
ชี้ไวรัสไข้หวัดหมูมีแนวโน้มระบาดใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญไวรัสชี้ไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือที่เรียกว่าไข้หวัดหมูมีแนวโน้มระบาดใหญ่ทั่วโลก เหตุแพร่ระบาดเร็วเพราะผู้ป่วยช่วงพาหะคัดกรองยาก แถมภาวะโรครุนแรง เพียง 2-3 วัน พบผู้ป่วย-เสียชีวิตเป็นเท่าตัว พร้อมเตือน สธ.อย่าตัดประเด็นหมูทิ้ง เพราะเป็นต้นตอเชื้
นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาฯ กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เอช 1 เอ็น1 หรือที่เรียกว่าไข้หวัดหมู ว่า เท่าที่ติดตามสถานการณ์คิดว่า การแพร่ระบาดทั่วโลกมีแนวโน้มเป็นไปได้ เพราะเท่าที่ดูอัตราการการติดเชื้อและแพร่ระบาด ตลอดจนจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเริ่มมีการรายงานผู้ป่วยในเดือนมีนาคม จนถึงขณะนี้เพียงระยะเวลาแค่ 2 เดือนมีผู้เสียชีวิตล่าสุดแล้วกว่าร้อยคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มาก และจากการเฝ้าติดตามภาวะโรคยังพบว่า ระยะเวลาการดำเนินโรคยังเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ได้รับเชื้อไม่นานก็เกิดภาวะปอดบวมจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ อีกทั้งผู้ที่เดินทางเข้าประเทศยังเป็นเรื่องยากที่จะคัดกรองผู้ที่อาจติดเชื้อ เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นพาหะนำโรคนั้นจะยังอยู่ระยะที่มีการป่วยที่ไม่รุนแรง คือ 1-7 วันก่อนปรากฏอาการ อาจจะมีลักษณะคล้ายกับคนเป็นหวัดธรรมดาทั่วไป เช่น เจ็บคอ เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องมีไข้สูง หรือเป็นไข้หวัดชัดเจนก็แพร่เชื้อไวรัสได้ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถรับรู้ได้ว่า ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศจะเป็นโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่หรือไม่
“เท่าที่ติดตามภาวะโรค ถือว่าน่ากลัว เพราะว่าในเม็กซิโกมีผู้เสียชีวิตในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพราะเมื่อวันเสาร์ (25 เม.ย.) เพิ่มมีรายงานผู้เสียชีวิต 50 ราย และวันต่อมาเพิ่มเป็น 80 ราย และเท่าที่ทราบขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แล้วกว่า 100 ราย แต่ในสหรัฐฯ แม้ว่าจะมีรายงานผู้ป่วยแต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะได้รับยาโอเซลทามิเวียในการรักษาได้ทันท่วงทีหรือไม่”
นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาของเชื้อไวรัสจะเริ่มต้น 4 ขั้นตอน คือ 1.การติดต่อจากสัตว์สู่สัตว์ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน 2.การติดต่อจากสัตว์สู่คน 3.การติดต่อสัตว์ต่างสายพันธุ์ เช่น สัตว์บกสู่สัตว์ปีก และ 4.การติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งจะมีการติดต่อเป็นวงกว้าง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเชื้อไวรัสนี้มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง การที่กระทรวงสาธารณสุขพยายามให้เรียกชื่อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ว่า ไข้หวัดเม็กซิโก แทนโรคไข้หวัดหมูนั้น เพื่อลดความตื่นตระหนกและความกลัวของประชาชน แต่ก็ไม่ควรตัดประเด็นนี้ออกไป ซึ่งตนและนักวิชาการหลายคนต่างเห็นตรงกันในประเด็นนี้ แม้ว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีการพัฒนาตนเองจนสามารถติดต่อจากคนสู่คนโดยไม่ต้องผ่านหมูแล้วก็ตาม เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้มีการพัฒนาจากเชื้อไวรัสที่พบในหมู ซึ่งพบครั้งแรกในปี 2473 ก่อนที่จะกลายเป็นไวรัสลูกผสมระหว่าง หมู นก และคน และต่อมาในปี 2517 มีการรายงานการติดเชื้อสู่คน ถือเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในขณะนั้น แต่ผู้รับเชื้อจะต้องมีการสัมผัสกับหมูโดยตรง
อย่างไรก็ตามในปี 2517 เกิดเหตุการณ์การติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ เอช1 เอ็น1 จากหมู ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทราบกันดีในกลุ่มนักไวรัสวิทยา โดยเกิดการระบาดในค่ายทหาร ประเทศสหรัฐฯ โดยมีทหารที่ติดเชื้อถึง 230 ราย ซึ่งมีอาการป่วยไม่มาก แต่ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการหนัก 13 ราย และเสียชีวิต 1 ราย สถานการณ์ตรงนี้เริ่มเห็นสัญญาณที่ไม่ดีจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ เพราะจากการสอบสวนโรคพบว่า ทหารเหล่านี้ไม่มีการสัมผัสหมูเลย แสดงให้เห็นว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้เริ่มมีการพัฒนาตนเองแล้ว แต่ต่อมาในปี 2531 พบผู้ป่วยซึ่งเป็นหญิงตั้งท้อง และเมื่อนำเชื้อมาตรวจสอบพบว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้ได้เกิดการผสมข้ามสายพันธุ์แล้ว คือ หมู นก และคน
“สถานการณ์การแพร่ระบาดถือว่า มีความน่าเป็นห่วง และอาจก่อให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ได้ หากมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันสามารถรับเชื้อและป่วยได้เร็ว ซึ่งผู้ที่ป่วยยังพบว่า อยู่ในกลุ่มอายุ 20-45 ปีที่เป็นกลุ่มคนที่แข็งแรง ซึ่งเป็นกลุ่มช่วงอายุเดียวกับที่มีคนล้มป่วยในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดสเปนเมื่อปี 2461 ในอดีต” นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว และว่า สายพันธุ์ไข้หวัดหมูที่พบในหมูต่างประเทศ เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่มีอยู่ในเมืองไทย แต่หากถามว่าไวรัสในหมูของไทยมีโอกาสที่จะกลายพันธุ์ได้หรือไม่นั้น ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าไวรัสจะพัฒนาตนเองอย่างไร
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเข้มงวดตรวจโรคไข้หวัดหมู
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวการระบาดของโรคไข้หวัดหมูในประเทศสหรัฐอเมริกาและแม็กซิโก สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกเป็นอย่างมากนั้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) จึงได้จับมือกับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุขติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิเทอร์โมสแกน (Thermoscan) เพื่อตรวจผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางจากต่างประเทศผ่าน ทสภ.
โดยได้มีการติดตั้งไว้ที่ชั้น 2 บริเวณทางเข้าจุดตรวจหนังสือเดินทางผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ
ซึ่งผู้โดยสารทุกคนจะต้องเดินผ่านเครื่องตรวจจับอุณหภูมินี้ โดยได้มีการกำหนดอุณหภูมิปกติไว้ที่ 36 องศาเซลเซียส และหากพบผู้โดยสารมีอุณหภูมิสูงกว่าที่กำหนดหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์จะปรากฏแถบสีแดงขึ้นมาทันที พร้อมกับมีเสียงดังเตือนถึงความผิดปกติ จากนั้นแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุขจะทำการตรวจร่างกายเบื้องต้น และซักถามประวัติของผู้โดยสารรายนั้นๆ ก่อนส่งไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลบำราษฎร์นราดูรอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
นายเสรีรัตน์ เปิดเผยต่อไปว่า ผู้โดยสารที่เดินทางจากต่างประเทศ เพื่อเข้าสู่ประเทศไทยจำนวนกว่าร้อยละ 98 จะผ่านทาง ทสภ. แม้ว่า ทสภ. จะไม่มีเที่ยวบินที่บินตรงจากเมืองที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินไว้ อย่างไรก็ตาม ทสภ. ในฐานะที่เป็นด่านแรกของประเทศไทยที่จะต้อนรับผู้โดยสารจากต่างประเทศที่มีเป็นจำนวนมาก เราจึงให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันโรคดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและป้องกันโรคไข้หวัดหมูไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย
ทสภ. จึงได้มีการตรวจผู้โดยสารระหว่างประเทศทุกคน โดยเฉพาะเที่ยวบินที่มีผู้โดยสารเดินทางมาจากเมืองที่ WHO ประกาศเตือนไว้ และแวะเปลี่ยนเที่ยวบินที่เมืองอื่นก่อนเข้าสู่ประเทศไทยทาง ทสภ.
จะมีการตรวจเข้มเป็นพิเศษ รวมทั้งมีการแจกเอกสารข้อควรปฏิบัติจากกระทรวงสาธารณสุข (Health Beware Card) เพื่อให้ผู้โดยสารได้เฝ้าระวังสุขภาพของตนเองหากภายใน 14 วัน หลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศ พบว่ามีอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น มีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตัว ตัวเหลืองตาเหลือง อุจจาระร่วง ต้องเข้าพบแพทย์ทันที โดยสามารถติดต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02- 590-3333 ทั้งนี้ ทสภ. จะยังคงตรวจเข้มผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อป้องกันการระบาดของโรค
สธ.เผยที่สนามบินสุวรรณภูมิยังไม่พบผู้ป่วยต้องสงสัย
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 27 เม.ย. นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข เดินทางไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดูความพร้อมในการทำงานของเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ หรือ เทอร์โม สแกนเนอร์ จำนวน 3 เครื่อง ซึ่งจะตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของทุกคนที่เดินทางเข้าประเทศ พร้อมกันนี้นายวิทยา ยังได้แจกการ์ด “คำเตือนสุขภาพ” หรือ เฮลท์ บีแวร์ การ์ด สำหรับผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยให้พกติดตัวไว้ หากมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยใน 14 วันให้ติดต่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่เบอร์โทร.02-5903333
นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายครบทุกสนามบินนานาชาติทั้ง 3 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ภูเก็ต และเชียงใหม่ แต่หากองค์การอนามัยโลกประกาศระดับความรุนแรงของโรคเป็นระดับ 4 จะมีการมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น อย่างไรก็ตามในวันที่ 28 เม.ย. ซึ่งมีการประชุม ครม.ตนจะเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ คือ คณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุม แก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่มีตัวแทนจากกระทรวงต่าง ๆ เป็นกรรมการ เนื่องจากคณะกรรมการชุดเดิมได้หมดวาระแล้วยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม
นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุม แก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ นั้นจะมีนายกฯ หรือรองนายกฯที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน โดยมีกรรมการจากกระทรวงสาธารณสุข มหาดไทย เกษตรฯ ต่างประเทศ
เผยผ้าปิดจมูกป้องกันไข้หวัดหมูได้ดี
ศาสตราจารย์ ไรน่า แม็คอินไทร์ คณบดีประจำคณะแพทยศาสตร์และสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยนิว เซาท์เวลส์ ในออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า การสวมผ้าปิดจมูก นอกจากจะราคาถูกแล้ว ยังเป็นวิธีที่ได้ผลในการป้องกันการแพร่กระจายของโรคชนิดต่าง ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก
ศาสตราจารย์ แม็คอินไทร์ กล่าวว่า ผ้าปิดจมูกมีบทบาทสำคัญในการลดการติดเชื้อ ถ้าสวมใส่อย่างเหมาะสม ในกรณีที่เกิดวิกฤติ การพัฒนาวัคซีนดูเหมือนจะล่าช้าไป ส่วนยารักษาโรคก็อาจจะขาดแคลน หรือหาไม่ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว และจะจำกัดอยู่เฉพาะแต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ถือว่าทำงานอยู่ในแนวหน้า ดังนั้น ผ้าปิดจมูกจึงเป็นวิธีการที่สำคัญในการป้องป้องชุมชน ที่อาจจะเป็นส่วนสุดท้าย ที่จะได้รับวัคซีนและยารักษาโรค และจากการศึกษา พบว่า จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ผ้าปิดจมูกได้ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก หรือแม้แต่ไข้หวัดธรรมดา
ผ้าปิดจมูก ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเอเชีย ในการป้องกันโรคติดต่อต่าง ๆ แต่ชาวตะวันตกมักจะไม่ค่อยนิยมใช้กัน การค้นพบของศาตราจารย์แม็คอินไทร์ ถูกตีพิมพ์ในวารสาร " อีเมิร์จจิ้งอินเฟ็คเชียส ดีซีสส์ ของศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรค



