ข่าว

'รัฐบาลยิ่งลักษณ์'...

'รัฐบาลยิ่งลักษณ์'...

01 ก.ย. 2554

“รัฐบาลยิ่งลักษณ์”...: กระจกเงา โดย อัศศิริ ธรรมโชติ

          หลังการเลือกตั้งแล้วได้มีปฏิกิริยาต่อต้านตลอดมาของธุรกิจนายจ้าง ผู้ประกอบการทั้งหลายว่า ไม่อาจเห็นด้วยได้กับนโยบายรัฐบาลใหม่ที่ได้หาเสียงไว้ ทั้งในการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาท และอัตราเงินเดือนขั้นปริญญาตรี 15,000 บาท

           เพราะจะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากมายถึงปีละ 1.4 แสนล้านบาท

           โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดเล็กอ้างว่า การปรับค่าแรงขึ้นถึงร้อยละ 40 กิจการจะอยู่ไม่ได้ อาจต้องปิดตัวลงหรือว่าต้องปลดลูกจ้างคนงานออก ซึ่งก็มีทั้งธุรกิจสิ่งทอ ทำรองเท้า ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเซรามิก เครื่องกระป๋องไปจนถึงทำอัญมณีและเครื่องประดับต่างๆ และรวมทั้งภาคธุรกิจบริการอย่างเช่นว่า พวกแม่บ้าน รปภ. อีกต่างหาก

           มากกว่าร้อยละ 80 ของกิจการเหล่านี้ ที่มีนับเป็นแสนเป็นล้านราย เป็นลูกจ้างที่จบแค่ชั้นประถมศึกษาและไม่มีความรู้อาจจะตกงานได้ จึงไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างนี้แน่

           และนี่ก็น่าจะคือคำตอบว่า ทำไม “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ถึงได้แถลงนโยบายออกมาอย่างคลุมเครือ หรือว่าเป็นนโยบายแก้บนอย่างที่ว่ากัน

           น่าจะยอมรับความจริงกันได้แล้วว่า เลือกตั้งคราวนี้เราได้นายกรัฐมนตรีมา 2 คน เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศคนหนึ่ง คือ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนอีกคนหนึ่งคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งพำนักอยู่นอกประเทศ

           นายกรัฐมนตรีทั้งสองเป็นพี่น้องกัน และไม่เคยปกปิดว่า “พี่คิด น้องทำ” ฉะนั้นต่อไปนี้ก็อย่าได้แปลกใจไปเลยว่า น่าจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่คนพี่คิดแล้ว คนน้องทำไม่ได้ โดยเฉพาะนโยบายที่จะก่อให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี และคนที่เป็นน้องจะต้องรับผิดชอบในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในประเทศ

           ส่วนนายกรัฐมนตรีที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งแทบจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยถึงที่สุดแล้ว ก็คงแต่ได้รำเล่นอยู่นอกม่านอย่างนี้หรือแค่คิดไปเรื่อย (ฟุ้ง) อย่างเช่นว่า โครงการถมทะเลหรือว่าวางแผนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อว่าจะได้กลับบ้านมาอย่างปกติ เป็นต้น

           สำหรับนโยบายที่ต้องทำแน่ อย่างไม่คิดหน้าคิดหลังของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นี้ นอกจากว่าการลดกองทุนน้ำมันที่ได้ทำไปแล้ว ก็คงจะได้แก่นโยบายจำนำข้าว พักหนี้เกษตรกร เพิ่มกองทุนหมู่บ้าน หรือแม้แต่นโยบายอย่างแจกแท็บเล็ตเด็ก บัตรเครดิตชาวนา อย่างที่ได้หาเสียงเอาไว้ เพราะจะมีแต่ทางได้ทางสนุกอย่างเดียว และไม่มีใครเดือดร้อน

           เว้นก็แต่ “เงินหลวง” ที่จะต้องเสียไปนับเป็นมูลค่ารวมๆ กันนับเป็นล้านล้านบาท

           นักวิเคราะห์จากต่างประเทศ ว่านโยบายขายฝันรัฐบาลใหม่ของไทยนี้ อาจจะต้องใช้เงินระหว่าง ๑.๕ ล้านล้านบาท ถึง ๗.๕ ล้านล้านบาท จะมากกว่างบประมาณเดิมจากที่เป็นอยู่ถึง ๕ เท่า และว่าถ้าขืนเดินหน้าทำให้เป็นจริงทุกเรื่องอย่างที่ให้สัญญาไว้ ประเทศอาจจะพังได้ภายในเวลา ๑ ปี

           ดังนั้นหลายเรื่องปล่อยคลุมเครืออยู่แบบนี้คิดอีกที ก็น่าจะดีมีประโยชน์ต่อประเทศชาติครับ

           ในวงการเมืองมีคำกล่าวว่า คำพูดเป็นสิ่งเดียวที่นักการเมืองจะให้ได้ การให้สัญญากับประชาชนถือเป็นคำพูดศักดิ์สิทธิ์ที่นักการเมืองจะต้องยึดถือ นักการเมืองผู้ทำลายคำพูดของตนจะไม่เป็นที่เชื่อถือของประชาชนอีกต่อไป แต่เรื่องนี้คงไม่ต้องห่วงสำหรับคุณยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี

           เพราะคุณยิ่งลักษณ์ จริงแล้วไม่ใช่นักการเมือง

           ผู้ที่ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือนก้าวเข้ามาสู่วงการเมืองครั้งแรกก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่น่าจะมีนักการเมืองที่ไหนในโลกทำได้ นอกจากคุณยิ่งลักษณ์กับนโยบายประเภท “พี่คิด น้องทำ” ที่มุ่งแต่จะเอาชนะอย่างเดียว ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้น นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

           ก็คงมีแต่ประเทศนี้อีกแหละครับ