ข่าว

เผยไข้หวัดหมูแพร่ระบาดสูงกว่าไข้หวัดนก

เผยไข้หวัดหมูแพร่ระบาดสูงกว่าไข้หวัดนก

27 เม.ย. 2552

สธ.เรียกประชุมด่วนรับมือ ไข้หวัดใหญ่กลายพันธุ์ หรือไข้หวัดหมู ย้ำมีความพร้อมป้องกันและเฝ้าระวัง เตรียมนำเครื่องสแกนอุณหภูมิร่างกายใช้ตรวจคัดกรองในสนามบิน รอ “ฮู” ส่งสัญญาณขยับประกาศภาวะระบาดเป็นระดับ 4 แถมสั่งองค์การเภสัชเตรียมผลิต “ยาโอเซลล์ทามิเวีย” ร

 เมื่อเวลา 9.00 น.ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ได้เรียกประชุมหารือเป็นการเร่งด่วนด้านวิชาการเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ประเทศเม็กซิโก โดยมีตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก ( WHO) และกรมควบคุมโรค ประเทศสหรัฐอเมริกา ( CDC) นักวิชาการจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล นักวิชาการจากจุฬา ฯ กรมปศุสัตว์ และสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
 
 ภายหลังประชุมนานกว่าชั่วโมง นายวิทยา กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่หรือที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ ไข้หวัดหมู ” ที่ระบาดในต่างประเทศขณะนี้นั้น ที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ไข้หวัดใหญ่ดังกล่าวไม่ได้แพร่จากหมูสู่คน แต่เป็นไวรัสที่แพร่จากคนสู่คน สำหรับชื่ออย่างเป็นทางการของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธ์นี้ควรรอสัญญาณจากองค์การอนามัยโลกว่าจะใช้ชื่อว่าอย่างไร ซึ่งในอดีตมีการระบาดในลักษณะนี้ในฮ่องกงหรือประเทศสเปน ก็ใช้ชื่อว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธ์สเปนหรือฮ่องกง ดังนั้นในครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะใช้ชื่อว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธ์เม็กซิโกหรือไม่
 
 “ไม่อยากให้เรียกว่าไข้หวัดหมู เพราะว่ายังไม่มีการยืนยันว่ามีการติดต่อจากหมูมาสู่คน การเรียกว่าไข้หวัดหมูอาจทำให้เกิดตื่นตระหนก ควรรอสัญญาณจากองค์การอนามัยโลกว่าจะให้เรียกชื่อไข้หวัดใหญ่ดังกล่าวว่าอย่างไร ” นายวิทยา กล่าว
 
 นายวิทยากล่าวต่อว่า ขณะนี้คงต้องรอองค์การอนามัยโลกส่งสัญญาณในอีก 40 ชั่วโมงข้างหน้าว่าจะยกระดับการเฝ้าระวังจากการระบาดระดับ 3 เป็นระดับ 4 ซึ่งเป็นการเตือนภัยระดับการระบาดใหญ่หรือไม่ แต่ในส่วนของประเทศไทยก็ได้เตรียมพร้อม สร้างรั้วป้องกันแม้ว่าการระบาดจะยังมาไม่ถึงประเทศไทย โดยกรมควบคุมโรคจะติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่ผ่านด่านสนามบินสุวรรณภูมิให้เพียงพอ รวมทั้งสนามบินนานาชาติทั่วประเทศ หากทางองค์การอนามัยโลกส่งสัญญาณมาก็จะเริ่มใช้ได้ทันที
 
 นายวิทยากล่าวว่า ทั้งนี้ได้เตรียมพร้อมการพิสูจน์โรค โดยให้ศูนย์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยให้รถเคลื่อนที่ 6 คันเตรียมพร้อมเอาไว้กรณีที่เกิดการระบาดจะใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้นในการตรวจพิสูจน์เชื้อ ขณะเดียวกัน ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและคณะแพทศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมทั้งห้องปฏิบัติการของเอกชนก็พร้อมที่จะตรวจพิสูจน์เช่นเดียวกัน โดยวันนี้จะมีการสั่งการไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศให้เตรียมพร้อมห้องปลอดเชื้อสำหรับแยกผู้ป่วยให้พร้อมทุกจังหวัด
 
 นายวิทยากล่าวต่อว่า ได้รับแจ้งจากกรมควบคุมโรคในส่วนของยารักษาไข้หวัดใหญ่ หรือ โอเซลทามีเวียร์ ขณะนี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ เพียงพอสำหรับผู้ป่วย 300,000 คน หากมีการระบาด องค์การเภสัชกรรม (อภ.) สามารถผลิตได้ถึงกว่า 1 ล้านเม็ดภายใน 4 วัน ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ ขณะนี้รอเพียงสัญญาณจากองค์การอนามัยโลกว่าจะประกาศความรุนแรงขนาดไหน ขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ดังกล่าวในประเทศไทย และยังไม่มีการติดต่อจากหมูสู่คน อย่างไรก็ตามหากองค์การอนามัยโลกส่งสัญญาณปรับระดับการระบาดเป็นระดับ 4 ประเทศไทยก็พร้อมที่จะเดินทางมาตรการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยง เช่น การให้เครื่องบินไปจอดในพื้นที่เฉพาะ รวมทั้งการคัดกรองและจัดพื้นที่พิเศษให้ผู้ป่วยภายในสนามบิน และการสอบประวัติผู้โดยสารทุกคน
 
 นายวิทยากล่าวอีกว่า ในวันที่ 28 เม.ย. จะรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ต่อที่ประชุม ครม.ให้รับทราบเพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก ครม.ว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรหรือไม่
 
 ด้าน นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดเม็กซิโก ทางองค์การอนามัยโลกได้ออกประกาศเตือนที่เรียกว่า “ ภาวะฉุกเฉินระดับนานาชาติ ” ซึ่งเคยประกาศครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งมีการระบาดโรคซาร์ส ในปี 2545-2546 แต่หลังจากนั้นไม่เคยมีออกประกาศเตือนในระดับนี้อีก แม้แต่ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก ซึ่งการเตือนเช่นนี้หมายความว่าขอให้ทุกประเทศมีการเตรียมพร้อม เป็นการยกระดับมาตรการการเฝ้าระวังและป้องกัน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเตรียมพร้อมแล้ว โดยมีการวางมาตรการป้องกันและเฝ้าระวัง รวมถึงการจัดเตรียมเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกายเพื่อตรวจหาผู้ป่วยที่ต้องสงสัย โดยเป็นเครื่องวัดความร้อนในร่างกายในสนามบินนานาชาติทุกแห่งไว้แล้ว แต่ยังไม่มีการนำมาใช้ในขณะนี้ เนื่องจากต้องดูการประกาศระดับการแพร่ระบาดของเชื้อจากทางองค์การอนามัยโลก ดังนั้นจึงยังไม่จำเป็นต้องมีการใช้มาตรการกักตัวผู้เข้าข่ายต้องสงสัยว่าอาจได้รับเชื้อเช่นเดียวกับโรคซาร์ส เพียงแต่เตือนให้ทราบและเฝ้าระวังหากมีอาการที่สงสัยให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา
 
 “การคัดกรองผู้ป่วยไข้หวัดแมกซิโก ประวัติโรคเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากใครที่อยู่เมืองไทยมาตลอด ไม่ได้ออกไปนอกประเทศ ไม่ต้องคิดถึงไข้หวัดแม็กซิโก แต่หากเป็นผู้ที่พึ่งเดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาด และมีอาการไข้ภายใน 7 วัน จะให้อยู่ในข่ายต้องสงสัยไว้ก่อน ซึ่งจะมีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อเพื่อยืนยัน ซึ่งจะทราบผลภายใน 24-48 ชม. ขณะเดียวกันก็จะมีการให้ยาโอเซลทามีเวียร์รักษาไปเลย ไม่ต้องรอผลจากห้องปฏิบัติการ ” นพ.คำนวณ กล่าว และว่า สำหรับมาตรการในการป้องกันโรคไข้หวัดเม็กซิโกจะต่างกับโรคไข้หวัดนก เพราะไข้หวัดนกเราทราบว่ามาจากสัตว์ปีก จะเน้นป้องกันสัตว์ปีกเป็นหลัก แต่ไข้หวัดแมกซิกันนั้นเราจะเน้นที่คนเลย ว่าจะตัดการแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้อย่างไร ซึ่งการป้องกันจะง่ายกว่าไข้หวัดนก เพราะไม่ต้องทำลายสัตว์ เพียงแต่ให้ผู้ที่เข้าข่ายสงสัยดูแลกันเอง ซึ่งคนทั่วๆ ไป ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเลย อย่างไรก็ตามในช่วงปีนี้ การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่บ้านเรา เป็นสายพันธุ์ เอช 3 เอ็น 2 ไม่ใช่สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1
 
 ต่อข้อซักถามว่า ที่ผ่านมามีนักวิชาการคาดการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรง ใช่สายพันธุ์แมกซิโกนี้หรือไม่ นพ.คำนวณ กล่าวว่า ในทุกรอบ 30-40 ปี มักเกิดการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งครั้งสุดท้ายเกิดเมื่อปี 1970 ซึ่งที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกเตือนและคาดการณ์ว่าอาจเป็นเชื้อไข้หวัดนกที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดใหญ่เช่นในอดีต แต่วันนี้กลายเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนสายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 ที่กลายพันธุ์ แต่ทั้งนี้เรายังคงต้องติดตามเฝ้าระวังเชื้อไข้หวัดนกอย่างใกล้ชิดต่อไป แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบผู้ป่วยมาแล้วถึง 3 ปี แต่ในประเทศอื่นๆ ยังมีรายงานการพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เช่น เวียดนาม จีน อียิปต์ จึงยังละทิ้งไม่ได้เช่นกัน
 
 “แม้ว่าไข้หวัดสายพันธุ์แมกซิโกจะมีการแพร่ระบาดที่เร็วมาก ซึ่งใน 1-2 เดือนพบผู้ป่วยกว่า 1,000 ราย แต่มีความรุนแรงของโรคไม่มาก โดยมีอัตราการเสียชีวิตเพียงร้อยละ 6 ต่างจากโรคไข้หวัดนกที่มีการแพร่ระบาดในวงจำกัด ซึ่งตั้งแต่เกิดการระบาดจนถึงปัจจุบันพบผู้ป่วยเพียง 400 รายเท่านั้น แต่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมากถึงร้อยละ 60 ขณะที่ไข้หวัดทั่วๆ ไป จะเสียชีวิตเพียงแค่ร้อยละ 0.5 เท่านั้น ” นพ.คำนวณ กล่าว
 
 นพ.คำนวณ กล่าวว่า สำหรับการจัดแบ่งระดับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ องค์การอนามัยโลกแบ่งเป็น 6 ระดับ คือ ระดับที่ 1 จะมีการแพร่ระบาดในสัตว์ก่อน ระดับที่ 2 เริ่มมีการแพร่จากสัตว์ป่าสู่สัตว์พื้นบ้าน ระดับ 3 เริ่มแพร่ระบาดจากสัตว์มาสู่คน และอาจมีการแพร่จากคนสู่คนได้ในวงจำกัด ระดับที่ 4 อาจเกิดการแพร่จากคนสู่คนได้ง่ายขึ้น และกว้างขวาง แต่ยังอยู่ในเมืองและพื้นที่เดียวกัน ระดับ 5 เกิดการระบาดข้ามประเทศ และระดับที่ 6 คือ ระดับสุดท้ายหมายถึงการแพร่ระบาดไปทั่วโลกแล้ว ซึ่งไข้หวัดแมกซิโกขณะนี้ยังอยู่ในระดับ 3 คือยังควบคุมได้ แต่ขึ้นอยู่กับทางองค์การอนามัยโลกจะประกาศขยับให้การแพร่ระบาดขึ้นไปอยู่ในระดับ 4 หรือไม่ โดยจะมีการประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญในวันพรุ่งนี้   ( 28 เม.ย.) จึงจะทราบ

หมอปานเทพชี้คนเป็นพาหะนำเชื้อหวัดหมูที่น่ากลัว

 รศ.นส.พ.ปานเทพ  รัตนากร คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหอดล กล่าวถึงกรณีที่โรคหวัดหมูกำลังระบาดในประเทศเม็กซิโกว่า โรคนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับหมูและคนในประเทศไทย มาก่อน แต่ก็เตือนว่าอย่าประมาท เพราะโรคนี้โดยทั่วไปแล้วจะติดมาจากคนด้วยกัน ไม่ใช่คนไปติดมาจากหมู หากใครคนใดคนหนึ่งเดินทางไปยังประเทศที่โรคหวัดหมูกำลังระบาด และมีการสนทนากับคนที่ติดเชื้อไวรัสโรคหวัดหนู อาจติดเชื้อกลับมาได้ และคนๆนั้นจะกลายเป็นตัวพาหะนำโรคนี้กลับมาได้ เพราะโรคนี้จะระบาดทางลมหายใจ โดยเฉพาะเวลาไอหรือจามเป็นต้น
 
 "เรื่องของเนื้อหมูไม่ต้องเป็นห่วง ตัดประเด็นนี้ออกได้เลย ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเนื้อ เพราะโรคนี้ที่ติดต่อกันจนเสียชีวิต ต้นต่อมาจากคนติดเชื้อมาจากคนด้วยกัน ไม่ใช่หมูเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคนี้ ฉะนั้น เราสามารถบริโภคเนื้องไม่ต้องกังวลใดๆทั้งสิ้น ที่สำคัญที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยค้าเนื้อหมูกับประเทศเม็กซิโกอีกด้วย" รศ.นส.พ.ปานเทพ กล่าว
 
 คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหอดล กล่าวอีก โรคไข้หมูเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อหลายสิบก่อน แต่วงการแพทย์มีการพัฒนาจนสามารถกำจัดโรคนี้ได้ จนกระทั่งเชื้อโรคนี้ระบาดขึ้นมาใหม่ที่ประเทศเม็กซิโกอย่างที่เป็นข่าว ส่วนสาเหตุโรคไข้หวัดหมูสามารถติดกับคนได้นั้นเนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อหวัดในคนไปผสมกับเชื้อหวัดจากหมู จึงกลายเป็นไวรัสพันธุ์ขึ้นมาที่สามารถติดได้ทั้งคนและหมู อย่างก็ไรหากมองภาพรวมแล้วอย่าตื่นตระหนกจนเกินเหตุ เพราะคนที่เสียชีวิตเพียงน้อยนิด ขณะที่โรคอื่นมีการเสียชีวิตมากกว่านี้หลายเท่าตัว

ชาวขอนแก่นตื่นโรคไข้หวัดหมูพ่อค้าบ่นยอดขายหดร้อยละ40

นายสมชาย  ศิริรักษ์ อายุ 52 ปี พ่อค้าจำหน่ายสุกร ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น กล่าวว่า หลังจากที่มีการเผยแพร่ข่าวการระบาดของไข้หวัดหมู(Swine Flu)ในประเทศไทย ส่งผลให้ตลาดรับซื้อหมูลดน้อยลงทันที เพราะผู้บริโภคต่างหวาดกลัวกับข่าวที่แพร่สะพัดออกมา ผนวกกับราคาหมูที่แพงขึ้น ทำให้การค้าหมูมียอดจำหน่ายลดลงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะวันนี้ (27 เม.ย.) จากเดิมตนจะต้องส่งหมูให้กับลูกค้าวันละ 150 กก. แต่เมื่อมีข่าวการระบาดของไข้หวัดหมูทำให้ยอดสั่งซื้อกับตนลดลงเหลือเพียง 100 กก. เนื่องจากต้องรับหมูจากพ่อค้าส่งเป็นประจำทุกวัน แต่ไม่สามารถจำหน่ายออกไปหมดทำให้สินค้าเหลือข้าง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็จะยิ่งทำให้ตนขาดทุนจากการจำหน่ายเนื้อหมู
สำหรับราคาหมูเป็นหน้าเขียงมีราคา กก. 25-30 บาท  แต่เมื่อนำมาจำหน่ายหน้าแผงมีราคา กก. 100-120 บาท  แต่เมื่อหมูเป็นมีการปรับราคาขึ้นเป็น กก. 50-60 บาท ทำให้ราคาขายหน้าแผงก็ต้องปรับราคาขึ้นตามเป็น  กก.ละ 130 -150 บาทซึ่งถือว่าเป็นราคาเนื้อหมูที่แพงมาก ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้บริโภค และผู้ค้าปลีกรายย่อย ซึ่งจะมีกำไรน้อยมาก เพราะราคาจากฟาร์มมีราคาที่สูงผู้ค้ารายย่อยก็รับมาจากพ่อค้าส่งในราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วยทำให้ผู้ค้ารายย่อยได้กำไรจากการจำหน่ายเนื้อหมูน้อย

“ไม่เพียงแต่ราคาหมูที่แพงแต่กลับมีกระแสข่าวการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดหมูก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคหวาดกลัวไม่กล้าซื้อหมูบริโภค และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคหมูลง หันมาบริโภคไก่ ปลา และอาหารทะเลแทน”
 
จากผลกระทบทั้งราคาหมูแพง และกระแสข่าวการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดหมู จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา ราคาหมูที่แพง อย่าให้มีราคาสูงเกิน กก.ละ 120 บาท เพราะหากปล่อยให้มีราคาสูงไปกว่านี้ก็ยิ่งส่งผลกระทบกับผู้บริโภค และพ่อค้ารายย่อยมาก

 นายไพรัช  เลิศเกียรติภูมิ อายุ 47 ปี พ่อค้าขายอาหารตามสั่ง "ร้าน ป.เปี๊ยก ตามสั่ง" ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า หลังจากที่มีกระแสข่าวการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดหมู อีกทั้งเนื้อหมูมีราคาแพงขึ้น เรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับพ่อค้าจำหน่ายอาหารตามสั่งที่ต้องใช้หมูมาประกอบอาหารเป็นอย่างมาก ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาราคาเนื้อหมูก็เริ่มปรับขึ้นราคามาเรื่อย ตั้งแต่ กก.ละ 105บาท มาเป็น 110 จนถึงเดือนเมษายน ราคาหมูก็ยังไม่มีการปรับตัวลงมีแต่เพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 130 บาท ซึ่งจากเดิมเคยซื้อเนื้อหมูสันใน กก.ละ 110 บาท แต่ในช่วงนี้ต้องซื้อในราคา กก.ละ 130 บาท หากเป็นหมูสามชั้นจากเดิม กก.ละ 95 บาท ปรับเป็น 110 บาท ซึ่งทำให้ต้องลดปริมาณในการซื้อลง จากเดิมวันละ 3 กก. เป็นวันละ 2  กก. รวมทั้งต้องมีการปรับลดปริมาณเนื้อหมูลงตามไปด้วย เนื่องจากราคาค่าอาหารยังไม่มีการปรับขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

 ทั้งนี้เมื่อมีกระแสข่าวออกมาว่าเกิดโรคระบาดในหมู ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าที่นิยมบริโภคเนื้อหมูลดน้อยลงตามไปด้วย   โดยส่วนใหญ่ลูกค้าจะหันมาสั่งอาหารประเภท เนื้อไก่ ปลา และอาหารทะเลแทน

“ปัญหาราคาเนื้อหมูที่มีราคาแพง และกระแสข่าวที่มีแพร่ระบาดโรคไข้หวัดหมู ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารมีผลกระทบตามไปด้วย ดังนั้นหากรัฐยังไม่เข้ามาควบคุมราคาสินค้าก็คงต้องปรับลดปริมาณการซื้อ และปรับราคาค่าอาหารประเภทเนื้อหมูขึ้นตามไปด้วย” นายไพรัช กล่าว