ข่าว

โพลล์เผยพลังเงียบเริ่มไม่พอใจรบ.ปู

โพลล์เผยพลังเงียบเริ่มไม่พอใจรบ.ปู

04 ก.ย. 2554

"เอแบคโพลล์"เปิดผลสำรวจ "3 อารมณ์ สามมุม ในกลุ่มปชช.ต่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์1" พลังเงียบเริ่มไม่พอใจหลายเรื่องทั้งการทุจริต เตรียมการช่วยคนผิด แต่งตั้งโยกย้ายขรก. เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ปัญหาสินค้าราคาแพง ทำไม่ตรงคำพูดที่หาเสียง “อภิสิทธิ์”ติรบ.อย่าลุอำนาจย้า

          4ก.ย.54 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ  เรื่องสำรวจจุดยืนทางการเมืองฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ 1 สามอารมณ์ สามมุม ในหมู่ประชาชน: กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ  โดยดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สำรวจจุดยืนทางการเมืองฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ 1 สามอารมณ์ สามมุม ในหมู่ประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สมุทรปราการ พะเยา เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ นครพนม สกลนคร สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น นครราชสีมา ชุมพร ตรัง และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,614 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม - 3 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนตัวอย่างระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า

          เมื่อสอบถามประชาชนผู้ถูกศึกษาถึงจุดยืนทางการเมืองฐานสนับสนุนต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.9 ขออยู่ตรงกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด (พลังเงียบ) ในขณะที่ร้อยละ 33.1 สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 9.0 ไม่สนับสนุนรัฐบาล

          ที่น่าพิจารณาคือ ผลการสัมภาษณ์เจาะลึกกับกลุ่มคนสามกลุ่ม คือ กลุ่มพลังเงียบ กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่ในกลุ่มพลังเงียบและกลุ่มคนไม่สนับสนุนรัฐบาลไม่พอใจต่อรัฐบาลหลายเรื่องตรงกัน เช่น ความล่าช้าในการแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ปัญหาราคาสินค้า ค่าครองชีพ การเลือกปฏิบัติไม่กระจายเรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำให้ทั่วถึงทุกจังหวัด ทำและพูดไม่ตรงกับช่วงหาเสียงในเรื่องเงินเดือนปริญญาตรีและค่าจ้างแรงงาน การแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เหมาะสมแป็นข้าราชการการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการมุ่งเน้นช่วยเหลือพรรคพวกของตนเองให้ได้ดี เป็นต้น แต่กลุ่มพลังเงียบส่วนใหญ่ยังให้โอกาสรัฐบาลเพราะไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย ในขณะที่กลุ่มคนไม่สนับสนุนรัฐบาลพร้อมจะออกมาเคลื่อนไหว แต่ยังไม่มีผู้นำที่ไว้ใจและยังไม่น่าศรัทธาเพียงพอในตอนนี้เนื่องจากที่ผ่านมา แกนนำผู้ชุมนุมมักมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงจนเกิดความเสื่อมศรัทธา

          เมื่อถามกลุ่มพลังเงียบต่อว่า จะตัดสินใจอย่างไรถ้ามีเรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นในรัฐบาล เช่น การทุจริตคอรัปชั่น การช่วยเหลือคนผิด และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยเอาคนใกล้ชิด ญาติพี่น้อง พรรคพวกของตนเองขึ้นมีอำนาจ เป็นต้น คำตอบจากกลุ่มพลังเงียบส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่พวกตนไม่พอใจ แต่ทุกรัฐบาลก็ทำกันรวมถึงรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจด้วย การช่วยเหลือคนผิด การเลือกปฏิบัติ เอาญาติพี่น้อง คนใกล้ชิดมามีอำนาจ เกิดขึ้นทุกรัฐบาล จะมาวิจารณ์รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอย่างเดียวก็ไม่เป็นธรรมกับรัฐบาลของเธอ

          ในขณะที่ กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่บอกว่า จะต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นในทุกกรณี ต้องยึดหลักคุณธรรมความถูกต้องบ้านเมืองจึงจะอยู่รอดได้ รัฐบาลชุดนี้มุ่งแต่จะทำเพื่อช่วยเหลือคนบางคน และเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม เอาแต่ญาติพี่น้องและพรรคพวกของตนขึ้นมาเป็นใหญ่ เมื่อถามว่าจะให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อไปนานแค่ไหน ส่วนใหญ่ตอบว่า ไม่เกินสามเดือน บางคนบอกไม่ต้องการให้โอกาส บางคนก็ยังให้โอกาสนานถึงหกเดือนและหนึ่งปี ทั้งๆ ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ และพวกเขาส่วนใหญ่ประเมินกันว่าช่วงเวลานี้ยังไม่เหมาะที่จะออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากว่าตอนนี้ไม่ต้องการซ้ำเติมบ้านเมือง และไม่อยากให้เกิดช่องว่างที่เป็นอันตรายต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่มีอารมณ์เดือดและความไม่พอใจเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ 

          เมื่อถามอารมณ์ความรู้สึกของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลต่อรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อรัฐบาลและถูกใจมากที่นำกลุ่มคนเสื้อแดงมาเป็นข้าราชการทางการเมือง เพราะเป็นตัวแทนจากภาคประชาชน ไม่ใช่เอาแต่คนชั้นนำมาเป็นใหญ่ เมื่อถามว่า ไม่กลัวว่าคนเหล่านั้นจะบ้าอำนาจ เจ้ายศเจ้าอย่าง อวดเบ่งหรือ กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่ตอบว่า เป็นเรื่องธรรมดามีในทุกรัฐบาล ใครๆ ก็ทำกัน แต่ประเทศไทยโชคดีที่ได้นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงที่มีฐานะร่ำรวย แต่สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัว เข้าถึงชาวบ้านคนยากคนจน จึงเป็นโอกาสที่ดีมากที่พวกเราได้นายกรัฐมนตรีคนนี้

          กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลยังตอกย้ำถึง “แรงศรัทธา”  ที่พวกเขามีต่อพรรคเพื่อไทยว่า พรรคเพื่อไทยคือหนทางรอดที่จะทำให้พวกเขามีสิทธิมีเสียง มีอำนาจที่จะเรียกร้องสิ่งที่พวกเขาเคยถูกเอารัดเอาเปรียบกลับคืนมา โดยตบท้ายข้อความที่ว่า ดูสินายกฯ ทักษิณ ร่ำรวยมหาศาลแต่ไม่เคยลืมคนยากจนอย่างพวกเขาเลย ส่วนพวกที่มีอำนาจคนอื่นๆ ได้เป็นใหญ่ก็ลืมพวกตน ไม่จริงใจ หลอกลวงใช้พวกเราเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์มาโดยตลอด ถ้าอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศพวกเราอยากเอาพรมไปปูต้อนรับ ไม่ต้องมาจ้าง พวกเราจะไปกันเอง อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลจำนวนมากอีกกลุ่มหนึ่งส่งเสียงสะท้อนไปยัง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ  ชินวัตร ว่า ที่พวกเราต่อสู้กันมาไม่ใช่เพราะอดีต   นายกฯ ทักษิณ แต่เพราะพวกเราต่อต้านการยึดอำนาจและการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

          เมื่อจำแนกออกตามเพศ พบว่า ร้อยละ 37.2 ของผู้ชายสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ในขณะที่ร้อยละ 30.2 ของผู้หญิงสนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 จะเห็นได้ว่า ผู้ชายสนับสนุนรัฐบาล ปู 1 มากกว่า ผู้หญิง ได้อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างไปจากผลสำรวจที่เคยค้นพบในช่วงแรกๆ ของรัฐบาล อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ที่ผู้หญิงจะสนับสนุนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ทั้งชายและหญิงขออยู่ตรงกลางคือไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอเป็นพลังเงียบในการสำรวจครั้งนี้

          เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่า กลุ่มพลังเงียบจะอยู่ในกลุ่มเยาวชนมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 63.8 ของกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 20 ปี และร้อยละ 70.0 ของกลุ่มที่อายุระหว่าง 20 - 29 ปี ในขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปกลายเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 40.7 เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า กลุ่มคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีร้อยละ 36.8 สนับสนุนรัฐบาล มากกว่า กลุ่มคนที่มีการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไปที่มีอยู่ร้อยละ 25.4 ในขณะที่ กลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.5 ขออยู่ตรงกลาง (พลังเงียบ) ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

          ผลสำรวจยังพบด้วยว่า กลุ่มข้าราชการและกลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุดคือร้อยละ 41.1 และร้อยละ 39.5 ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชนและกลุ่มนักเรียนนักศึกษาสนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุดคือร้อยละ 25.7 และร้อยละ 24.7 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มพนักงานบริษัทเอกชนกลายเป็นกลุ่มที่ขออยู่ตรงกลาง (พลังเงียบ) มากที่สุดคือร้อยละ 65.7 และร้อยละ 63.2 หมายความว่า ทั้งสองกลุ่มเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลน้อยที่สุด แต่ก็ไม่ได้ไปอยู่ในกลุ่มที่จะต่อต้านรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

          เมื่อจำแนกตามระดับรายได้ พบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท และกลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 10,000 - 15,000 บาท สนับสนุนรัฐบาลมากกว่ากลุ่มอื่นๆ คือร้อยละ 35.3 และร้อยละ 34.0 ตามลำดับ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 15,001 - 20,000 บาท มีสัดส่วนของคนที่สนับสนุนรัฐบาลน้อยสุดและไม่สนับสนุนรัฐบาลมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

          เมื่อถามถึงปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้รัฐบาลอยู่ได้ไม่นาน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.1 ระบุเป็นการทุจริตคอรัปชั่น กอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง รองลงมาคือร้อยละ 77.3 ระบุการชุมนุมประท้วงทางการเมือง ร้อยละ 76.4 ล่าช้าในการแก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชน ร้อยละ 69.9 ดีแต่พูด หลอกลวงประชาชน ไม่ทำตามที่สัญญา ร้อยละ 58.2 การกลั่นแกล้ง ข่มขู่ แก้แค้น         ไม่แก้ไข บ้าอำนาจของนักการเมือง ร้อยละ 57.4 ระบุการบริหารบ้านเมืองไม่ยึดหลักคุณธรรม เลือกปฏิบัติ หลายมาตรฐาน ร้อยละ 53.8 ระบุการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 53.3 ระบุการแทรกแซง คุกคาม สื่อมวลชน องค์กรอิสระ ร้อยละ 50.2 ระบุความวุ่นวายทางการเมือง     สาดโคลนกันไปมา และร้อยละ 28.6 ระบุอื่นๆ เช่น มุ่งช่วยเหลือ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ  ชินวัตร / กระแสความแตกแยกของคนในชาติ/     ความไม่สามัคคี / ความไม่เป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

          อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.5 ยังให้โอกาสรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ทำงานต่อไป ในขณะที่ร้อยละ 21.5 ไม่คิดเช่นนั้น

          ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่คนส่วนใหญ่พร้อมให้โอกาสรัฐบาล หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง น่าจะให้มีการพิจารณากันว่า รัฐบาลแต่ละยุคควรมีโอกาสทำงานจนครบวาระ 4 ปีหรือไม่ รัฐบาลจะได้มีเสถียรภาพและเวลาที่เพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชน แต่ถ้าจะถูกถอดถอนเนื่องจากทุจริตคอรัปชั่นหรือความผิดอันร้ายแรงที่สาธารณชนรับไม่ได้ก็ควรดำเนินการไปตามขั้นตอน รัฐบาลจะได้ไม่ต้องดำรงอยู่ด้วยความระแวงที่เสี่ยงต่อความขัดแย้งรุนแรงในหมู่ประชาชน แต่ถ้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ประชาชนก็ต้องทำใจยอมรับเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงบนเส้นทางแห่งประชาธิปไตยที่ไม่ใช้ความรุนแรงทำร้ายกันในสังคม

          ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวต่อว่า ประชาชนแต่ละคนลองพิจารณาดูว่า ถ้าคนคนหนึ่งได้เป็นผู้นำชุมชนหรือองค์กรเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีความขัดแย้งสูงยังต้องใช้เวลานานเป็นเดือนเป็นปีกว่าจะบริหารจัดการได้ลงตัวและบางองค์กรยังไม่สามารถทำอะไรได้ตามความมุ่งมั่นของผู้บริหาร และนี่คือประเทศที่มีประชากรกว่า 60 ล้านคนจึงจำเป็นต้องมีเวลาที่มากเพียงพอ และการเมืองระดับชาติมักจะปั่นป่วนจนเป็นอุปสรรคบั่นทอนความมั่นคง ซึ่งผลสำรวจหลายครั้งที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมให้โอกาสรัฐบาลทำงานเพราะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าการบริหารประเทศเป็นเรื่องใหญ่ แต่เมื่อการเมืองแกว่งตัวระส่ำระสายจนรัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ สุดท้ายเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนหัวหน้าหน่วยงานราชการ เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ ส่งผลให้เกิดสูญญากาศขาดช่วงในการพัฒนาประเทศ ผลที่ตามมาคือ ชาวบ้านส่วนใหญ่ของประเทศยังคงเดือดร้อนเหมือนเดิมไม่มีอะไรดีขึ้น

          “ประเทศมหาอำนาจบางประเทศมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ชั้นนำของโลกด้านการเมืองการปกครองต่างๆ มากมาย โดยผู้นำประเทศเหล่านั้นมีโอกาสอยู่จนครบวาระ 4 ปี แต่พวกเขายังไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาสังคม ปัญหาความมั่นคงภายในประเทศของพวกเขาได้ ดังนั้น ประชาชนคนไทยจะปล่อยให้มีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจกันบ่อย ๆ ปล่อยให้มีการห้ำหั่นแย่งชิงผลประโยชน์ส่วนตัว และพวกพ้องที่เสี่ยงต่อการกลับไปสู่วัฏจักรแห่งความเลวร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยกันไปเพื่ออะไร ” ดร.นพดล กล่าว

          จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 52.1 เป็นหญิง ร้อยละ 47.9  เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 4.1  อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.2 อายุ 20 - 29 ปี ร้อยละ 22.9 อายุ 30 - 39 ปี ร้อยละ 22.0 อายุ 40 - 49 ปี และร้อยละ 30.8 อายุ 50 ขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 63.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 32.3 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 4.5 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 30.2 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 27.1 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 16.1 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 11.0 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.6  เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 5.9 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 3.1 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ     

 

เสียงคนกทม.ส่วนใหญ่ค้านเด้ง"วิเชียร"

 


           ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความเห็นคนกรุงต่อผลงาน พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี และความเชื่อมั่นต่อว่าที่ ผบ.ตร. คนใหม่ ” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,259  คน เมื่อวันที่ 1 -3 กันยายน ที่ผ่านมา พบว่า

           ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจต่อผลงานโดยรวม ของตำรวจไทย ในช่วง 1 ปีที่ พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) 5.66  คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยพึงพอใจผลงานด้านการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดมากที่สุด (7.02 คะแนน) ขณะที่ด้านการควบคุมปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด และอบายมุขมีคะแนนความพึงพอใจน้อยที่สุด (5.06 คะแนน)

           ด้านคะแนนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ผบ.ตร.  ของ  พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี  ได้คะแนนความพึงพอใจโดยรวม 6.15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยได้คะแนนด้านการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติมากที่สุด (6.45 คะแนน) ขณะที่ด้านความฉับไวในการทำงาน และการแก้ปัญหา ได้คะแนนน้อยที่สุด (5.82 คะแนน)

           สำหรับภาพลักษณ์ของตำรวจไทยในช่วง 1 ปี  ที่พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ประชาชนร้อยละ 63.1  เห็นว่ายังคงเหมือนเดิม  ขณะที่ร้อยละ 23.1 เห็นว่าดีขึ้น  และร้อยละ 13.8 เห็นว่าแย่ลง

           เมื่อสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการโยกย้าย ผบ.ตร. ในช่วงเวลานี้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 54.1 ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ทำงานได้ดีอยู่แล้ว น่าจะให้โอกาสในการทำงานมากกว่านี้  อีกทั้งยังเห็นว่าเป็นการแซกแซงจากฝ่ายการเมือง  รวมทั้งเปลี่ยนไปก็เหมือนเดิม ขณะที่ร้อยละ 45.9 เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีผลงานเด่นชัด คนใหม่น่าจะทำงานได้ดีกว่า และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

           ส่วนความเชื่อมั่นต่อ พล.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์  ในการปราบปรามปัญหา บ่อนพนัน ยาเสพติด และอบายมุข ในพื้นที่ กรุงเทพฯ หากมีการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. พบว่า ร้อยละ 52.1 ไม่เชื่อมั่น ขณะที่ร้อยละ 47.9 เชื่อมั่น

           ส่วนปัญหาที่ต้องการให้ตำรวจเน้นแก้ไขมากที่สุดเป็นอันดับแรก คือ ปัญหายาเสพติด (ร้อยละ 49.5) รองลงมาเป็น ปัญหาในแวดวงตำรวจเอง เช่น การคอร์รัปชั่น รับส่วย สินบน  (ร้อยละ 17.0) ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (ร้อยละ 11.0) และปัญหาการจราจร (ร้อยละ 9.8)   

 

พระปกเกล้าหวั่นพฤติกรรมนักการเมืองเป็นตัวอย่างไม่ดี

 

            ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่สถาบันพระปกเกล้าได้เผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำงานของส.ส. ส.ว. และข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งปรากฏว่าประชาชนให้คะแนนด้านความสำนึกรับผิดชอบในระดับที่ต่ำ และยังให้คะแนนความไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภาแค่ปานกลาง ว่า ผลการสำรวจดังกล่าวเป็นการสะท้อนว่าสังคมบ้านเราที่ผ่านมา ผู้ที่มีอำนาจรัฐที่เป็นความหวังของประชาชนกำลังมีปัญหา เพราะส.ส. และส.ว. ถือว่าเป็นแบบอย่างของประชาชนที่มุ่งหวังในสิ่งที่เกิดขึ้น หากทำไม่ดีก็เกรงว่าเยาวชนก็จะนำไปเป็นแบบอย่างและกลายเป็นค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง

         นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าบ้านเมืองของเรา ในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีปัญหาเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่าง แตกความสามัคคี มีความพยายามเอาเป็นเอาตาย เอาชนะกัน และการใช้ความรุนแรงเหมือนอีกฝ่ายเป็นศัตรู ปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นเนื่องจากความโลภ รวมถึงปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นความอยากได้ใคร่มี ดังนั้นผู้ตรวจการฯมีภาระหน้าที่ปลูกจิตสำนึกให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐมีจิตสำนึกรับผิดชอบ ตนคิดว่าเราต้องทำอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการทำงานของส.ส.ที่ผ่านมา มีการแบ่งหน้าที่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ที่จ้องจะเอาชนะกัน จึงทำให้เกิดปัญหาที่ประชุมสภาล่มมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการมีสภาฯ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ทำให้ภาพรวมของบ้านเมืองเราเกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นตนคิดว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำโครงการพบพรรคการเมือง เพื่อขอหารือกับหัวหน้าพรรคการเมือง หรือผู้ที่มีบารมีในพรรคการเมือง แบบเปิดอก กำชับลูกพรรคให้เป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อบ้านเมือง ตนเชื่อว่าหากได้รับความร่วมมือก็จะผลที่ดีต่อบ้านเมือง

           “ ผมอยากบอกคนที่ทำงานการเมือง ว่าเมื่ออาสาเข้ามาทำงานแล้ว ก็ควรจะทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม ต้องมาทุ่มเทให้บ้านเมือง ไม่ใช่เข้ามาแล้วก็จะมาเอา ผมจะสร้างเครือข่ายคุณธรรมจริยธรรมให้มาก เพื่อขยายผลและบอกต่อ รวมทั้งให้กระทรวงต่างๆมาเป็นตัวอย่างต้นแบบของความซื่อตรง ข้าราชการกินเงินเดือนประชาชน ต้องบริหารประชาชนด้วยจิตใจที่งามด้วย” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าว

 


“อภิสิทธิ์”ติรบ.อย่าลุอำนาจย้ายขรก.หนุน"ถวิล"สู้

 

            นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ว่า ตนยังไม่ทราบ เห็นแต่เพียงว่ามีการประชุม แต่ก็เป็นเรื่องที่จะตรวจสอบในทุกกรณี  ส่วนกระแสเรื่องการปรับย้ายข้าราชการภายหลังพล.ต.อ.วิเชียรถูกย้ายเป็นรายแรกนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐไม่ได้เป็นคู่กรณีของใคร  ซึ่งเขาปฏิบัติหน้าที่ของเขา หากทำผิดก็ต้องมีการดำเนินการ แต่ต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม โปร่งใส เหมือนในช่วงนี้ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ผบ.ตร ก็ยังไม่สรุปว่าสุดท้ายแล้วเป็นเพราะอะไรกันแน่ เพราะตั้งเรื่องขึ้นมาว่าเป็นเรื่องบ่อนแต่สุดท้ายบอกว่าไม่ใช่ จะต้องหาคนรับเคราะห์ไป นี่คือภาพที่ให้เห็นว่าเป็นกระบวนการแก้ปัญหาเพื่อต้องการแต่งตั้งคนๆ หนึ่งขึ้นมาเป็น ผบ.ตร เท่านั้น ส่วนกรณีของนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาสมช.ที่มีข่าวว่าจะโดนย้ายจากตำแหน่งนั้น ควรจะใช้สิทธิ์ต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

 


ดักคอรัฐบาลอย่าใช้สองมาตรฐานขออภัยโทษให้"ทักษิณ"

 

           นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงความพยายามของกลุ่มคนเสื้อแดงที่นำประเด็นเรื่องถวายฎีกาอภัยโทษพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมารื้อฟื้นใหม่ ว่า ในสมัยที่เป็นรัฐบาล เรื่องนี้อยู่ในสถานะที่ต้องตรวจสอบว่าคนที่จะเข้าชื่อถวายฎีกาเข้าข่ายหลักเกณฑ์ปกติหรือไม่ ดูความเกี่ยวข้องว่าเกี่ยวพันเป็นญาติกันหรือไม่ โดยอดีตรมว.ยุติธรรมได้รายงานว่ามีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ที่มีเกี่ยวข้อง 3 ราย และมีการประสานงานยืนยันเจตนาในเรื่องของการที่จะถวายฎีกา

            นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามอยากจะชี้ว่าในสมัยพรรคพลังประชาชน รัฐบาลได้เคยกำหนดหลักเกณฑ์การยื่นฎีกาว่าหากมีการหลบหนีคดี ก็ไม่ควรได้รับการอภัยโทษ ดังนั้นหากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ดำเนินการก็น่าจะใช้มาตรฐานเดียวกันด้วย เพราะสำหรับพรรคการเมืองที่ชอบพูดเรื่อง 2 มาตรฐานก็ควรจะมีมาตรฐานเดียวกันสำหรับคนไทยทั้งหมด ไม่ใช่มีมาตรฐานเฉพาะพวกพ้องตน ทั้งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องใช้อำนาจอย่างตรงไปตรงมา มีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ทำเพราะเป็นพี่น้องกับใคร