุกคนตนสั่งได้  ส่วนที่ผ่านมีนักการเมืองไปเรียกเก็บเงินกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งถือว่าเป็นการทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะตำรวจต้องหาเงินเพื่อแลกกับตำแหน่ง

 


เปิดบ้านพักบางบอนเลี้ยงแกนนำเสื้อแดง  

 

             ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ  กล่าวถึงการนัดรับประทานอาหารร่วมกับแกนนำคนเสื้อแดงที่บ้านพักบางบอนว่า โดยปกตินายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง ได้มาทานข้าวร่วมกับตนเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะนายจตุพร ชอบกินน้ำพริกปลาทู ส่วนกระแสข่าวที่นายจตุพรให้สัมภาษณ์ ทางสื่อว่าจะมีกระบวนการล้มรัฐบาล หลังวันที่  5 ธ.ค.นั้น ตนไม่ได้มีการสอบถามแต่นายจตุพรนั้น ถือว่า เป็นผู้ที่การข่าวดี ตนคงไม่กล้าถาม เว้นแต่นายจตุพรจะเป็นผู้เล่าให้ฟัง ทั้งนี้ ตนไม่คิดว่าการที่นายจตุพรเปิดประเด็นกระบวนการล้มรัฐบาลจะเป็นลีลา เพื่อดึงมวลชนคนเสื้อแดงให้อยู่กับพรรคเพื่อไทย เนื่งอจากคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยก็เป็นพวกกันอยู่แล้ว  ส่วนเหตุจูงใจที่อาจจะทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ยาว ตนคิดว่า เป็นประเด็นเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น 

 

 

โฆษกศาลหวั่นถูกโยงการเมืองปัดให้ความเห็นฎีกาอภัยโทษ"ทักษิณ"

 

              นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวกรณีที่กรมราชทัณฑ์ เสนอความเห็นการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณา ภายหลังตรวจรายละเอียดรายชื่อผู้ถวายฎีกา 3 ล้านรายชื่อเสร็จสิ้นว่า การทูลเกล้าถวายฎีกา ฯ ถือเป็นสิทธิการขอความเป็นธรรม แต่เนื่องจากกระบวนการทูลเกล้าถวายฎีกา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม ขั้นตอนปฏิบัติมีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม พิจารณากลั่นกรอง จึงไม่อาจให้ความเห็นได้ และไม่ต้องการให้เกิดการชี้นำ หรือนำศาลยุติธรรมไปเป็นครื่องมือของฝ่ายใด หรือผูกโยงกับการเมือง ซึ่งเรื่องดังกล่าวเคยเงียบไปแล้ว แต่ได้จุดประกายขึ้นอีกครั้ง โดยมีทั้งประชาชนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากศาลถูกนำไปผูกโยงการเมืองก็จะเสียความเป็นกลาง

              เมื่อถามว่าจำเลยไม่เคยรับโทษมาก่อนจะมีความเป็นไปได้ในการทูลเกล้าถวายฎีกาขออภัยโทษหรือไม่ นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อาจคาดคะเนผลได้ เนื่องจากอำนาจสุดท้ายในการพิจารณาเรื่องนี้ไม่ใช่ศาลยุติธรรม แต่เรื่องนี้ในอดีตไม่เคยปรากฏแนวทางกรณีดังกล่าวมาก่อน แม้แต่กรณีการขอพระราชทานอภัยโทษของนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ก็รับโทษจำคุกแล้วบางส่วนจากข้อกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูง

              ส่วนกรณีที่ว่าการจะขออภัยโทษทั้งที่ผู้ต้องโทษนั้นยังไม่ได้รับโทษบางส่วนตามเงื่อนไข จะขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม หรือไม่ นายสิทธิศักดิ์ ระบุเพียงว่า การถวายฎีกาขออภัยโทษ หรือการนิรโทษกรรม มีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติอยู่แล้ว แต่แนวทางดังกล่าวไม่เคยปรากฏมาก่อน

              เมื่อถามว่าผลทางคดีอาญาจะสิ้นสุดผลเมื่อใด นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า ตามกฎหมาย ผลทางคดีอาญาจะสิ้นสุดผลเมื่อจับกุมตัวผู้กระทำซึ่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแล้วมารับโทษ หรือจำเลยหรือผู้ต้องโทษนั้นเสียชีวิต จึงไม่อาจนำตัวมาพิจารณาความผิดและรับโทษได้  อย่างไรก็ตาม คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา เป็นการดำเนินคดีอาญา ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่คดีการเมือง

 

 

กลุ่มคนเสื้อแดงสงขลานัดรวมพลังจัดตั้งเครือข่าย นปช.-หมู่บ้านคนเสื้อแดง

 

            ที่ห้องประชุมสมิหลาบี โรงแรมไดอิชิ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นางนิษิฎภัทร์ ณ นคร ประธานชมรมคนรักประชาธิปไตยจ.สงขลา52 พร้อมเครือข่ายคนเสื้อแดงทั้งในจ.สงขลา พัทลุง และสตูล เปิดแถลงข่าวการจัดงาน “รวมพลังมวลชนเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในจ.สงขลา ครั้งที่1 ซึ่งจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่10 กันยายน นี้ที่โรงแรมไดอิชิ โดยจะมีแกนนำคนเสื้อแดงจากส่วนกลางและในภาคใต้เข้าร่วมอาทิ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย นายจิรายุส เนาวเกตุ นายศฤงคาร หมันหลี นายรณภพ วัตตะสิงห์ และว่าที่ ร.ต.ประสิทธิ์ บัวงาม

          เป้าหมายของการจัดกิจกรรมเพื่อรวมพลคนรักประชาธิปไตยจ.สงขลาให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อจัดตั้งเป็นเครือข่ายมวลชนคนรักประชาธิปไตยในจ.สงขลาหรือเครือข่าย นปช.สงขลา รวมทั้งการจัดหมู่บ้านคนเสื้อแดงหมู่บ้านแรกขึ้นในจ.สงขลาที่ต.คู อ.จะนะ จ.สงขลา นอกจากนี้ยังมีการจัดเสวนาประชาธิปไตยของประชาชนคนรากหญ้ากับการพัฒนาประชาธิปไตยในระดับชาติ และแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงและผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร

 

 

"พีระพันธุ์"เขียนบันทึกผ่านเฟสบุ๊คแจงเรื่องการขออภัยโทษ

 

           นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.ยุติธรรม เขียนบันทึกผ่านทางเว็บไต์ facebook ชื่อ Pirapan Salirathavibhaga เมื่อ 4 กันยายน 2011 เวลา 18:24 น. "การขอพระราชทานอภ้ยโทษ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร" ความว่า ว่า

           "เราต้องมาทำความเข้าใจกรณีของการขอพระราชทานอภัยโทษที่เป็นหลักการและหลักปฏิบัติทั่วไป ก่อนที่จะไปพิจารณาการขอพระราชทานอภัยโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

           ๑.การขอพระราชทานอภัยโทษหมายถึงการขอรับพระราชทานอภัยโทษในความผิดที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินแล้ว มิใช่หมายความรวมถึงการกระทำความผิดอื่นๆ ที่ยังมิได้มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลยังมิได้ตัดสินคดี ซึ่งในกรณีปกติ จำเลยจะต้องมาฟังคำพิพากษาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการถูกควบคุมตัวมาในกรณีที่ถูกคุมขังหรือมาศาลเองในกรณีที่มีการประกันตัว ดังนั้น เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกจำเลยผู้นั้นจะถูกควบคุมตัวไปจำคุกในความผิดนั้นทันที และเมื่อถูกจำคุกในความผิดนั้นอยู่จำเลยหรือนักโทษนั้นก็อาจทำเรื่องทูลเกล้าฯ ขอรับพระราชทานอภัยโทษได้

           แปลว่าขั้นที่หนึ่งต้องถูกพิพากษาให้ติดคุกและต้องติดคุกก่อนแล้วจึงทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ ไม่ใช่หนีไปแล้วขอพระราชทานอภัยโทษ

           ๒.ขั้นต่อมา เมื่อถูกคุมขังแล้ว ผู้ต้องขังนั้นมีความประสงค์จะขอพระราชทานอภัยโทษก็ให้ทำได้   เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๒๕๙ กำหนดไว้ว่าให้ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว (แปลว่าคดีสิ้นสุดไม่มีอุทธรณ์หรือฎีกาอีกแล้ว) ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษ จะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้

คำถามคือ ใครที่จะเป็นผู้ทำเรื่องทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษได้ และ ทำอย่างไร
คำถามแรก    ใครเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ขอพระราชทานอภัยโทษได้บ้าง
คำตอบ        ผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
คำถาม        ใครคือผู้มีผู้ประโยชน์เกี่ยวข้อง
คำตอบ         หลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ คือ คู่สมรสหรือญาติชั้นใกล้ชิด ได้แก่ สามี ภรรยา บุตร บิดา มารดา หากเป็นญาติลำดับชั้นถัดไปก็อาจพิจารณาตามข้อเท็จจริงแต่จะจำกัดไว้ที่พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือญาติสนิทชั้นใกล้ชิดจริงๆ เท่านั้น
คำถาม        ดำเนินการอย่างไร
คำตอบ        ผ่านการทูลเกล้าฯเสนอของรัฐมนตรียุติธรรม และอื่นๆ

           มาตรา ๒๖๑ วรรคหนึ่งของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาระบุไว้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์พร้อมทั้งถวายความเห็นว่าควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่
 
           ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้แก่กรมราชทัณฑ์ก็จะทำความเห็นเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถึงพฤติกรรมและความประพฤติของนักโทษผู้นั้นรวมถึงระยะเวลาการที่ได้รับโทษตามคำพิพากษาว่าผู้นั้นสมควรที่จะได้รับการพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ แต่หากจำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา ก็เท่ากับไม่มีตัวตนของจำเลยหรือนักโทษผู้นั้นให้เจ้าหน้าที่สามารถรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้พิจารณาพฤติกรรมและความประพฤติรวมถึงระยะเวลาที่ผู้นั้นได้รับโทษตามคำพิพากษาว่ามีเหตุผลสมควรที่จะได้รับการพระราชทานอภัยโทษแล้วหรือไม่

           ข้อควรทราบคือ แม้ในอดีตที่ผ่านมาจะเคยมีจำเลยที่หลบหนีการจำคุกหลายรายได้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษ แต่กรมราชทัณฑ์ไม่เคยทำความเห็นเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ถวายความเห็นควรให้พระราชทานอภัยโทษจำเลยเหล่านั้นเลย  และไม่เคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมท่านใดที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นนี้ของกรมราชทัณฑ์

           นอกจากนี้ ยังปรากฎข้อเท็จจริงอีกว่า ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีท่านใด รวมทั้งนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี อีกเช่นกันที่เห็นว่าควรจะถวายความเห็นให้ทรงพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้หลบหนีการคุมขังตามคำพิพากษา  เรื่องนี้มีเอกสารหลักฐานชัดเจนทุกยุคทุกสมัย

           สำหรับกรณีผู้ที่จะทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษนั้น กฎหมายกำหนดไว้ ๒ กรณี คือ ๑. ผู้ทีต้องคำพิพากษานั้นเอง และ ๒. ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง สำหรับกรณีผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องนั้น กรมราชทัณฑ์ถือปฏิบัติตลอดมาว่าจะต้องเป็นคู่สมรสหรือญาติชั้นใกล้ชิด ได้แก่ สามี ภรรยา บุตร บิดา มารดา หากเป็นญาติลำดับชั้นถัดไปก็อาจพิจารณาตามข้อเท็จจริงแต่จะจำกัดไว้ที่พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือญาติสนิทชั้นใกล้ชิดจริงๆ เท่านั้น  การจะทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษโดยผู้อื่นจริงๆ แล้วจึงไม่จำเป็นต้องใช้ผู้คนจำนวนมากเพียงเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องตามที่กล่าวมาแล้วนั้นเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้กรมราชทัณฑ์สามารถดำเนินการทำเรื่องราวเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตามกฎหมายได้แล้ว

 

 กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร               

 

           ในกรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ มีผู้จัดทำเป็นขบวนการใหญ่โต มีผู้ร่วมลงนามในหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายขอรับพระราชทานอภัยโทษถึงกว่าสามล้านคน จึงเป็นจุคเริ่มต้นของความล่าช้าในการดำเนินการ เพราะกรมราชทัณฑ์ต้องตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดว่าบุคคลดังกล่าวมีตัวตนจริงหรือไม่และมีบุคคลใดบ้างหรือที่เข้าลักษณะเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ที่จะสามารถยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ตามกฎหมาย   กรมราชทัณฑ์ไม่เคยประสบกรณ์เช่นนี้จึงต้องเกณฑ์เจ้าหน้าที่และจัดจ้างลูกจ้างรวมทั้งจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมอย่างมากมายเพื่อมาดำเนินการ ซึ่งนอกจากจะหมดเงินงบประมาณไปจำนวนมากแล้ว ยังทำให้ต้องใช้เวลาดำเนินการเป็นปี  ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหากผู้ดำเนินการต้องการเพียงให้มีการดำเนินการทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท. ทักษิณ อย่างจริงจังและรวดเร็วแล้ว เหตุใดจึงไม่ดำเนินการเพียงให้ภรรยา หรือบุตร หรือ ญาติชั้นใกล้ชิด เช่น พี่น้องของ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นผู้ลงนามในหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เพราะเพียงบุคคลดังกล่าวตนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวก็ดำเนินการได้และจะไม่มีปัญหาใดๆ ที่ต้องพิจารณาว่าผู้ที่ร่วมลงนามมีตัวตนจริงและเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่ด้วย  ซึ่งในกรณีนี้เช่นนี้ กรมราชทัณฑ์สามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ได้ไม่น่าจะเกินหกเดือน 

           เป็นที่น่าประหลาดใจว่าหลังจากที่กรมราชทัณฑ์ต้องใช้เวลาเป็นปีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อและความสัมพันธ์ของบุคคลที่ลงนามในหนังสือทูลเกล้าฯ แล้ว นอกจากพบว่าผู้ลงชื่อมีตัวตนถูกต้องเพียงประมาณสองล้านชื่อ (ไม่ปรากฏบุคคลตามรายชื่อประมาณกว่าหนึ่งล้านชื่อ)

           กลับปรากฎว่าไม่มีรายชื่อของภรรยาและบุตรของ พ.ต.ท. ทักษิณ ร่วมลงนามขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เลย

           แต่ปรากฎรายชื่อบุคคลสามคนที่ใช้นามสกุลเดียวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ คือ “ชินวัตร” แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งสามคนนั้นมีเพียงชื่อแต่มิได้ลงนามมาด้วย หนึ่งในนั้น คือ นายพายัพ ชินวัตร ซึ่งหากนายพายัพ ลงนามมาเรื่องก็จบสามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะนายพายัพเป็นน้องชายของ พ.ต.ท. ทักษิณ พอจะถือได้ว่านายพายัพเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย  กรมราชทัณฑ์จึงทำหนังสือสอบถามไปยังบุคคลทั้งสามว่าการที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อมานั้น บุคคลทั้งสามทราบเรื่องและมีเจตนาที่จะทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท. ทักษิณ หรือไม่ หากมีความประสงค์จริงก็จะได้จัดให้มาลงนามให้ถูกต้องต่อไป ผลปรากฎว่ามีผู้ตอบกลับกรมราชทัณฑ์เพียงรายเดียวว่าประสงค์จะทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท. ทักษิณ แต่ในขณะนั้นไม่ปรากฎความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ว่าเข้าลักษณะเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือไม่ ส่วนนายพายัพ ชินวัตร และอีกบุคคลหนึ่งไม่ตอบกลับมายังกรมราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์จึงรายงานเรื่องดังกล่าวมายังผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมจึงสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ติดต่อสอบถามไปยังนายพายัพ และอีกบุคคลหนึ่งอีกคร้ง เพราะเห็นว่าหากนายพายัพตอบกลับมาและมาลงนามให้ถูกต้องเรื่องก็จะได้เข้าสู่กระบวนอื่นต่อไปเสียที แต่จนที่ผมพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกรมราชทัณฑ์ก็ยังมิได้รายงานผลการดำเนินการตามที่สั่งการดังกล่าวมาแต่อย่างใด

           ดังนั้น เมื่อปรากฎข่าวว่ากรมราชทัณฑ์ได้ส่งเรื่องการทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท. ทักษิณ ไปยัง พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมปัจจุบันแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนว่าบุคคลที่ใช้นามสกุล “ชินวัตร” ทั้งสามรายรวมทั้งนายพายัพ ชินวัตร ได้มาลงชื่อในหนังสือชอทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกต้องแล้วหรือไม่ และทั้งสามคนมีความสัมพันธ์เข้าลักษณะของการเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแล้วหรือไม่อย่างไร และกรมราชทัณฑ์ได้เสนอความเห็นต่อ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าไม่สมควรถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ว่าควรพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท. ทักษิณ เพราะเป็นผู้หลบหนีการคุมขังเช่นที่กรมราชทัณฑ์เคยถือปฏิบัติในกรณีอื่นๆ และตามที่เคยรายงานผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาก่อนหรือไม่

           หากกรมราชทัณฑ์ดำเนินการเช่นที่ผ่านมา  พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่ามีความเห็นเช่นเดียวกับกรมราชทัณฑ์เช่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทุกท่านในอดีตถือปฏิบัติมาหรือไม่  สำหรับนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าตนจะถวายความเห็นตามขั้นตอนต่อพระมหากษัตริย์ว่าไม่ควรพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท. ทักษิณ  เพราะเป็นผู้หลบหนีการคุมขังและไม่เคยได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลมาก่อนเลยหรือไม่

           ส่วนเหตุใดภรรยาและบุตรของ พ.ต.ท. ทักษิณ จึงไม่ร่วมลงนามในหนังสือทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท. ทักษิณ ด้วยนั้น ก็เป็นเรื่องที่ภรรยาและบุตรของ พ.ต.ท. ทักษิณ จะต้องอธิบายเหตุผลเอง
 
           สำหรับการดำเนินการของบุคคลใดในกรณีนี้จะเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานเป็นการช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๔ หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ หรือไม่เพียงใด ก็เป็นเรื่องที่คงต้องว่ากันอีกยาว

           เพราะมีอายุความของคดีนี้ยาวนาน ๑๐ - ๑๕ ปี"