ข่าว

ตร.ฉุนป่าไม้จ้อสื่อคดีวังน้ำเขียว

ตร.ฉุนป่าไม้จ้อสื่อคดีวังน้ำเขียว

31 ส.ค. 2554

ตำรวจโคราช ฉุน ป่าไม้ ให้สัมภาษณ์สื่อ คดีจับรีสอร์ทวังน้ำเขียวไม่คืบ เหตุกลัวอิทธิพล เข้าแจ้งความหมิ่นประมาท ยันคดีคืบหน้าไปมาก

         31 ส.ค.54 พ.ต.ท.อนันต์ พิมพ์เจริญ รองผู้กำกับการ สภ.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมาซึ่งเป็น 1 ใน 17 พนักงานสอบสวนคดีรีสอร์ทบ้านพัก 22 แห่งบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.วิเชียร โพธิจันทร์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน ขอให้ ดร.วิทูรย์ ชลายนนาวิน ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และเป็นหัวหน้าคณะทำงานชุดเฉพาะกิจเพื่อสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีการบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ต่อเนื่อง และนายสุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา หยุดหมิ่นประมาทด้วยการให้ข่าวกับสื่อมวลชนในทำนองว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ได้รับความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนในท้องที่

         เนื่องจาก พนักงานสอบสวนเกรงกลัวผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง จึงส่งผลให้การทำคดีล่าช้า ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่ได้เป็นดังที่ถูกกล่าวหา พร้อมกับยืนยันว่าพนักงานสอบสวนทำคดีอย่างเต็มที่ และตรงไปตรงมาซึ่งต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานและใช้ความรอบคอบในการสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งให้อัยการดำเนินการสั่งฟ้องศาลต่อไปโดยพ.ต.ท.อนันต์ได้นำหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน และเดลินิวส์ ฉบับประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ที่มีข้อความการให้สัมภาษณ์ของบุคคลทั้งสองมาเป็นหลักฐานด้วย

         พ.ต.ท.อนันต์  พิมพ์เจริญ  หนึ่งในพนักงานสอบสวนกรณีบุกรุกพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว  กล่าวว่า ในการมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันในวันนี้นั้น ตนต้องการที่จะมีแจ้งความลงบันทึกประจำวัน เอาผิดกับ ดร.วิฑูรย์ ชลายนนาวิน ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานชุดเฉพาะกิจเพื่อสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีการบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่ต่อเนื่อง และนายสุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 ในข้อหาหมิ่นประมาทในทำนองการออกสื่อโฆษณาต่างๆในเรื่องของการปฏิบัติงานเรื่องการสอบสวนผู้กระทำผิดในการบุกรุกพื้นที่ ป่าสงวนล่าช้า ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเกรงกลัวผู้มิทธิพลในพื้นที่  ซึ่งตนต้องการให้บุคคลทั้ง 2 คน นั้น ให้หยุดการให้ข่าวในทำนองนี้ เนื่องจากนักงานสอบสวนทุกคนได้ดำเนินการอยู่แล้ว

         อีกทั้ง การดำเนินการที่จะเอาผิดกระคนใดคนหนึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งแตกต่างจากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีตาม พ.ร.บ.ป่าสงวน 2507 มาตรา 25 ดังนั้น ตนอยากทราบว่าในพื้นที่ป่าสงวนที่ยังคงมีการก่อสร้างอยู่นั้นใครที่เป็นผู้ระเว้นหน้าที่มากกว่ากัน

         ด้าน พ.ต.อ.วชิรวิชญ์ กฤษณ์ฤทธิศักย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และเป็น 1 ใน 17 พนักงานสอบสวนคดีบ้านพักรีสอร์ท 22 แห่งบุกรุกป่าสงวนแห่ชาติ ป่าเขาภูหลวง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีว่า จนถึงขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปมากเจ้าของรีสอร์ทและบ้านพักได้ส่งตัวแทนเข้ามาแสดงตัวพร้อมยื่นเอกสารสิทธิการถือครองที่ดินดังกล่าวแก่พนักงานสอบสวนแล้ว 18 ราย ส่วนอีก 4 รายได้แจ้งว่าอยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศและจะกลับมาแสดงตัวในภายหลังสำหรับเอกสารหลักฐานการครอบครองที่ดินที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่นำมาแสดงนั้นเป็นใบเสียภาษีบำรุงท้องที่(ภบท.5) และเจ้าของรีสอร์ตทั้งหมดอ้างว่าได้เข้ามาใช้พื้นที่มานานตั้งแต่สมัยรุ่นบิดามารดา

         ขณะนี้ พนักงานสอบสวนได้เรียกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ อบต.ในพื้นที่มาสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อประกอบสำนวนคดี เนื่องจากเอกสารส่วนใหญ่ที่ผู้ประกอบการนำมาเป็นหลักฐานออกโดยทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งพนักงานสอบสวนต้องเรียกมาชี้แจงตามขั้นตอนของกฎหมาย และหลังรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้วก็จะสอบสวนเพื่อสรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการสั่งฟ้องต่อไปโดยตนยืนยันว่าการดำเนินการของพนักงานสอบสวนไม่ได้ล่าช้าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งต้องใช้เวลาในการสอบสวน แต่ก็ยืนยันว่าในการทำงานสอบสวนเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน อ.วังน้ำเขียว นี้ไม่มีผู้ที่มีอิทธิพลตามที่มีการเสนอข่าวไปนั้นสามารถเข้ามากดดันและครอบงำการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าทีตำรวจได้

         ด้านนายสุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8นครราชสีมา เปิดเผยว่า รู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่อยากพูดอะไรมาก และไม่อยากตอบโต้ถึงกรณีการเข้าแจ้งความของพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าว เพราะเดี๋ยวจะเป็นการทะเลาะกันไปมาส่วนการทำงานในพื้นที่นั้นก็ยังมีการประชุมและทำงานร่วมกันกับพนักงานสอบสวนอยู่อย่างไรก็ตามในส่วนของป่าไม้ยืนยันว่าจะดำเนินการกับผู้ที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนเต็มที่

         โดยหลังจากกรมป่าไม้ได้ติดป้ายบริเวณด้านหน้ารีสอร์ททั้ง 22 แห่งเพื่อแจ้งให้เจ้าของพื้นที่ทราบและนำเอกสารหลักฐานการถือครองที่ดินมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ภายใน15 วัน ซึ่งหากไม่มีหลักฐานที่สามารถชี้แจงได้ กรมป่าไม้ก็จะใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507สั่งให้รีสอร์ตบ้านพักทั้งหมดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายใน 45 วันต่อไป โดยที่กรมป่าไม้มีอำนาจดำเนินการและไม่จำเป็นที่จะต้องรอผลทางคดีอาญาของพนักงานสอบสวน

         ส่วนการที่ชุดเฉพาะกิจตรวจพบรีสอร์ทบ้านพักในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการสำรวจพบรีสอร์ทบ้านพักบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติมอีกจำนวน 17 แห่ง โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรอการยืนยันจากทางกรมป่าไม้แต่จากการสำรวจล่าสุดก็พบว่ายังมีรีสอร์ทบ้านพักเพิ่มเติมอีกประมาณ 20 แห่งที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจพิกัดที่ตั้งของรีสอร์ตบ้านพักที่บุกรุกไว้ทั้งหมดแล้วและเตรียมที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังกรมป่าไม้เพื่อยืนยันซึ่งหากผลการตรวจสอบออกมาก็จะดำเนินการไปทั้งหมดพร้อมกันเลยทีเดียว โดยใช้การปฏิบัติเช่นเดียวกับรีสอร์ตบ้านพัก 22 แห่งแรก

         ในขณะที่ พ.ต.ท.โชติ ตระกูล รอง ผกก.สส.สภ.วังน้ำเขียว พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจคดีบุกรุกป่า อ.วังน้ำเขียวของคดี 22 รีสอร์ท ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.วชิรวิชญ์ กฤษณ์ฤทธิศักญ์ รอง ผบก.นครราชสีมา พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจระดับจังหวัดฯ พร้อมมีตัดข้อความเนื้อหาที่ลงในหนังสือพิมพ์ส่วนกลาง(เดลินิวส์) ฉบับวันที่ 29 - 30 และ 31 สิงคม 2554 เกี่ยวกับกรณีป่า อ.วังน้ำเขียวฯ เป็นที่เขียนคำสัมภาษณ์ของผู้ตรวจฯ และ ผอ.สำนักทรัพยากรป่าไม้ที่ 8(นครราชสีมา) เพื่อรายงานผลการปฏิบัติงานและผลการสอบสวน พร้อมกับกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า

         อย่างไรก็ตาม ได้สอบสวนทางผู้ใหญ่บ้านและเจ้าของรีสอร์ทบางรายที่สะดวกมาให้การแล้ว และมีการนัดหมายที่เหลืออีก ซึ่งเรื่องนี้เรื้องรังมาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งป่าไม้ให้เพียงจุด จีพีเอส.มาอย่างเดียว ต้องถามย้อนกลับว่า ในระหว่าง 10-20 ปีที่แล้วมามีการเข้ามาก่อสร้าง ไม่ใช่วันเดียวเสร็จ ท่านได้เข้าไปดูในพื้นที่หรือเปล่า และได้มาดูมาตรวจสอบหรือไม่ในพื้นที่นี้ ผู้ประกอบการเป็นใครที่มาบุกรุกที่ของคุณ ฉะนั้นมันเกิดอะไรขึ้นมาตนก็ยังไม่ทราบ ซึ่งเราต้องให้ความยุติธรรมทุกๆ ฝ่าย อย่าส่องกระจกหน้าเดียว

         "ตนขอพูดว่าอำนาจหน้าที่ใครอำนาจหน้าที่พนักงานสอบสวน เมื่อมีการแจ้งความแล้วก็เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเราพยายามทำให้เร็วที่สุด เพราะมีผู้บังคับบัญชาเร่งรัดสำนวนคดีอยู่แล้ว แต่ที่ว่าทำไมตำรวจไม่ให้ความร่วมมือต้องเรียนว่าอันไหนที่ที่เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานป่าเราก็ยินดี แต่ถ้าอันไหนไม่ได้เป็นพยานหลักฐานแล้วจะให้เราไปทำ ฉะนั้นอำนาจใครอำนาจมัน คุณมีหน้าที่ปักป้ายก็ปักป้ายไป แต่ส่วนพนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเราก็จะทำหน้าที่ตรงนั้น ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการแล้วแต่ความยากง่ายของคดี เพราะเราต้องการให้ทราบว่าไม่ใช่มีนอมินีมาเป็นตัวแสดง และไม่ใช่ไปเอา นาย ก. นาย ข.มา เราต้องการรู้ว่าตัวจริงคือใครบ้าง เราถึงต้องทำ ไม่เช่นนั้นจะโดนกลับมาว่า คุณไปเอาใครมาก็ไม่รู้มาแสดงอีก"  พ.ต.ท.โชติ กล่าว

          ผกก.สภ.วังน้ำเขียว กล่าวต่อว่า ส่วนชื่อเจ้าของรีสอร์ท 22 รายยังไม่ครบหมด แต่เราได้นัดหมายไปแล้ว ซึ่งมีจำนวน 18 รายที่มาพูดให้ข้อมูลกับเราแล้ว แต่เราขอให้ไปนำหลักฐานมาดู เพราะเราไม่เชื่อในคำพูดของเขา รวมทั้งคิดว่าในสัปดาห์หน้าน่าจะนำข้อมูลมาให้เราครบทั้ง 22 รายได้ เพราะบางคนอยู่ต่างประเทศ บางคนต้องหลบพักใจ ตนเป็นตำรวจอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน ตนไม่ใช่ประเภททำอะไรก็ทำได้โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง และเราต้องวางตัวเป็นกลาง ที่เป็นเรื่องระหว่างป่าไม้กับผู้ประกอบการ 

          ส่วนที่มีข่าวว่าตำรวจกดดันจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล กลุ่มนักการเมืองอะไรนั้น ตนคิดว่าอิทธิพลเป็นนามปธรรม ถ้าตนอยู่ด้วยการถูกกดดันด้วยอิทธิพลก็คงอยู่ไม่ได้ถึงขนาดนี้ 8 ปี ตนพูดด้วยความเป็นจริง ไม่เข้าข้างใคร เราให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ส่วนพื้นที่แน่นอนเป็นของป่าไม้ แต่จะมีการบริหารจัดการอย่างไรต่อไปแต่นั้นเองกับการที่ว่าเราได้ละเลยกันมานานพอสมควรกับเจ้าหน้าที่