ข่าว

หัวคน-หัวโขน

หัวคน-หัวโขน

02 ก.ย. 2554

หัวคน-หัวโขน : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

          การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของโชคชะตามนุษย์นั้น ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิต และคนไทยแต่สมัยโบราณมีความเข้าใจและรู้จักความเป็นไปเช่นนี้เป็นอย่างดี จึงมีคำพูดประเภท “ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน” “สิ้นบุญขุนปราบก็คาบกะลา” “ทีใครทีมัน” หรือ “ไม้ล้มข้ามได้ แต่คนล้มอย่าข้าม” เป็นต้น เรื่องเช่นนี้นั้น ถ้าใครที่เข้าถึงสัจธรรมของโลกแล้ว ก็คงจะสามารถทำใจให้สบาย ไม่ทุกข์ไม่ร้อน หรือคิดว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสอะไร แต่ถ้าทำใจไม่ได้ก็คงจะเป็นเรื่องที่ลำบากเอาการแหละครับ

           การที่จะทำใจกับเรื่องเช่นนี้ได้ ขั้นต้นก็คงต้องอยู่ที่การไม่ติดยึดกับสิ่งปรุงแต่งภายนอก ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ หรือตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ พูดง่ายๆ ก็คือต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่หัวโขนที่ถูกนำมาสวมเพื่อให้เราแสดงบทบาทต่างๆ ทั้งยักษ์ และลิง ซึ่งเมื่อได้รับบทใดก็ต้องแสดงบทนั้นอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ฉากที่เราร่วมอยู่นั้นออกมาอย่างดีที่สุด แต่เมื่อจบฉากหรือหมดบทก็ย่อมต้องถอดหัวโขนออกและกลับคืนสู่ความเป็นตัวตนที่แท้จริง ใครก็ตามซึ่งไม่รู้กาละไม่รู้เทศะ และยังขืนเต้นแร้งเต้นกาต่อไปเมื่อโขนละครที่ตนแสดงจบลงแล้ว คนคนนั้นก็คงยากที่จะอยู่ในโลกของความเป็นจริงได้ และในทางกลับกัน ใครก็ตามที่เมื่อถึงบทที่จะต้องออกท่าทางวาดลวดลาย แต่เมื่อเขาเอาหัวโขนมาสวมให้แล้ว กลับไม่ยอมเต้นยอมรำ ก็คงโดนคนดูโห่ไล่ลงจากเวทีได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของคนที่สวมหัวโขนก็คือต้องรู้จักจังหวะกับเวลาของตัวเอง และออกท่าทางให้ถูกต้องกับบทบาท การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนในระยะนี้ ก็คือการแต่งตั้งและปรับเปลี่ยนบุคลากรทั้งในกลุ่มข้าราชการประจำ และข้าราชการการเมือง บางคนที่เคยสวมหัวยักษ์ก็ได้สวมหัวเสนาลิง และบางคนที่เคยสวมหัวสิบแปดมงกุฎก็กลับมาสวมหัวยักษ์ ซึ่งบางครั้งคนดูก็ยังตามไม่ทัน หรือติดกับบทบาทเดิมที่คนเหล่านั้นเคยแสดงจนชินตา ซึ่งการพลิกบทใหม่เช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องคอยดูกันต่อไป ว่าจะแสดงได้เข้าท่าเข้าทางหรือไม่

           อย่างไรก็ตามถ้าพูดตามคตินิยมแบบตะวันตก ก็จะมีความคิดใกล้เคียงกันว่า “โลกคือโรงละคร” ดังที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์จากคำประพันธ์ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ ว่า “ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่ ชายหญิงไซร้เปรียบตัวละครนั่น ต้องมียามเข้าออกอยู่เหมือนกัน  คนหนึ่งนั้นย่อมเล่นตัวนานา...”

           เมื่อโลกคือโรงละคร และชีวิตมนุษย์เหมือนการเล่นโขนเล่นละครแล้ว ก็ไม่ควรจะปรารมภ์อะไรเมื่อละครปิดฉากหรือหมดบทที่จะต้องเล่น เพราะอีกไม่ช้าไม่นาน ก็ย่อมต้องมีโขนตอนใหม่หรือละครเรื่องใหม่มาเปิดแสดง ไม่มีโขนละครคณะใดที่จะผูกขาดโรงละครทั้งปีทั้งชาติได้หรอกครับ และถ้าเราเคยแสดงบทบาทต่าง ๆ ก่อนหน้านี้อย่างเข้าตาคนดู ยังไงก็ต้องมีคนตามตัวไปเล่นโขนเล่นละครอีกเป็นแน่

           และอย่างที่ผมพูดแต่ต้น ว่าคุณจะเป็นอะไรไม่สำคัญเท่ากับการเป็นตัวของตัวเอง เพราะต่อให้ถอดหัวโขนหรือถอดเครื่องทรงอลงกตออก คุณก็จะพบกับตัวตนที่แท้จริงของคุณอยู่วันยังค่ำ แต่หากคุณปราศจากความเป็นตัวของตัวเอง แล้วหลงคิดว่าหน้าลิงหน้ายักษ์ที่สวมอยู่เป็นหน้าของคุณ

           เรื่องนี้ก็คงต้องตัวใครตัวมันแล้วล่ะครับ