ข่าว

'เหยียดผิว+ความยากจน'

'เหยียดผิว+ความยากจน'

02 ก.ย. 2554

'เหยียดผิว + ความยากจน'นำไปสู่การ'จลาจลเผาบ้านเผาเมือง' (1)

         เหตุ “จลาจล” รุนแรงถึงขั้น “เผาบ้านเผาเมือง” อย่างบ้าคลั่งใน “อังกฤษ”  กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของสังคม การขาดจริยธรรม คุณธรรม  ศีลธรรม ตลอดจนการ “เหยียดผิวและ “ความยากจน” ทั้งที่ “อังกฤษ” ได้ชื่อว่าประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน  มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี อันดีงามมายาวนานจนได้รับฉายา  “เมืองผู้ดี” ขณะเดียวกันยังเป็นหนึ่งในชาติอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ชาติ เกิดอะไรขึ้นที่ “อังกฤษ”  จึงเป็นคำถามที่ชาว “อังกฤษ” เองและชาวโลกต้องตั้งคำถามด้วยความสงสัย 

         นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ออกมากล่าวด้วยความสะเทือนใจกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นว่า สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมที่ล่มสลายและนี่คือภารกิจสำคัญของรัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ปัญหาและทบทวนนโยบายทั้งหมด จะว่าไปแล้วปัญหาสังคมเหล่านี้ ได้สั่งสมมานานหลายปี นอกจากนี้ ยังกล่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็น เพราะความละเลยไม่เอาใจใส่ของผู้ปกครองต่อบุตรหลานในครอบครัว  และนโยบายการศึกษาที่ล้มเหลวจนทำให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมที่ไร้สำนึกรับผิดชอบ เสมือนเป็นผลผลิตของสังคมที่ป่วยไข้ 

         "คาเมรอน" ยังได้กล่าวถึงนโยบายการศึกษาของประเทศ ว่า “ล้มเหลว” แม้จะมีนักวิเคราะห์การเมือง สื่อบางสำนัก ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงชนวนเหตุของความรุนแรงว่า สาเหตุอาจเป็นเพราะความ “เหยียดผิว” หรือ “ปัญหาเศรษฐกิจ”  เนื่องจากเกิด “ปัญหาการว่างงาน” มากขึ้น แต่ถึงอย่างไร เหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ จะไม่เกิดขึ้นหากผู้คนในสังคมมีศีลธรรมคอยกำกับจิตใจ 

         ทั้งนี้ ต้นเหตุของการชุมนุมต่อต้าน มีชนวนจากการที่นาย “มาร์ค ดักแกน” ชาว “อังกฤษ” เชื้อสาย “ละติน”  วัย 29 ปี ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปราบปรามอาชญากรรมจากอาวุธปืนในย่าน “คนดำ” ของเขต “ทอตแนม”  ทางตอนเหนือของกรุง “ลอนดอน” จากแฟ้มประวัติของตำรวจ ระบุว่าผู้ตายพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติด จากประเทศ “จาเมกา” อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของ “ดักแกน” ได้สร้างความโกรธแค้นให้แก่คนในชุมชน พากันรวมตัวประท้วงไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ พร้อมกับเรียกร้องขอความเป็นธรรม

         จากการเริ่มต้นโดยการประท้วงแบบสันติวิธี แต่กลับทวีความรุนแรงกลายเป็นเหตุ “จลาจล” เมื่อมีการปลุกระดมผ่าน “โซเชียลเน็ทเวิร์ค” หรือเครือข่ายสังคม “ออนไลน์” เรียกร้องกลุ่มผู้ชุมนุมวัยรุ่นให้ออกมาเผาอาคารบ้านเรือน  รถยนต์ในย่าน “ทอตแนม”  ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงได้เกิดการเผชิญหน้า ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  จนเกิดการวางเพลิงจุดไฟเผาอาคารร้านค้า  รถยนต์  บรรดาร้านค้า “แบรนด์เนม”  หลายร้านก็ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปลักขโมยสินค้า จากนั้นเหตุจลาจลได้ลุกลามบานปลายไปยังหลายเมืองทั่วเกาะ “อังกฤษ” 

         เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปลี่ยนคำเรียกจาก “ผู้ประท้วง” เป็น “ผู้ก่ออาชญากรรมเลียนแบบ” กระทั่งสามารถควบคุมเหตุรุนแรงให้สงบลงได้ จนถึงวันที่ 15 เดือนสิงหาคม  มีผู้ก่อเหตุรุนแรงถูกจับกุมเป็นจำนวนถึง  2,771  คน ส่วนใหญ่ถูกต้องหาลักขโมยทรัพย์  ปล้นสะดม  ไปจนถึงก่อเหตุรุนแรง  วางเพลิง  และก่อความไม่สงบ    ในบรรดาผู้ต้องหาที่จับกุมมาได้  มีทั้งลูกสาวมหาเศรษฐี  ผู้ช่วยครู  พ่อครัว  วัยรุ่นว่างงาน  และเด็กชายวัย  11  ปี  และมีอย่างน้อย  15  คนถูกจับโทษฐานใช้เครือข่ายสังคม “ออนไลน์” ปลุกระดมให้ผู้คนออกมาก่อ “จลาจล” 

         เหตุจลาจลใน “อังกฤษ” คราวนี้ นอกจากจะสะท้อนถึงปัญหาสังคมที่ล่มสลายในระบบ “ทุนนิยม” แล้ว ยังเป็นกระจกบานใหญ่ ที่สะท้อนให้ชาวโลกได้เห็นด้วยว่า การตกเป็นเหยื่อของลัทธิ “บริโภคนิยม” ในยุค “โลกาภิวัตน์”  จนละเลยการปลูกฝังในเรื่องศีลธรรมคุณงามความดีนั้น จะมีผลตามมาที่ร้ายแรงเช่นไร สัปดาห์หน้ามาดูกันว่าเหตุการณ์  “จลาจล”  ในครั้งนี้  สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรกันบ้างและต้องเตรียมการรับมืออย่างไร  เพราะไม่แน่นะครับอาจจะเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ในบ้านเราก็ได้