ข่าว

ผวจ.ไกล่เกลี่ยตร.แจ้งจับป่าไม้หมิ่น

ผวจ.ไกล่เกลี่ยตร.แจ้งจับป่าไม้หมิ่น

01 ก.ย. 2554

ผู้ว่าชี้แจง กรณีวังน้ำเขียว ยืนยันไม่มีข้อมูลผู้พิพากษาถือครองที่ดินวังน้ำเขียว พร้อมเชิญทุกฝ่ายพูดคุยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในการทำงานระหว่างตำรวจและเจ้าหน้าที่ป่าไม้

        1 ก.ย.54 นายระพี ผ่องบุพกิจ ผวจ.นครราชสีมา ได้เชิญนายสุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) พร้อม พ.ต.อ.วชิรวิชญ์ กฤษณ์ฤทธิศักย์ รองผู้บังคับการภูธรจังหวัดนครราชสีมา เข้าพบที่ห้องทำงานภายในศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งในการทำงานที่เกิดขึ้น หลังจากที่ เมื่อช่วงเช้าวันที่  31 ส.ค.2554  พ.ต.ท.อนันต์ พิมพ์เจริญ รองผู้กำกับการ สภ.โพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็น 1 ใน 17 พนักงานสอบสวนคดีรีสอร์ทบ้านพัก 22 แห่งบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพ.ต.ท.วิเชียร โพธิจันทร์ พนักงานสอบสวนสภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานขอให้นายวิทูรย์ ชลายนนาวิน ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และเป็นหัวหน้าคณะทำงานชุดเฉพาะกิจเพื่อสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีการบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ต่อเนื่อง และนายสุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา ว่า มีการหมิ่นประมาทด้วยการให้ข่าวกับสื่อมวลชนในทำนองว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ได้รับความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนในท้องที่ เนื่องจากพนักงานสอบสวนเกรงกลัวผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง

        โดยในรายละเอียดมีการระบุว่ามีผู้พิพากษา รายหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย จึงส่งผลให้การทำคดีล่าช้า ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่ได้เป็นดังที่ถูกกล่าวหา พร้อมกับยืนยันว่าพนักงานสอบสวนทำคดีอย่างเต็มที่ และตรงไปตรงมาซึ่งต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานและใช้ความรอบคอบในการสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งให้อัยการดำเนินการสั่งฟ้องศาลต่อไปโดยพ.ต.ท.อนันต์ได้นำหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน และเดลินิวส์ ฉบับประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ที่มีข้อความการให้สัมภาษณ์ของบุคคลทั้งสองมาเป็นหลักฐานด้วย

        นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า การที่ได้เชิญทั้งในส่วนของฝ่ายตำรวจ และทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) มาพูดคุยกันในวันนี้ ถือเป็นการทำหน้าที่ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัด เนื่องจากมีบางประเด็นที่ล่อแหลมที่อาจจะนำไปสู่อุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  หลังจากที่มีประเด็นข่าวความขัดแย้งในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพนักงานสอบสวนว่าเกรงกลัวผู้มีอิทธิพลตามที่เป็นข่าวออกไป จึงได้เชิญทุกฝ่ายทีเกี่ยวข้องมาพูดคุยปรับความเข้าใจกัน เพื่อให้การทำงานดำเนินต่อไปได้ด้วยดี  เจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวน หลังจากที่ได้แจ้งความแล้วมีหน้าที่หาพยานหลักฐาน หาตัวผู้ทำผิด และพิจารณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง และอีกหน้าที่คือเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือการทำงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจจึงมีหน้าที่อยู่สองส่วน จึงต้องแยกบทบาทให้ได้ ดังนั้นการเข้าปักป้ายของพนักงานป่าไม้ในบางครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถเข้าร่วมได้เนื่องเพราะจะเป็นเหตุให้ผู้ถูกกล่าวหายกมาเป็นข้อโต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนไม่มีความเป็นกลางในการสอบสวนคดี ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดปัญหาการเข้าใจผิดในการทำงานร่วมกันได้

        "ตำรวจที่เข้าไปร่วมทำงานให้ความเป็นธรรม ระหว่างกรมป่าไม้กับผู้ถูกกล่าวหา และผู้กระทำผิด การไปปักป้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนก็ต้องถอนตัวออกมาเพื่อแสดงความเป็นกลาง แต่การสื่อสารอาจจะไม่ดีพอก็อาจจะเป็นที่มาของปัญหาต่าง ๆ ส่วนกรณีข่าวที่มีการนำเสนอว่าเจ้าพนักงานสอบสวนเกรงกลัวอำนาจของกลุ่มผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยมีการระบุถึงผู้พิพากษาด้วยนั้น ขณะนี้ขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ทราบเลยว่ามีผู้พิพากษาท่านใด ไปบุกรุกป่าวังน้ำเขียว ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลจึงขอชี้แจงข้อมูลตรงส่วนนี้ด้วย เพราะบางประเด็นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การให้สัมภาษณ์ของแต่ละหน่วยงานจึงต้องจัดระบบคุยกันให้ดี และในฐานะผู้ว่าฯจึงได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาปรับความเข้าใจ"นายระพี กล่าว

        ด้านนายสุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) ก็ออกมาระบุว่า จริงๆแล้วตนเองไม่ได้ให้สัมภาษณ์หรือพูดก้าวล่วงการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเลย และการทำงานร่วมกันก็ไม่เคยมีปัญหา อาจะมีการพูดกับคนอื่นหรือมีคนอื่นเอาเรื่องนี้มาพูด แต่โดยส่วนตัวแล้วตนเองไม่เคยก้าวล่วงพนักงานสอบสวนเลย จริงๆแล้วหนังสือพิมพ์รวมถึงข่าวสารทางโทรทัศน์ ตนเองก็ไม่เคยติดตามเลย เพียงก้มหน้าทำงานตามหน้าที่ของตัวเองไป โดยไม่คิดว่าจะไปทำร้ายหรือก้าวล่วงใคร เพราะฉะนั้นอยากขอความเป็นธรรมด้วยว่า เรื่องการทำงานของพนักงานสอบสวนมีความชัดเจนอยู่แล้วและตนเองจะไม่เข้าไปยุ่ง และยืนยันว่าตามข่าวที่ออกมานั้นตนเองไม่เคยพูดในลักษณะนั้นอย่างแน่นอน 

        ส่วนทางด้าน พ.ต.อ.วชิรวิชญ์ กฤษณ์ฤทธิศักย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ระบุเพียงสั้นๆว่า กรณีที่มีการพาดพิงถึงเรื่องการทำงานของพนักงานสอบสวน ที่ใช้คำว่าล่าช้า หรือไม่ให้ความร่วมมือในส่วนของพนักงานสอบสวนเหมือนเห็นว่าตัวพนักงานสอบสวนเองได้รับความเสียหายก็เลยเข้าไปแจ้งความ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน เพราะสังคมในภาคกว้างก็จะมองว่าพนักงานสอบสวนของจังหวัดนครราชสีมาไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งทำให้พนักงานสอบสวนได้รับความเสียหาย

        นอกจากนั้นนายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ยังได้เปิดเผยเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีว่า คดีนี้ต้องแยกออกเป็นสองส่วน ซึ่งในส่วนของคดีอาญา พนักงานสอบจะต้องหาตัวผู้กระทำผิดที่เป็นตัวจริง ไม่ใช่เอานอมินีมาลงโทษ ในส่วนนี้ยืนยันว่าในการแจ้งข้อกล่าวหานั้นทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ได้มีการระบุตัวผู้กระทำผิด  เพราะฉะนั้นพนักงานสอบสวนต้องไปหาเอาสารหลักฐานพยานแวดล้อม แล้วสาวไปให้ถึงตัวผู้กระทำผิด ไม่ใช่ว่าใครเดินเข้ามาแล้วรับสารภาพว่าเป็นเจ้าของรีสอร์ตแล้วทางพนักงานสอบสวนสามารถที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้เลย มิฉะนั้นเราอาจจะจับได้เฉพาะคนที่ไม่ใช่ตัวการ ไม่ใช่ตัวผู้กระทำผิด

        ดังนั้นขั้นตอนดังกล่าวจึงทำให้การสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดต้องใช้เวลา และพยานแวดล้อมอย่างมาก ซึ่งในส่วนของพนักงานสอบสวนเองก็จำเป็นต้องระมัดระวังในการที่จะทำคดีนี้อย่างละเอียดอ่อน ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าไม่ได้ไปจับนอมีนี แล้วก็พยายามหาพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษ ในกรณีนี้เป็นส่วนหนึ่ง  ส่วนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 25 นั้น กรมป่าไม้สามารถดำเนินการเข้าตรวจสอบและรื้อถอนรีสอร์ทที่บุกรุกได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอผลคดีอาญา เพราะในส่วนของพนักงานสอบสวนที่ดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดในคดีอาญานั้น มีหน้าที่ในการหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ได้ แล้วนำไปลงโทษตามกฎหมาย ส่วนอาคารบ้านเรือนต่างๆที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาตินั้น เป็นความผิดในเชิงประจักษ์อยู่แล้ว ทางป่าไม้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดจังหวะก้าวการทำงานในการบังคับใช้กฎหมายได้ โดยไม่ต้องรอให้พนักงานสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดเจอก่อน ก็สามารถเดินหน้าตาม พ.ร.บ.3ป่าสงวนแห่งชาติได้ทันที 

        "เพราะฉะนั้นอยากเรียนไปถึงพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใยทรัพยากรป่าไม้ของชาติว่า ทางเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้สามารถเดินหน้าที่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้เองอยู่แล้ว ส่วนพนักงานสอบสวนมีความจำเป็นที่จะต้องทำการสอบสวนทางคดีอาญาด้วยความประณีต และระมัดระวังมิฉะนั้นแล้วจะไม่ได้ตัวผู้กระทำผิด หรือลงโทษผู้ที่กระทำความผิดได้ แต่อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าคดีนี้ไม่ได้ล่าช้า มีการสอบพยานไปแล้วหลายสิบปาก ส่วนพยานเอกสารกำลังรวบรวมอยู่ เนื่องจากการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดทั้ง 22 รีสอร์ทบ้านพัก  จำเป็นต้องมีการสอบสวนพยานประมาณรายละประมาณ 20 ปาก ดังนั้นทั้งหมด 22 แห่งพนักงานสอบสวนก็จะต้องมีการสอบพยานไม่น้อยกว่า 300 ปาก แล้วก็ต้องแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนเองสามารถพูดได้ในส่วนที่ไม่กระทบต่อรูปคดี คือพนักงานสอบสวนจะดูจนถึงเอกสารหลักฐานต่างๆที่ผู้กระทำความผิดได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่ไม่สามารถที่จะเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากผู้กระทำผิดอาจไหวตัวทัน และจะมีการแก้ไขเอกสารหลักฐานนั้นๆเสียก่อน ทั้งหมดก็เพื่อที่จะหาตัวผู้กระทำผิด  ซึ่งหลังจากที่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดได้แล้ว ก็จะดำเนินการแจ้งข้อหาแล้วผู้ถูกกล่าวหามาต่อสู้ทางคดี เพราะฉะนั้นขั้นตอนตรงนี้จะเร่งรัดดำเนินการไม่ได้  และก็ไม่มีตัวบทกฏหมายใดมาเร่งรัดได้เช่นเดียวกัน การทำงานของพนักงานสอบสวนผมในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนขอยืนยันว่า ต้องกระทำโดยอิสระถือเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม"นายระพี  กล่าว 

        รายงานข่าวแจ้งว่า ถึงแม้ว่าทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา จะเชิญคู่กรณีที่มีความขัดแย้งกันคือทางตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา) มาปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีท่าที่ที่ชัดเจนว่าปัญหาความขัดแย้งในกรณีดังกล่าวจะจบลงหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือพ.ต.ท.อนันต์ พิมพ์เจริญ รองผู้กำกับการ สภ.โพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็น 1 ใน 17 พนักงานสอบสวนคดีรีสอร์ตบ้านพัก 22 แห่งบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้เข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองไว้ก็ยังไม่มีการถอนแจ้งความ กรณีดังกล่าวแต่อย่างใด

 

..............................................................................................................................

เรียนทุกท่านครับ

        ขอความร่วมมือแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ ไม่ใช้คำหยาบ ไม่พาดพิง เสียดสี หรือหมิ่นเหม่ในประเด็นละเอียดอ่อนนะครับ

         ต้องขอความร่วมมือจากทุก ๆ ท่าน เพื่อให้การแสดงความคิดเห็น ในพื้นที่ข่าวเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และเพื่อให้มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนและแสดงความคิดเห็นได้ แม้จะมีความเห็นที่แตกต่าง เพื่อให้ชุมชนข่าว ณ ที่แห่งนี้ มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ แม้ว่า จะมีความคิด ความเชื่อ และความเห็น ที่แตกต่างกันก็ตามครับ

ด้วยความเคารพครับ