
แฮปปี้ พร็อบเบล็ม!
ความสุขที่คนส่วนใหญ่จะมองว่า 'งาน' คือ 'เงิน' เมื่อมีงาน เงินก็จะตามมา และความสุขก็จะเพิ่มพูน โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
เวลาที่ “งานเข้า” มากๆ จนทำไม่ทัน หรือทำจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เราก็มักมีคำพูดปลอบใจตัวเองว่า “มีงานทำ ดีกว่าไม่มี” หรือถ้าจะพูดภาษาฝรั่งโก้ๆ ก็ต้องบอกว่า เป็น “แฮปปี้ พร็อบเบล็ม” (Happy Problem) ประมาณว่า เป็นปัญหาที่มีความสุข เพราะคนส่วนใหญ่จะมองว่า เมื่อ “งาน” มา ก็หมายถึง “เงิน” ตามมาด้วย และแน่นอนว่า “ความสุข” จะตามมา
เพราะแบบนี้หรือเปล่า ทำให้ผลวิจัยของมูลนิธิคนไทยที่เปิดเผยออกมาล่าสุดแล้วพบว่า ดัชนีความสุขของคนไทยเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการที่ธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ ออกมาประกาศยกฐานะประเทศไทย จากประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง
ถ้า “เงิน” นำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง ความบังเอิญสองเรื่องข้างต้นก็คงตอบคำถามได้ถูกทุกครั้ง แต่บางครั้ง “เงิน” ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสุข และถ้าเลือกได้ ทุกคนก็คงอยา
“แฮปปี้” หรือ “มีความสุข” แบบ “โน พร็อบเบล็ม” หรือ “ปราศจากปัญหา” มากกว่า
และเพราะไม่มีใครได้ในทุกสิ่งที่ต้องการ ทำให้เรายังต้องติดกับดัก “แฮปปี้ พร็อบเบล็ม” กันต่อไป ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงาน และยังหมายถึงเรื่องเงินอีกด้วย
ปัญหาของคน “เงินน้อย” อยู่ที่จะทำอย่างไรให้เงินมากขึ้น หรือจะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ในขณะที่ปัญหาของคน “เงินมาก” อยู่ที่จะทำอย่างไรกับเงินเหล่านั้น จะฝากแบงก์รอกินดอกเบี้ย ก็ต้องนั่งขบคิดต่อไปว่า ฐานะการเงินของแบงก์ที่เอาไปฝากจะเป็นอย่างไร เพราะในปี 2555 การคุ้มครองเงินฝากก็จะลดลงเหลือ 1 ล้านบาทต่อ 1 บัญชีต่อ 1 ธนาคาร แล้วก็ต้องคิดต่อว่า แบงก์ไหนให้ผลตอบแทนสูง ฝากที่ไหนได้ประโยชน์มากกว่า รวมถึงจะขยับขยายเงินไปลงทุนทางอื่นอีกดีหรือไม่
ดูไปดูมา กลายเป็น “คนมีเงิน” มีปัญหามากกว่า “คนไม่มีเงิน” แต่เป็นปัญหาที่เป็น “แฮปปี้ พร็อบเบล็ม” ขณะที่พวกไม่มีเงิน ปัญหาน้อยกว่า แต่เป็น “อันแฮปปี้ พร็อบเบล็ม” คือ มีทั้งปัญหา แล้วยังไม่มีความสุขอีกต่างหาก
สำหรับคนที่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำไปขยายดอกผลต่อ เรื่องราวในวันนี้อาจจะช่วยคุณไม่ได้มาก เพราะจะว่าด้วยเรื่องของทางเลือกในการเพิ่มเงินที่มีอยู่อย่างถูกจังหวะ แต่เชื่อว่า ในวันข้างหน้า หากว่าคุณจัดสรรการเงินส่วนบุคคลของคุณได้อย่างถูกต้อง เริ่มจากกินใช้อย่างพอเพียง อย่าสร้างหนี้สินเพิ่ม พยายามทำให้รายได้มากกว่ารายจ่าย มีเงินเหลือเก็บ หลักคิดเรื่องการขยายดอกผลในวันนี้ ก็จะมีประโยชน์สำหรับคุณอย่างแน่นอน
ในส่วนของคนที่พอมีเงินเหลือเป็น “เงินออม” ที่พร้อมนำไปแสวงหาผลตอบแทนเพิ่มเติม ประเด็นหลักที่หลายคนสนใจอยู่ที่ว่า วงจรดอกเบี้ยขาขึ้นใกล้จะสิ้นสุดหรือยัง เพราะหากว่า ดอกเบี้ยขยับขึ้นสูงและเริ่มเข้าสู่ช่วง “ทรงตัว” ก็หมายถึงการ “ล็อค” ผลตอบแทนจากเงินฝากธนาคารพาณิชย์ที่ควรจะเริ่มล็อคในระยะที่ยาวขึ้น
มองย้อนกลับไปก่อนการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่แบงก์ชาติตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากระดับ 3.25% เป็น 3.50% ท่ามกลางเสียงกระซิบจากกระทรวงการคลังและรัฐบาลใหม่ ที่อยากเห็นอัตราดอกเบี้ยชะลอการปรับขึ้น
ผนวกรวมกับตัวเลขเงินเฟ้อ ซึ่งแบงก์ชาติใช้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการพิจารณานโยบายดอกเบี้ย ตัวเลขล่าสุดประจำเดือนสิงหาคม พบว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 4.29% สูงกว่าที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ในราว 4.0% แต่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนสิงหาคม น่าจะเป็นระดับที่สูงที่สุดแล้ว
ดังนั้น เสียงประสานที่เกิดขึ้นจากกระทรวงการคลัง และการคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อขึ้นไปสูงที่สุดแล้วจากกระทรวงพาณิชย์ อาจทำให้แบงก์ชาติชะลอการขึ้นดอกเบี้ยลง หรืออาจจะเห็นการทรงตัวของดอกเบี้ยนโยบายไปอีกระยะ รวมทั้งหากว่าจะปรับขึ้นก็คงปรับขึ้นได้อีกไม่มาก
หลายคนจึงเริ่มมองหาโอกาสในการ “ล็อค” ผลตอบแทนจากเงินฝากด้วยระยะเวลาการฝากที่ยาวขึ้น
ที่เป็นเสือปืนไว ออกแคมเปญเงินฝากมาแบบทันท่วงทีสำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ของแบงก์ชาติ ต้องยกให้ “ธนาคารกรุงไทย” ที่ล่าสุดออก 3 ผลิตภัณฑ์สำหรับการออม ประกอบด้วย เงินฝากประจำพิเศษ 10 เดือน, เงินฝากประจำพิเศษ Step Up 10 เดือน และตั๋วแลกเงิน KTB - B/E พิเศษ อายุ 10 เดือน
สำหรับ เงินฝากประจำพิเศษ 10 เดือน จะรับฝากขั้นต่ำครั้งละ 50,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน ในอัตรา 3.70% ต่อปี
เงินฝากประจำพิเศษ Step Up 10 เดือน รับฝากขั้นต่ำครั้งละ 50,000 บาทเช่นเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นทุกเดือนตั้งแต่เดือนแรกจนถึงเดือนสุดท้าย โดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่ 9.99% ต่อปีในเดือนที่ 10 เมื่อเฉลี่ยออกมาแล้วอัตราดอกเบี้ยจะเท่ากับ 3.699% ต่อปี นอกจากนี้ยังให้เงื่อนไขพิเศษ ถอนเมื่อไหร่ ได้ดอกเบี้ยตามประกาศ โดยไม่มีเบี้ยปรับ
ส่วนตั๋วแลกเงิน KTB - B/E พิเศษ อายุ 10 เดือน ยอดซื้อขั้นต่ำครั้งละ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นเมื่อครบกำหนด
คาดว่าหลังจากนี้ ธนาคารพาณิชย์อื่นๆ คงทยอยออกผลิตภัณฑ์เงินฝากมาดูดทรัพย์อีกรอบ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงมาก เพราะในระหว่างนี้ มีคู่แข่งอย่างพันธบัตรออมทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย อายุ 3 ปีและ 7 ปี ออกมานำเสนอ โดยพันธบัตรออมทรัพย์ อายุ 3 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในงวดแรกไว้ที่ 3.58125% ขณะที่ พันธบัตรออมทรัพย์ อายุ 7 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่แบบขั้นบันได โดยในปีที่ 1-4 กำหนดดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%, ปีที่ 5-6 กำหนดดอกเบี้ยที่ 4.50% และปีที่ 7 กำหนดดอกเบี้ย ที่ 5.00% หรือคิดเป็นอัตราดอกเบี้ย เฉลี่ยที่ 4.00% เสนอขายขั้นต่ำ 50,000 บาทจนถึงวันที่ 6 กันยายนนี้
และที่มาจ่อคิวเสนอขายในวันที่ 12-30 กันยายน คือ พันธบัตรรัฐบาลเพื่อรายย่อยพิเศษ ของกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นพันธบัตรอายุ 3 ปี ที่ให้ผลตอบแทน 3.75% กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำไว้ 1 พันบาท และไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย โดยขายผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ
ถ้ามีเงินก้อนเดียว งานนี้ต้องคิดหนัก เพราะต้อง “เลือก” ว่าจะไปทางไหน แต่ถ้ามีเงินมากพอ ก็สามารถกระจายไปได้ทั่วๆ ทั้งเงินฝาก ทั้งพันธบัตร คิดไปคิดมา ช่างเป็น “แฮปปี้ พร็อบเบล็ม” จริงๆ



