ข่าว

ไทยลุยศึกลูกหนังนร.เอเชีย

ไทยลุยศึกลูกหนังนร.เอเชีย

02 ก.ย. 2554

ฟุตบอลนร.ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย เตรียมเปิดศึกโดยไทยเป็นเจ้าภาพพร้อมกัน2รุ่น คือรุ่นอายุไม่เกิน15ปี และรุ่นอายุไม่เกิน18ปี โดยมีสหพันธ์ฟุตบอลนร.ระหว่างประเทศแห่งเอเชียเป็นผู้ควบคุม มีประเทศสมาชิกร่วมแข่งขัน16ประเทศ

          ประเทศไทย โดยกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีนโยบายในการส่งเสริมและดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนระดับภูมิภาค ระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานกีฬานักเรียนให้สูงขึ้น เสริมสร้างประสบการณ์ด้านการแข่งขันให้นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิกองค์กรกีฬานานาชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ประเทศ

          การแข่งขันฟุตบอลนักเรียนรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 6 และการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 39 ประจำปี 2554 “The 6th ASIAN Schools Football (U15) Championship 2011 & The 39th ASIAN Schools Football (U18) Championship 2011) เป็นโครงการส่งเสริมและพัฒนากีฬานักเรียนระดับนานาชาติของกรมพลศึกษา ประกอบกับปีนี้เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา จึงจัดการแข่งขันเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ระหว่างวันที่ 4-11 กันยายน ที่สนามโรงเรียนกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี, สนามสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตศรีสะเกษ และสนามเทศบาลจังหวัดอำนาจเจริญ

          ในปีนี้ มีประเทศสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลนักเรียนแห่งเอเชียที่ตอบรับมาเข้าร่วมการแข่งขันทั้ง 2 รุ่นแล้ว รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี มี 6 ประเทศ คือ บรูไน, อินโดนีเซีย (รองแชมป์เก่า), มาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม และไทย (แชมป์เก่า) และรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี มี 11 ประเทศ คือ บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ (รองแชมป์เก่า), ปากีสถาน, มาเก๊า, อิหร่าน, ศรีลังกา, เวียดนาม และไทย (แชมป์เก่า) ส่วนประเทศสมาชิกที่ไม่ได้ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันมีจีน, ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, อินเดีย และคาซัคสถาน

          สถิติการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนชิงชนะเลิศแห่งเอเชียที่ผ่านมา รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี จัดการแข่งขัน 5 ครั้ง ทีมไทยได้แชมป์ 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดปีที่แล้วที่ประเทศอินโดนีเซีย ทีมนักเรียนไทยชิงกับอินโดนีเซีย ซึ่งไทยชนะ 4-1 ส่วนรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี จัดการแข่งขันมาแล้ว 38 ครั้ง ทีมไทยได้แชมป์ 13 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดปีที่แล้วที่ประเทศเกาหลีใต้ ทีมนักเรียนไทยชิงกับเกาหลีใต้ และไทยก็ชนะ 3-1

          ดร.สุวัตร สิทธิหล่อ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า การแข่งขันฟุตบอลนักเรียนชิงชนะเลิศแห่งเอเชียทั้ง 2 รุ่นครั้งนี้ เป็นรายการที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการแข่งขันระดับนักเรียนที่มีฝีเท้าไม่ต่างกันมากนัก สิ่งที่กรมพลศึกษามุ่งหวัง คือ ต้องการให้นักเรียนและประชาชนเข้ามาชมการแข่งขันกันมากๆ โรงเรียน สถานศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี, ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ ร่วมชม ร่วมเชียร์ ร่วมเป็นเจ้าภาพ

          สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน และขอให้นักกีฬาทุกคนเล่นตามกติกา อยู่ในระเบียบวินัย ผลแพ้ชนะเป็นเรื่องของเกม ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการจัดการแข่งขันครั้งนี้ คือ ส่งเสริมกีฬานักเรียนในส่วนภูมิภาคให้มีการตื่นตัว ประชาชนสนใจกีฬามากขึ้น ส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ประเทศตามนโยบายของรัฐบาล

          สำหรับผู้เล่นทีมนักเรียนไทย ทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ได้คัดเลือกจากการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ, การแข่งขันฟุตบอลนักเรียนของกรมพลศึกษา และจากการเปิดรับสมัครโดยทั่วไป จนได้ตัวครบรุ่นละ 25 คน เก็บตัวฝึกซ้อมอยู่ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มี สุพนธ์ มณีธีรกุล เป็นผู้จัดการทีมรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และ "โค้ชหรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน เป็นผู้จัดการทีมรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ส่วนหัวหน้าผู้ฝึกสอนรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ได้แก่ ธนิศร์ อารีสง่ากุล และรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ได้แก่ กวิน คเชนทร์เดชา ก่อนตัดตัวเหลือ 20 คน สตาฟโค้ชได้เคี่ยวนักเตะอย่างหนัก มีการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย โดยใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย  ภายใต้ระเบียบวินัย ที่เคร่งครัด

          ศึกลูกหนังนักเรียน ทั้ง 2 รายการนี้  นับเป็นความท้าทายของทีมไทยที่จะต้องรักษาแชมป์ให้ได้ จะเป็นม้าตีนต้นหรือตีนปลายก็ขอให้ยืนระยะให้ดี ฟุตบอลเล่นกันเป็นทีม ต้องมีความพร้อมทั้งฝีเท้า เทคนิค และพละกำลัง ถ้าทุกอย่างพร้อม การล่าแชมป์หรือรักษาแชมป์ก็คงไม่ไกลเกินฝัน
 สิ่งสำคัญก็คือ แรงใจจากพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ ช่วยกันส่งไปให้ทีมนักเรียนไทยทั้ง 2 รุ่น ประสบชัยชนะ

          ดังคำกล่าวที่ว่า "กรมพลศึกษายุคใหม่ สร้างความสุขให้ประชาชน สร้างเยาวชนให้ชาติ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ"