ข่าว

ว่าด้วยเรื่องฝ่ายค้านนนนนน

ว่าด้วยเรื่องฝ่ายค้านนนนนน

01 ก.ย. 2554

ว่าด้วยเรื่องฝ่ายค้านนนนนน : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]

           ใส่ น หนู หลายตัวเพื่อชี้ให้เห็นว่า บ้านเราตอนนี้มีฝ่ายค้านมากมายเต็มไปหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและน่าสนับสนุนเป็นอย่างมาก

           และน่าจะทำให้ประชาธิปไตยของบ้านเราเข้มแข็งขึ้น

            แต่คงต้องตั้งหลักก่อนนะครับว่าฝ่ายค้านประเภทเขียนบัตรเชิญรัฐประหารแบบนั้นก็ไม่ไหวและฝ่ายรัฐบาลที่เชื่อว่าเสียงข้างมากถูกไปซะทุกเรื่องก็ไม่น่าจะรอดครับ

            ดังที่ย้ำบ่อยๆ ว่าถ้าฝ่ายเสียงข้างมากนึกว่าตนนั้นถูกไปซะทุกเรื่องสิ่งที่อันตรายก็คือ ในบางสังคมนั้น ฝ่ายข้างน้อยเขามีอำนาจมากกว่า โดยเฉพาะอำนาจที่ไม่ได้มาด้วยจำนวนเสียงเนี่ย อีกกี่ทีก็แหละครับ

            ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นทางการเมือง ที่เสียงข้างมากจะต้องฟังเสียงข้างน้อย และเปิดเวทีให้เสียงข้างน้อยได้แสดงความเห็นและบางครั้งก็จำต้องประนีประนอมกับเสียงข้างน้อย เพราะว่าการเมืองนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องยึดครอง-โค่นล้มเสมอไป

            แต่อาจหมายถึงการประนีประนอมกันอยู่บ่อยๆ

            ย้อนกลับมาว่าด้วยเรื่องของฝ่ายค้านในวันนี้ดีกว่าครับ เพราะประเด็นที่น่าสนใจก็คือเรามีฝ่ายค้านที่หลากหลายมากกว่าจะมองว่ามีแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ทำหน้าที่ในรัฐสภาอย่างแข็งขัน

            ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีทั้งความชื่นชมและหวาดกลัวต่อความสามารถของการค้านของประชาธิปัตย์ สิ่งหนึ่งในด้านบวกที่สำคัญของพรรคนี้ก็คือ อย่างน้อยที่ผ่านมาในอดีตก็มีการทำงานค้นคว้าข้อมูลมาขุดคุ้ยในระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่รอข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น และที่สำคัญคือมีเจตจำนงของการเป็นฝ่ายค้านอย่างจริงจัง ถ้าเทียบกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ที่ค่อนข้างทำงานเป็นฝ่ายค้านไม่เป็นเอาซะเลยในช่วงที่ผ่านมา

            แต่เรื่องในแง่ลบก็มีไม่ใช่น้อย อาทิท่าทีในการค้านในช่วงนี้ที่คนยังไม่ลืมผลงานของประชาธิปัตย์เอง ดังนั้นคงจุดกระแสได้ยาก รวมไปถึงการจุกจิกกับภาษาในนโยบายของรัฐบาล

            ฝ่ายค้านกลุ่มที่สอง เป็นฝ่ายค้านที่ยังเก็บตัวอยู่พอสมควร แต่ก็มีสื่อของตนเองที่ยังตามล้างตามเช็ดในหลายๆ เรื่องอยู่

           นั่นก็คือพันธมิตรและทีมงานเสื้อเหลือง

            ฝ่ายค้านกลุ่มที่สาม เป็นสื่อมวลชนที่ยังไล่ล่าทักษิณต่อไปแต่สื่อมวลชนแบบนี้จะเนียนมากหรือน้อยก็แล้วแต่ความเป็นมืออาชีพในความเนียน และในอีกด้านหนึ่ง การเป็นฝ่ายค้านของสื่อนั้นย่อมเป็นเรื่องปรกติ เว้นเสียแต่ว่าเราอยู่ในสังคมไม่ปรกติที่สื่อรู้สึกว่าต้องเลือกข้างด้วยการเซ็นเซอร์ตัวเองในบางเรื่อง ด้วยข้ออ้างถึงความเป็นจริงจากการตัดสินใจไปแล้วว่าอยู่กับแบบหนึ่งดีกว่าอีกแบบหนึ่ง
 
            อารมณ์แบบว่าไปนับภาพนับรูปเขาก็โดนทางหนึ่ง แต่เลือกที่จะไม่เปิดโปงเรื่องราวบางอย่างก็อีกทางหนึ่งเช่นกัน

            ฝ่ายค้านกลุ่มที่สี่ นั้นเป็นฝ่ายค้านที่มาจากประชาสังคม แต่คำถามว่าประชาสังคมของเราเป็นประชาสังคมที่เน้นการมีระยะห่างจากรัฐ หรือชอบเป็นรัฐเสียเอง ซึ่งสิ่งนี้แหละครับคือจุดอ่อนที่สำคัญของประชาสังคมของเรา เพราะอยากเป็นรัฐ อยากเป็นศาล เสียเอง ในนามของการกำหนดอนาคตของตัวเอง จนสถาปนาชนชั้นนำในประชาสังคมขึ้นมาคู่ขนานกับประชาสังคมที่ทำงานจริงในพื้นที่

            ชนชั้นนำพวกนี้แทรกตัวไปในทุกกรรมการอิสระ ตรวจสอบยาก แต่ค้านคนอื่นเขาไปเสียทั้งหมด เว้นแต่จะยอมร่วมมือและยกอำนาจหรือร่วมอำนาจกับเขา แต่ตัวพวกเขาเนี่ยตรวจสอบได้ยาก

            ฝ่ายค้านกลุ่มสุดท้ายคือคนอย่างนายชูวิทย์ ที่ชิงคะแนนประชาธิปัตย์ คะแนนพันธมิตร และคะแนนไม่ลงให้ใครไปถึงสี่เก้าอี้คนอย่างนายชูวิทย์ไม่ได้อัดกับรัฐบาล แต่อัดกับ "ระบบ" ที่เป็นระบบราชการ (หรืออำมาตยาธิปไตย ตามทฤษฎีดั้งเดิมที่อธิบายในวงการรัฐศาสตร์มาครึ่งศตวรรษ)

            ต่างกับฝ่ายค้านสี่กลุ่มแรกที่อัดนักการเมืองที่ไม่ใช่พวกตนมากกว่า แต่ฝ่ายค้านแบบนี้ก็ไม่มีใครอัดทหารอยู่ดีหรืออัดทหารก็ตายแบบเสธ.แดงนั่นแหละครับ

            แต่ก็เอาเถอะครับ คงจะผลักดันกันทุกเรื่องไม่ไหว แต่ก็ยังน่าสนใจอยู่ดีว่าคนอย่างชูวิทย์นั้นเกิดมาในโลกนอกประชาธิปไตยลำบากเพราะเขาถูกเลือกมาเพื่อใช้งาน ไม่ได้ถูกเลือกมาชื่นชมบูชา (ว่าหล่อว่าสวยหรือว่าต้องให้โอกาสทำงานก่อน เป็นต้น)

            ประชาธิปไตยมันก็มีเสน่ห์ตรงนี้แหละครับ...